บทที่ 3
บ้านเดิมที่คุ้นเคย และค่ำคืนที่แปลกหน้า
ตระกูลซู
หลังจากซูอันอันเดินสำรวจรอบหมู่บ้านจนพอใจแล้ว นางก็ยังไม่เดินกลับเข้าเรือนตระกูลเสิ่น
เท้าของนางหยุดนิ่งบนทางเดินดินแคบ ๆ สายตาจับจ้องไปยังกลุ่มกระท่อมอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่หลังคาเรือน...
นั่นคือ... บ้านตระกูลซู
ตามความทรงจำที่ขาดๆ หายๆ ของเ้าของร่างเดิม... นั่นคือ "บ้าน" ที่นางเพิ่งจากมาเพื่อแต่งเข้าตระกูลเสิ่น
‘เมื่อวานข้าเป็ลมล้มพับไป ข่าวเื่การตั้งครรภ์คงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ครอบครัวซูคงจะร้อนใจเื่นางเป็ลม คงต้องแวะไปแจ้งข่าวเื่ท้องให้พวกเขาได้รับรู้เสียหน่อยแล้ว’
นางถอนหายใจเบาๆ ในเมื่อตัดสินใจจะสู้แล้ว ก็ต้องไปเผชิญหน้ากับทุกอย่าง อย่างน้อยๆ ข้าควรจะไปดูให้เห็นกับตา ว่าครอบครัวเดิมของร่างนี้นั้นเป็เช่นไร
การเดินไปบ้านที่ห่างไปไม่กี่หลัง ไม่จำเป็ต้องขออนุญาตแม่สามีอย่างเป็ทางการ นางเพียงแค่เดินไปเท่านั้น
เมื่อมาถึงหน้าบ้านตระกูลซู มันดูเล็กและทรุดโทรมกว่าบ้านตระกูลเสิ่นเล็กน้อย แต่กลับสะอาดสะอ้านและมีกอไผ่ปลูกไว้ริมรั้วอย่างเป็ระเบียบ ให้ความรู้สึกสงบเยี่ยงบัณฑิต
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากเรียก...
“ท่านพี่!”
เสียงใสๆ ของเด็กสาวดังขึ้นก่อนตัว เด็กหญิงที่โตเป็สาวแล้ว รูปร่างผอมบางแต่แววตากล้าหาญ อายุราวสิบสี่หนาว วิ่งออกมาจากกระท่อมด้วยความดีใจ นางคือ ซูซิน น้องสาวคนเล็กของนาง
“ท่านพี่! ท่านมาจริงๆ ด้วย! ข้าได้ยินข่าว... ท่าน... ท่าน...” ซูซินวิ่งมาจับมือนาง พูดจาติดๆ ขัดๆ ด้วยความตื่นเต้น
“อันอัน!”
ร่างสูงของบุรุษหนุ่มสองคนก้าวตามออกมา คนหนึ่งดูเงียบขรึมสุขุม ซูเหลียง พี่ใหญ่ วัยยี่สิบกว่า อีกคนมีแววตากล้าหาญและดูน่าเกรงขาม ซูฉี พี่รอง วัยสิบแปด
“พี่ใหญ่ พี่รอง” ซูอันอันเอ่ยทักทายตามสัญชาตญาณ
“น้องหญิง เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” ซูเหลียงถามเสียงเรียบ แต่แววตามีความห่วงใย "พี่ได้ยินว่าเ้าเป็ลมไป"
“ทางนั้นรังแกเ้าหรือไม่!” ซูฉีก้าวเข้ามาทันที “หากเ้าสามีหน้าตาย เสิ่นอวี่หาน มันทำอะไรเ้า บอกข้ามาได้เลย!”
“อาฉี! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย!” เสียงนุ่มทุ้มดังมาจากในบ้าน ซูเจิ้ง บัณฑิตตกยากผู้เป็บิดา เดินออกมา เขาดูอ่อนโยนและร่างกายไม่แข็งแรงนัก “นั่นคือพี่เขยเ้า”
ตามหลังเขามาคือสตรีผู้หนึ่ง...
ซูอันอันถึงกับชะงักไปชั่วขณะ... มารดาของนาง ใครๆเรียกว่า จางซื่อ เป็มารดาของร่างนี้
ซูอันอันพินิจสตรีผู้นี้... งดงามเกินไป งดงามจนไม่เหมือนคนในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ ผิวพรรณขาวผ่องแม้อาภรณ์จะซอมซ่อ ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา ราวกับกวางน้อยที่หวาดระแวงภัย
นี่มัน... ‘ไข่มุกงามซ่อนในโคลนตม’(1) โดยแท้...
“อันอัน... ลูกแม่” จางซื่อเอ่ยเสียงเบา นางไม่กล้าก้าวออกมานอกชายคาบ้าน ทำได้เพียงยื่นมือที่สั่นเทาออกมา
“ท่านแม่ ข้ามาเยี่ยมเ้าค่ะ” ซูอันอันเดินเข้าไปจับมือนาง ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านเข้ามา
เมื่อเข้ามาในบ้านที่คับแคบแต่เปี่ยมด้วยความรัก ซูอันอันจึงแจ้งข่าวการตั้งครรภ์
“์! ดีจริงๆ!” ซูเจิ้งยิ้มกว้างอย่างยินดี
“แต่... แต่ท้องตอนนี้...” จางซื่อกลับหน้าซีด “ข้างนอกวุ่นวาย... ทหารไปมา...”
ซูเจิ้งรีบกุมมือภรรยาไว้ “ฮูหยิน อย่ากังวลไปเลย นี่คือเื่น่ายินดี”
ซูอันอันมองภาพนั้น... ท่านพ่อรักท่านแม่มากจริงๆ...
นางนึกถึงข้อมูลที่ความทรงจำของเ้าของร่างเหลือทิ้งไว้... มารดาของนางความจำเสื่อม นางงดงามจนไม่กล้าออกจากบ้าน ซูเจิ้งบัณฑิตตกยากยอมทิ้งทุกอย่างมาทำนาเพื่อดูแลภรรยา
“ท่านแม่...” ซูอันอันตัดสินใจถามในสิ่งที่นางสงสัย "ข้า... รู้สึกมึนงงไปบ้างั้แ่ฟื้นขึ้นมา... ข้าอยากถามท่านเื่หนึ่ง"
จางซื่อมองนางอย่างสงสัย
“จี้หยกหงส์... ที่ท่านให้ข้ามาตอนแต่งงาน... มันมีความเป็มาอย่างไรหรือเ้าคะ?”
แววตาของจางซื่อพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ... "จี้หยก... หงส์..."
นางยกมือขึ้นกุมขมับ "ข้า... ข้าจำไม่ได้... จำไม่ได้เลย... ข้ารู้แค่ว่า... มันสำคัญ... มันคือสิ่งเดียวที่ข้ามี... ข้าจึงให้เ้าไว้... เพื่อคุ้มครองเ้า..."
มันคือสิ่งเดียวที่ท่านมี... ซูอันอันกำจี้ใต้สาบเสื้อแน่น หมายความว่า... จี้นี้คือเบาะแสเดียวเกี่ยวกับอดีตที่หายไปของท่านแม่... และบัดนี้มันอยู่กับข้า
เผชิญหน้าแม่สามี
ยามเซิน (2) ล่วงแล้ว ซูอันอันกล่าวลาครอบครัวตระกูลซูและเดินกลับบ้านตระกูลเสิ่น
นางคาดไว้แล้ว... และมันก็เป็จริง
หลิวซื่อ ยืนกอดอกทำหน้าบึ้งตึงรออยู่ที่ลานบ้าน
“เหอะ! กลับมาเสียทีนะ! นึกว่าเ้าจะขนข้าวของย้ายกลับไปนอนบ้านเดิมเสียแล้ว!”
มาแล้ว... นี่คือการ ‘ฆ่าไก่ให้ลิงดู’ (3) สินะ...
“ท่านแม่ ข้าเพียงไปแจ้งข่าวและทานมื้อเที่ยงกับท่านพ่อท่านแม่มาเท่านั้นเ้าค่ะ” ซูอันอันตอบกลับอย่างใจเย็น ยิ้มรับบางๆ
หลิวซื่อชะงักไปเล็กน้อย... นาง... ยิ้ม? ปกติสะใภ้คนนี้ได้แต่ก้มหน้าตัวสั่น
“แจ้งข่าวนานถึงเพียงนี้เชียวรึ! คนท้องคนไส้ เดินตากแดดตากลม! หากหลานข้าเป็อะไรไป ข้าจะ...”
“ข้าจึงรีบกลับมาช่วยท่านแม่ทำมื้อเย็นนี่อย่างไรเ้าคะ” ซูอันอันกล่าวแทรกอย่างนุ่มนวล
“พี่สะใภ้! ท่านกลับมาแล้ว!”
เสิ่นซินอี้ น้องสาวสามีวัยสิบสี่ปีเท่ากับซูซิน วิ่งออกมาจากครัว นางมีใบหน้าน่ารักสดใสแต่ดูเรียบร้อยกว่าซูซินมาก
“ท่านแม่... อย่าดุพี่สะใภ้เลยเ้าค่ะ... ข้า... ข้าหั่นผักรอไว้แล้ว” เสิ่นซินอี้กล่าวเสียงเบา
หลิวซื่อตวัดตามองลูกสาว "ดูสิ! ขนาดน้องสาวยังรู้ความกว่า! เข้าครัวไป! มัวอู้อยู่ได้!"
เมื่อเข้ามาในครัว สองสาวก็เริ่มทำงานกันอย่างคล่องแคล่ว
“พี่สะใภ้เ้าคะ...” เสิ่นซินอี้กระซิบถาม "ท่าน... ดูไม่เหมือนเดิมเลยเ้าค่ะ"
หัวใจของซูอันอันกระตุก... โดนจับได้อีกแล้ว... เด็กสาววัยนี้ช่างช่างสังเกตนัก
“ไม่เหมือนเดิม... อย่างไรหรือ?”
“ก็... แต่ก่อน... ท่านไม่กล้าสบตาท่านแม่... แต่เมื่อครู่... ท่านยิ้มให้ท่านแม่ด้วย” เสิ่นซินอี้เอียงคอ “ท่านดู... ใจเย็นขึ้นมากเ้าค่ะ”
“คนเราพอจะเป็แม่คน... ก็ย่อมต้องเข้มแข็งขึ้นมิใช่รึ?” ซูอันอันยิ้มบางๆ ตอบไป นี่เป็ข้ออ้างที่ดีที่สุดในตอนนี้
ยามโหย่ว (4) เมื่อตะวันคล้อยต่ำ เหล่าบุรุษตระกูลเสิ่นก็กลับมาจากการทำงาน
การร่วมโต๊ะอาหารเป็ไปตามธรรมเนียม ท่านปู่เสิ่นกังและท่านพ่อเสิ่นกั๋วนั่งหัวโต๊ะ ตามด้วยบุตรชายทั้งสาม เสิ่นอวี่หาน เสิ่นอวี่เจ๋อ ยี่สิบปี และเสิ่นอวี่หลง สิบแปด ส่วนสตรีจะนั่งแยกกันอีกวงหนึ่ง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างเคร่งเครียด
“ปีนี้ภัยแล้งมาเร็ว” เสิ่นกั๋ว พ่อสามี กล่าวขึ้น "ข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิที่ลงไป... ข้าเกรงว่าจะได้ผลไม่ดีนัก"
“ท่านพ่อ ข้าว่าเราควรแบ่งพื้นที่ไปปลูกถั่วเพิ่มหรือไม่ มันทนแล้งได้ดีกว่า” เสิ่นอวี่เจ๋อ น้องรองผู้สุขุม เสนอ
“ปลูกถั่วรึ! เสียเวลา! เราควรขุดลอกคลองส่งน้ำ! ใช้แรงงานคนสู้กับฟ้า!” เสิ่นอวี่หลง น้องสามผู้ห้าวหาญ แย้งขึ้น
เสิ่นอวี่หาน ผู้เป็พี่ใหญ่ ยังคงนิ่งเงียบ... เขานั่งฟังน้อง ๆ ถกเถียงกันด้วยใบหน้าเรียบเฉย สายตาคมกริบนั้นเหลือบมองมาทางวงข้าวของสตรี... มาหยุดอยู่ที่ซูอันอัน... เพียงชั่วครู่... ก่อนจะละไป
ซูอันอันก้มหน้ากินข้าว... พวกเขากำลังกังวลเื่ภัยแล้ง... ความรู้ด้านการจัดการน้ำและการปรับปรุงดินของข้า... บางที... อาจถึงเวลาที่ข้าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
ค่ำคืนที่แปลกหน้า
ยามซวี(5) ผ่านไป ท้องฟ้ามืดสนิท
นี่คือค่ำคืนที่น่าอึดอัดที่สุดในชีวิตของหลินอันอัน...
หลังจากที่ทุกคนแยกย้าย นางก็นั่งอยู่บนขอบเตียงแข็งๆ ในห้องนอนที่มีเพียงนางและ... เขา
เสิ่นอวี่หานเดินเข้ามาในห้อง กลิ่นเหงื่อไคลจากการทำงานหนักและกลิ่นสบู่จางๆ ลอยปะทะจมูก เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นแผงอกและท่อนแขนที่กำยำภายใต้เสื้อตัวใน
ร่างเดิมหลงรักเขา... แต่ข้า... ข้าประหม่าจนแทบหยุดหายใจ!
โอ้... นี่คือสามีข้า... เราต้องนอนเตียงเดียวกัน? ข้าท้องอยู่นะ! เขาคงไม่... ไม่สิ... ดูจากท่าทางเ็า... เขาคงไม่คิดอะไรหรอก
บรรยากาศในห้องเงียบงันจนน่าอึดอัด ราวกับกำลัง ‘เดินบนน้ำแข็งบาง’(6)
ทว่า... เสิ่นอวี่หานกลับไม่เดินมาที่เตียง เขาหันไปหยิบผ้าห่มผืนเก่าอีกผืนที่มุมห้อง แล้วปูลงบนพื้นดินเย็นๆ ข้างเตียง
ซูอันอันเบิกตากว้าง "ท่าน...?"
“เ้ากำลังตั้งครรภ์” เขาเอ่ยเสียงเรียบ "ร่างกายไม่สะดวก ข้าจะนอนที่พื้นเอง"
ความรู้สึกโล่งอกอย่างมหาศาลถาโถมเข้ามา... แต่ก็แฝงด้วยความประหลาดใจ
เขา... เป็สุภาพบุรุษ? หรือแค่รังเกียจข้ากันแน่?
“หมอบอกว่าเ้าต้องพักผ่อนให้มาก” เขากล่าวต่อโดยไม่หันมามอง
“ท่าน...” ซูอันอันรวบรวมความกล้า “ท่าน... โกรธข้าหรือไม่... เื่... เื่ที่ข้าตั้งครรภ์”
ร่างสูงใหญ่นั้นชะงักไป เขานั่งลงบนที่นอนที่พื้น ก่อนจะหันกลับมามองนาง แสงตะเกียงสลัวส่องให้เห็นดวงตาที่ลุ่มลึก... มันไม่เ็า... แต่มัน... เหนื่อยล้า
“เขาคือลูกข้า... คือสายเืตระกูลเสิ่น... ข้าไม่โกรธ” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "เ้าต่างหาก... เ้าดู... ไม่เหมือนเดิม"
เป็คำถามเดียวกับที่ซินอี้ถาม!
“ข้า... ข้าแค่... ใ... และอาจจะลืมเลือนไปบางอย่างหลังจากที่เป็ลมไป” นางใช้ข้ออ้างเดิม
เขาจ้องมองนางนิ่งนาน... นานจนนางเริ่มอึดอัด ร่างเดิมเคยเอาแต่ก้มหน้างุดๆ ไม่กล้าสบตาเขา... แต่ตอนนี้นางกลับจ้องเขากลับ...
สุดท้าย เขาก็เป็ฝ่ายละสายตาไป “นอนเถิด พรุ่งนี้ข้าต้องตื่นแต่ยามเหม่า(7)”
ฟู่...
เขาเป่าตะเกียงดับลง
เหลือเพียงความมืด... และเสียงลมหายใจของคนแปลกหน้าสองคน ที่ถูกผูกมัดไว้ด้วยชะตากรรม... ในห้องเดียวกัน
เชิงอรรค:
(1) ไข่มุกงามซ่อนในโคลนตม หมายถึง ของดี, ของล้ำค่า, หรือคนที่มีความสามารถสูง แต่ตกอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่มีคนมองเห็นคุณค่า
(2) ยามเซิน: คือ่เวลา 15:00 น. ถึง 16:59 น. (บ่ายคล้อย)
(3) ฆ่าไก่ให้ลิงดู: หมายถึง การลงโทษคนหนึ่งให้รุนแรง เพื่อเป็ตัวอย่างให้คนอื่นหวาดกลัว ไม่กล้าทำตาม
(4) ยามโหย่ว: คือ่เวลา 17:00 น. ถึง 18:59 น. (ยามพลบค่ำ, ่เวลาอาหารเย็น)
(5) ยามซวี: คือ่เวลา 19:00 น. ถึง 20:59 น. (ยามค่ำ)
(6) เดินบนน้ำแข็งบาง: หมายถึง การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด, สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดและอันตราย
(7) ยามเหม่า: คือ่เวลา 05:00 น. ถึง 06:59 น. (ยามเช้ามืด, รุ่งสาง)
