เจียงเฉิงเยว่ “...”
หลี่อวิ๋นหังยิ้มเล็กน้อย “เพราะอย่างนั้น เสด็จพี่ไม่จำเป็ต้องกังวล เพียงทำตามหัวใจตนเองก็พอ”
เจียงเฉิงเยว่จ้องเขาอย่างเหม่อลอย พูดไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง
เดิมที ท่าทางก่อนหน้านี้ของหลี่อวิ๋นเฉินที่อ่อนแอจนอาจเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ ิจงจึงตกลงที่จะให้เขาไปบ่มเพาะที่เขาฉีหวน ความจริงแล้วฝ่ายราชสำนักกับฝ่ายราษฎรทั้งหมดนั้นรู้อยู่แก่ใจ นับว่ายอมรับโดยปริยายที่จะให้หลี่อวิ๋นเฉินสละตำแหน่งรัชทายาทด้วยตนเองโดยไม่ได้ปลดตำแหน่ง และยังไม่พบผู้ชิงตำแหน่งรัชทายาทคนต่อไป...ทว่าการเคลื่อนไหวของิจงในตอนนี้กลับมีความหมายลึกซึ้ง
สุดท้ายแล้ว หลี่อวิ๋นเฉินที่พำนักอยู่ที่เขาฉีหวนหลายปีก็กลับมายังโซ่วหลิงอย่างมีชีวิตชีวาอย่างที่ทุกคนไม่คาดคิด เวลานี้ ิจงให้เขาทำหน้าที่ที่ควรทำในฐานะรัชทายาทให้สำเร็จ ้าแจ้งให้ทุกคนทราบอย่างชัดเจนว่า...ยังคงไม่ยอมแพ้ในตัวเขา
สละตำแหน่งรัชทายาทแล้วกลับไปยังเขาฉีหวนในนามการ ‘บ่มเพาะ’ ต่อไป ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกอย่างการเป็ท่านอ๋องผู้สูงส่ง หรือว่าอยู่ในการแย่งชิงอำนาจเพื่อกลายเป็จักรพรรดิคนต่อไป...กล่าวตามความจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าเจียงเฉิงเยว่ไม่ลังเลหรือสั่นคลอนแม้แต่น้อย
หากพูดจากใจแล้ว เขา้าที่จะมีความสุขอย่างแน่นอน...แต่อีกด้านหนึ่ง หากเขามีโอกาสนั้นแล้วกลายเป็ิจวิน1 ในยุคสมัยหนึ่งเล่า? หากเขามีโอกาสเช่นนั้นเพื่อปกป้องผู้คนตามที่คนผู้นั้น้าเล่า?
เจียงเฉิงเยว่ถอนหายใจ ไม่เคยคิดว่าเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะมีความรู้สึกที่เฉียบไวเช่นนี้อย่างคาดไม่ถึง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความอบอุ่นอ้อยอิ่งอยู่ในหัวใจอย่างห้ามไม่ได้ เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วกลับไปนั่งยองในระดับความสูงเดียวกับหลี่อวิ๋นหังที่กำลังนั่งอยู่ จากนั้นยื่นมือไปบีบใบหน้านั้นพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม “ดี อาหัง เสด็จพี่จะไม่ทำให้เ้าทุกข์ใจโดยเปล่าประโยชน์”
แม้ว่าตอนนี้บนใบหน้าของหลี่อวิ๋นหังจะยังคงมีแก้มวัยเยาว์ไร้เดียงสาอยู่เล็กน้อย แต่เนื้อบนแก้มนั้นกลับเทียบไม่ได้กับตอนเด็กที่ยามบีบขึ้นมาก็ติดมือเช่นนั้น เขาจึงปล่อยมือ แล้วเห็นว่าตนเองทิ้งรอยนิ้วมือขาวไว้บนใบหน้าหล่อเหลาที่ค่อยๆ กลับมามีสีเือย่างรวดเร็ว แก้มของหลี่อวิ๋นหังปกคลุมด้วยสีแดงก่ำจางๆ ยามมองไปเจียงเฉิงเยว่กลับสั่นไหวอีกครั้ง
พูดตามตรงไม่กี่ปีนี้ หลี่อวิ๋นหังยิ่งเติบโตขึ้น ความบอบบาง ความน่ารักและใบหน้าขึ้นสีสู้วัยเด็กไม่ได้ ดังนั้นเจียงเฉิงเยว่จึงไม่ได้เห็นท่าทีที่ทำให้ใจระรัวเช่นนี้มานานแล้ว
เขาถึงขั้นคิดการโต้ตอบที่รุนแรง ้าให้เหมือนกับยามที่อีกฝ่ายยังเป็เด็ก ถือโอกาสหอมบนใบหน้านั้นฟอดหนึ่งเสียงดัง...อย่างไรก็ตาม...หากลองคิดหน้าคิดหลังแล้ว ฉิงชางจวินจึงล้มเลิกด้วยความลำบากใจ
ยามนี้โตแล้ว อย่าแกล้งตามอำเภอใจอีกจะดีกว่า
จนกระทั่งทั้งสองคนเข้านอน เจียงเฉิงเยว่ยังคงนอนข้างๆ อย่างเป็ระเบียบ เขาจ้องไปที่หลังคามุ้งและกำลังท่องอย่างเงียบงัน รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป...
เขาตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่าคืนนี้หลี่อวิ๋นหังจะนอนท่าไหน จะทำอย่างไรให้เขาทนไม่ได้อีก เขาจะลบล้างความคิดอย่างเฉยเมย จะไม่มีความคิดเสน่หาเล็กน้อยอีก! ผลลัพธ์คือหลี่อวิ๋นหังกลับนอนราบเรียบตามปกติ อีกฝ่ายนอนหยียดตรงมองหลังคามุ้งอย่างเป็ระเบียบเช่นเดียวกัน
ผ่านไปเป็เวลานาน นานจนแม้กระทั่งว่าเจียงเฉิงเยว่จะอยู่ในบรรยากาศที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ยามที่กำลังจะต้านทานความง่วงไม่ได้แล้วหลับไป...เขาได้ยินหลี่อวิ๋นหังเรียกเขาเสียงเบา “เสด็จพี่...”
“อืม” เจียงเฉิงเยว่กระพริบตาอย่างง่วงงุน
เสียงของหลี่อวิ๋นหังมีความอ้างว้างเล็กน้อย ใช้เวลานานจึงเอ่ยถาม “ข้า...ข้าดูเหมือนนางจริงๆ หรือ?”
เจียงเฉิงเยว่ตื่นขึ้นเล็กน้อยจากความง่วง ราวกับว่าหัวใจถูกเข็มเล็กทิ่มแทง เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไรในชั่วพริบตา
หลี่อวิ๋นหังกล่าว “สองสามวันนี้...ข้าพยายามหาใยแมงมุมกับรอยเท้าม้า2 เล็กน้อยเกี่ยวกับนางในวังแห่งนี้ซึ่งนางเคยอยู่มาก่อน แม้ว่าจะนึกถึงได้เล็กน้อยยามที่ได้อยู่กับนาง แต่ความเป็จริงแล้ว...ข้ากลับนึกใบหน้าของนางไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็อย่างไร”
จะนึกออกได้อย่างไร หลี่อวิ๋นหังในตอนนั้นเด็กเกินไปจริงๆ
หลี่อวิ๋นหังเอียงหน้าเล็กน้อย มองเจียงเฉิงเยว่อย่างคาดหวังเล็กน้อย “เสด็จพี่...ท่านจำรูปลักษณ์ของนางได้หรือไม่?”
เจียงเฉิงเยว่จะรู้ได้อย่างไรเล่า?! เขาจะเคยพบมารของหลี่อวิ๋นหังได้อย่างไรกัน? เขาเป็ตัวปลอมที่มาทีหลัง แต่ว่า...เสด็จพ่อบอกว่าลี่อวิ๋นหังเหมือน เช่นนั้นก็คงเหมือน
เจียงเฉิงเยว่ถอนหายใจเล็กน้อยพลางปลอบโยนเสียงเบา “ตอนนั้นข้าก็ยังไม่โต...เคยพบนางไม่บ่อยนัก จำได้เพียงว่านางเป็สตรีที่ทั้งสวยและอ่อนโยน...” เขาเป็องค์รัชทายาท การที่ได้พบกับนางสนมไม่บ่อยเป็ที่ยอมรับได้ จินตนาการทั้งหมดที่มีต่อมารดา หากจะสวยงามและอ่อนโยนก็มักจะไม่ผิดอะไร
หลี่อวิ๋นหังตกตะลึงก่อนตอบรับอย่างเชื่อฟัง “อืม” จากนั้นหันไปจ้องหลังคามุ้ง
เจียงเฉิงเยว่มองใบหน้ามุมข้างของอีกฝ่าย รู้สึกเ็ปใจอย่างไม่รู้จบ ตัดสินใจแล้วว่า้ารักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากเด็กคนนี้ แต่กลับทนดูท่าทางโดดเดี่ยวเช่นนี้ไม่ไหว...
หลังจากนั้นทั้งสองกลับเงียบเป็เวลานาน หลี่อวิ๋นหังค่อยๆ หลับตา ไม่รู้ว่าเป็เพราะสาเหตุที่กลับโซ่วหลิงหรือไม่ จึงมีภาพลักษณ์ที่ไม่มาเกาะแกะ โอบกอดและไม่สนใจเป็เวลานานเช่นนี้
เจียงเฉิงเยว่ลังเลอยู่นาน เขากัดริมฝีปาก อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปใต้ผ้าห่มอย่างเงียบๆ เคลื่อนไปยังตำแหน่งของหลี่อวิ๋นหัง จากนั้นนำนิ้วก้อยของตนเองไปเฉียดนิ้วก้อยที่อบอุ่น
หลี่อวิ๋นหังหลับตาลง หายใจอย่างสม่ำเสมอ อาจหลับไปแล้ว เจียงเฉิงเยว่ค่อยๆ งอนิ้วแล้วดึงกลับอย่างช้าๆ ทว่าขยับยังไม่ถึงครึ่งชุ่น จู่ๆ นิ้วก้อยกลับถูกหลี่อวิ๋นหังจับไว้แน่น
หัวใจของเจียงเฉิงเยว่เต้นรัว เขาหลับตาลงเผยร้อยยิ้มเล็กน้อย ฝ่ามือของหลี่อวิ๋นหังค่อยๆ ไล้ไปตามหลังมือจากนิ้วก้อยของเขา สอดเข้าไปในนิ้วของเขาทีละนิ้ว แล้วนำมือของเขามากอบกุมไว้แน่น
เจียงเฉิงเยว่พลิกฝ่ามือ ทั้งสองคนนอนข้างกันปกติ ระยะห่างค่อนข้างไกล ทว่ามือทั้งสองข้างที่ัักันกลับกุมกันไว้อย่างแ่า ราวกับว่า้าเชื่อมต่อกับโชคชะตานี้ ร่วมเป็ร่วมตายไปด้วยกัน
รอยยิ้มบนริมฝีปากของเจียงเฉิงเยว่ไม่จางหายอยู่เป็เวลานาน...ทว่าในใจกลับสงบลง เขาคิดในใจว่าช่างมันเถิด หากข้าถูกมารดาเขาก็ไป...เป็เหมือนอาจารย์ เหมือนสหาย เหมือนพี่น้อง เหมือนบิดา...ก็ดีเหมือนกัน สุดท้ายแล้วเขาไม่สามารถทิ้งเด็กคนนี้ไปเช่นนี้ได้ แม้ว่าพลังของเขาจะถูกทำลาย อดีตของเขาที่หนักหนาสาหัส...สุดท้ายแล้ว หาก้าที่จะปกป้องเด็กน้อยธรรมดาผู้นี้ไปทั้งชีวิต เขาคงทำได้ใช่หรือไม่?
หากอาหัง้าเขา เขาจะอยู่กับอาหังเสมอ...ทำให้บนใบหน้านั้นไม่ปรากฏสีหน้าโดดเดี่ยวที่่ส่งผลให้เขาเ็ปใจอีกเด็ดขาด
.............................
วันต่อมาตรงกับวันเกิดขององค์ชายรองหลี่อวิ๋นซินพอดี จึงส่งคนมารอรับพี่ชายใหญ่ที่ประตูวังั้แ่เช้า เรียกได้ว่างานมงคลเช่นนี้ย่อม้าให้พี่น้องมาสนุกสนานด้วยกัน ความจริงแล้วหลังจากที่เจียงเฉิงเยว่แอบกลับมาจากที่พำนักของหลี่อวิ๋นหัง เขาเตรียมเข้านอนต่อเพื่อชดเชยความเหนื่อยล้าหลายวันมานี้ กลับถูกข้าราชบริพารลากลงจากเตียงมาเตรียมตัว ไม่ว่าจะพูดอย่างไร...การไว้หน้าเช่นนี้จะไม่ให้ก็มิได้ เพราะถึงอย่างไรก็เป็พี่น้อง
ในเมื่อพี่น้องมาเฉลิมฉลองด้วยกัน หลี่อวิ๋นหังจึงหลบหลีกไม่ได้ เจียงเฉิงเยว่จัดการตนเองเสร็จก่อนขึ้นราชรถออกไปที่ประตูพระราชวัง เตรียมที่จะเปลี่ยนเป็รถม้าเพื่อรีบมุ่งหน้าไปยังจวนน้องรอง หลี่อวิ๋นหังรอคอยอยู่นานแล้ว
หลี่อวิ๋นหังคารวะเขาอย่างเคารพต่อหน้าผู้คน “เสด็จพี่”
เจียงเฉิงเยว่ยิ้ม ทันใดนั้นพลันนึกถึงฝ่ามือของพวกเขาที่จับกันใต้ผ้าห่มเมื่อคืนนี้ หากเทียบกับความเคารพที่ห่างเหินเวลานี้เขารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงเฉิงเยว่เองถูกความคิดของตนทำให้หนาวสะท้านไปชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะพยักหน้าตอบด้วยสีหน้าปกติ “อาหัง”
องค์ชายรองหลี่อวิ๋นซินเป็ผู้มักมากในกาม ปัญหาใหญ่อื่นนั้นไม่มี นับเป็วีรบุรุษที่สูญเสียจิติญญาการต่อสู้เพราะสาวงาม...เนื่องจากพี่ชายใหญ่ของเขายังไม่แต่งงาน เขาจึงไม่สามารถแต่งตั้งชายาอย่างเป็ทางการได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงโอบกอดนางสนม สาวงามและสาวรับใช้ไว้ข้างกายอย่างบ้าคลั่ง ภายในจวนนั้นล้อมรอบไปด้วยสาวงามที่บานสะพรั่ง จนแทบจะไล่ตามหอฉินโรงฉู่3 ทันเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้เสด็จพ่อจึงตำหนิเขาบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะยับยั้งตนเองสักครึ่ง
เป็ไปดังคาด ทันทีที่เจียงเฉิงเยว่กับหลี่อวิ๋นหังมาถึงประตู เขาเห็นลานที่นอกจากขุนนางระดับสูงมาแสดงความยินดีแล้ว แม้แต่เหล่าภริยาและสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงยังจับกลุ่มพูดคุยหัวเราะกับนางสนมและสาวงามของเขาอย่างเบิกบานใจ หลังจากเจียงเฉิงเยว่เข้ามา ทั้งหมดออกมาทำความเคารพ จากนั้นใบหน้าที่สง่างามหรือหยาดเยิ้มกลับหลบซ่อนอยู่หลังพัดทรงกลม ต่างเริ่มสำรวจองค์ชายทั้งสองพระองค์ที่ไม่ได้อยู่ในโซ่วหลิงมานานหลายปีอย่างเขินอาย
เมื่อเหล่าสตรีได้เห็นใบหน้าอันน่าหลงใหลของหลี่อวิ๋นหังจึงปล่อยลมหายใจแ่ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าต่อให้หลี่อวิ๋นหังจะดูดีเพียงไหน ประการแรกคือเขาไม่มีภูมิหลังที่พึ่งพาได้ในราชสำนัก ประการที่สอง เขายังไม่บรรลุนิติภาวะ หลังจากประหลาดใจแล้วก็ไม่มีอะไรอีก ถึงอย่างนั้น เมื่อหันไปทางเจียงเฉิงเยว่จึงยิ่งพิจารณากันมากขึ้น...ไม่เหมือนกับสตรีสูงศักดิ์ที่เคยเขินอายเ่าั้
ภายหลังเห็นเหล่าภริยามองตนเองอย่างกระตือรือร้น ระหว่างนั้นเขากลับปะทะประกายสีเขียวผ่านดวงตาทั้งสอง...เจียงเฉิงเยว่รู้สึกหวาดกลัวไปชั่วขณะ
เขาผู้เป็องค์รัชทายาทผู้นี้เลยวัยที่จะหารือเื่การสมรสมานานแล้ว...อีกทั้งก่อนหน้านี้ป่วยหนัก ภริยาเ่าั้จึงกังวลใจไม่น้อย หากบุตรสาวออกเรือนไปแล้วบังเอิญกลายเป็แม่หม้าย สุดท้ายอาจต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
่เวลาต่อมา องค์รัชทายาทผู้นี้ไปฝึกฝนที่เขาฉีหวน การที่เสด็จพ่อของเขาไม่ได้ปลดตำแหน่งรัชทายาท โดยปกติแล้วย่อมไม่อนุญาตให้องค์ชายคนอื่นๆ แต่งตั้งชายาก่อนพี่ชายใหญ่...อย่างไรก็ตาม เวลานี้เขากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง...เื่นี้จึงนับเป็เื่ที่ต้องจัดการ ไม่ต้องกล่าวถึงเื่ที่องค์ชายเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว องค์ชายรองหลี่อวิ๋นซินกับองค์ชายสามหลี่อวิ๋นอี้ที่ยังคงต่อแถวรออยู่ด้านหลังเล่า เท่ากับว่ายามนี้ เตัวเขานั้นกำลังตกลงไปในรังหมาป่ามิใช่หรอกหรือ?
เขาสาปแช่งเสียงต่ำ บังคับให้ตนเองคลี่ยิ้มออกมาอย่างสุภาพ จากนั้นทำความเคารพทุกคนด้วยท่าทีเป็มิตร แต่ภายในใจกลับมีเสียงระฆังดังขึ้น แทบทนไม่ไหวที่จะเอาฝ่าเท้าถูน้ำมัน4
ให้ตายเถอะ เขาลืมเื่นี้ไปอย่างคาดไม่ถึงจริงเชียว!
ด้วยเหตุนี้ งานฉลองวันเกิดที่ทั้งร้องรำทำเพลง ดื่มเหล้าและสนทนากัน จึงมีองค์รัชทายาทเสวยราวกับนั่งอยู่บนเข็มสักหลาด
ภายในที่แห่งนี้นอกจากบุคคลสำคัญของงานแล้ว ย่อมเป็เขาที่มีสถานะสูงส่งที่สุด หากแขกหนึ่งหรือสองคนมาร่วมดื่มเหล้าอวยพรให้เ้าของวันเกิด ย่อมไม่สามารถเพิกเฉยต่อองค์รัชทายาทได้ไม่ใช่หรือ ดังนั้นเจียงเฉิงเยว่จึงถูกรินเหล้าให้ไม่น้อยตามไปด้วย
หลังจากที่เขาใช้ข้ออ้างไปเข้าห้องน้ำหลบหนีจากงานเลี้ยงอย่างทนไม่ไหว จึง้าไปเดินเล่นในสวนเพื่อสร่างเมาเสียหน่อย ทันทีที่เขาเข้าไปในซุ้มประตูก็เห็นสตรีกลุ่มหนึ่งรูปร่างระหงแกว่งขาเรียวไปมาพลางพูดคุยหัวเราะ เจียงเฉิงเยว่จึงรีบหยุดฝีเท้า ถือโอกาสที่พวกนางมองไม่เห็นตนเองหลบซ่อนอยู่หลังหินประดับ จากนั้นหลบหนีไปตามทางเล็กราวกับขโมย
ขณะที่เขาเดินแล้วหันศีรษะกลับไปดูว่าถูกใครพบหรือไม่ เขาออกจากทางเดินเล็กโดยไม่ระวังจึงชนคนผู้หนึ่งอย่างคาดไม่ถึง
“ว้าย” น้ำเสียงอ่อนหวานอุทานขึ้น เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง เมื่อหันกลับมาเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดสีชมพูซึ่งถูกเขาชนจนร่างกายเสียการทรงตัวล้มลงไปด้านหลัง ทางที่สตรีผู้นั้นล้มลงไปคือสระน้ำ เจียงเฉิงเยว่ยื่นมือไปโอบเอวเรียวบางของหญิงสาวเอาไว้ เตรียมหยุดโศกนาฏกรรมที่จะชนสตรีตกลงไปในสระน้ำเสียงดัง ‘ตู้ม’ ได้อย่างทันท่วงที หญิงสาวซบลงบนหน้าอกของเขา เพียงชั่วครู่ใบหน้าแดงก่ำ หลังเห็นผู้ที่มาอย่างชัดเจนก็เปลี่ยนจากขมวดคิ้วอย่างโกรธเคืองเป็ประหลาดใจในทันที
เจียงเฉิงเยว่รอให้นางยืนอย่างมั่นคงแล้วจึงรีบปล่อยมือ ถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง
ทั้งสองสบตากันอย่างตกตะลึง จากนั้นกล่าวพร้อมกัน “ขออภัย”
หญิงสาวถวายคำนับ เป็ฝ่ายพูดก่อน “ฝ่าาโปรดทรงอภัย ข้าไม่ทราบว่าพระองค์อยู่ที่นี่จึงรบกวนพระองค์แล้ว”
เจียงเฉิงเยว่รีบพูดต่อ “ไม่เป็ไร ทางนี้เองต่างหาก...ที่ไม่สนใจมองทางชั่วครู่ ทำให้คุณหนูใเสียแล้ว”
หญิงสาวก้มศีรษะอย่างเขินอาย “ฝ่าากล่าวเกินไปแล้ว ไม่ทราบว่าฝ่าาเสด็จมาที่นี่ได้อย่างไร?”
เจียงเฉิงเยว่รู้สึกอับอายเล็กน้อย “เพราะดื่มมากไปจึงออกมาสูดอากาศ” เจียงเฉิงเยว่ไม่ได้ตั้งใจยุ่งเกี่ยวกับนาง จึงบอกลาอย่างส่งๆ สองประโยค ทว่ายังไม่ทันพูดจบ กลับเห็นเงาร่างที่คุ้นตาเล็กน้อยภายใต้เงาไม้ในสวนอยู่ไกลๆ บริเวณโถงทางเดินอีกด้านของหินประดับ เงาร่างนั้นเดินไปยืนนิ่งที่ศาลาริมสระน้ำราวกับว่ากำลังคุยกับใครบางคนอยู่
เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง...ทันใดนั้นเขานึกออก คนผู้นั้นคือองค์ชายสาม หลี่อวิ๋นอี้
หากกล่าวว่าหลังจากที่เขากลับมาที่โซ่วหลิงแล้ว เขาไม่คิดปฏิเสธคำเชิญของน้องชายทั้งสอง นอกจากจะแสดงไมตรีระหว่างพี่น้องแล้ว เหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขา้าค้นหาว่าใครอยู่เื้ัการใช้คำสาปต่อหลี่อวิ๋นเฉินเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
ยกเว้นองค์ชายสี่ที่เสียชีวิตยามอายุไม่ถึงสิบปี องค์ชายที่เหลือเ่าั้ได้รับการจัดอันดับหลังจากหลี่อวิ๋นหัง ทั้งหมดยังไม่บรรลุนิติภาวะ แม้ว่าจะไม่สามารถตัดความสงสัยทั้งหมดออกไป แต่สุดท้ายก็น่าสงสัยน้อยกว่าองค์ชายที่เป็ผู้ใหญ่ทั้งสอง ประการแรกในจำนวนนี้ ผู้มีภูมิหลังในราชสำนักที่แข็งแกร่งนั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย ประการที่สอง แม้ว่านอกจากหลี่อวิ๋นเฉินแล้ว เบื้องหน้ายังเรียงรายไปด้วยพี่รอง พี่สาม พี่ห้า เป็ต้น หากหลี่อวิ๋นเฉินเสียชีวิต ความเป็ไปได้ที่จะมาถึงคราวของพวกเขานั้นย่อมมีไม่มาก
ดังนั้นเจียงเฉิงเยว่จึงคาดเดาว่า ผู้ใช้คำสาปอาจอยู่ในระหว่างองค์ชายที่เป็ผู้ใหญ่แล้วสองคนนี้...โดยท้ายที่สุดแล้วจะเป็องค์ชายรองหรือองค์ชายสามนั้น...เขายังไม่กล้ายืนยัน
แม้ว่าภายนอกของหลี่อวิ๋นซินจะดูไม่เอาไหน หลี่อวิ๋นอี้มีท่าทยอมจำนนและไม่้าลงสนาม แต่ใครจะรู้ว่าสองคนนี้อาจยังมีความทะเยอทะยานที่ไม่ธรรมดาอยู่ ฉิงชางจวินอยู่มานานกว่าร้อยปี หากยังไม่เข้าใจเหตุผลที่ว่าไม่ควรตัดสินคนจากรูปลักษณ์ก็นับว่ามีชีวิตอยู่อย่างเสียเปล่า ฉะนั้น เมื่อเห็นว่าหลี่อวิ๋นอี้ดูเหมือนจะมีการสนทนาลับกับใครบางคน เจียงเฉิงจึงเยว่จึงไม่สามารถแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำได้เพียงหาถ้อยคำมาพูดคุยกับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าโดยซ่อนตัวอยู่หลังหินประดับ มองแล้วดูอาจเหมือนการประชุมส่วนตัว แต่ความจริงแล้วคือเขาเฝ้ามองหลี่อวิ๋นอี้จากระยะไกลอยู่
------------------------
[1] ิจวิน หมายถึง จักรพรรดิผู้ปราดเปรื่อง
[2] หาใยแมงมุมกับรอยเท้าม้า เป็สำนวน หมายถึง เบาะแสหรือร่องรอย
[3] หอฉินโรงฉู่ หมายถึง สถานที่หาความสำราญ
[4] เอาฝ่าเท้าถูน้ำมัน เป็สำนวน หมายถึง เผ่นหนี
