เทพฉางจือเข้ามายังตำหนักเมฆาพร้อมขนมจางโถวร้อน ๆ เขาใช้พลังิญญาแต้มไปที่ขนมให้เป็รูปรอยยิ้ม หวังว่าธิดาิเยว่จะพอใจ พร้อมสองเท้ามุ่งตงไปยังลานฝึกที่ตั้งอยู่ติดกับสระบัว ก่อนกวาดสายตาไปรอบ ๆ พลันรู้สึกฉงนใจขึ้นมาเมื่อเห็นลานฝึกว่างเปล่าไร้ร่องรอยของธิดาิเยว่ ที่มักจะมารอก่อนเวลาเสมอ
“หรือว่านางจะไม่สบาย” ร่างสูงทบทวนครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจใช้พลังิญญาเข้าไปสำรวจในตำหนักเมฆา ทว่าพบเพียงความว่างเปล่า ยิ่งทำให้เทพฉางจือรับรู้ถึงความผิดปกติมากขึ้น พลังิญญาพาเขาหายวับไปค้นหาในห้องนอน ห้องอาหาร ล้วนแล้วแต่ไร้ร่องรอยของนางอย่างสิ้นเชิง
“หรือว่านางจะถอดใจงั้นเหรอ ไม่จริง ั้แ่ข้ารู้จักนาง นางไม่ใช่คนที่จะย่อท้ออะไรง่าย ๆ” ฉางจือยังคงมั่นใจในความคิดของิเยว่ จึงกลับมายังลานฝึกดังเดิม พลางเดินไปยังโต๊ะหินสีขาวแล้ววางขนมในมือลงอย่างใช้ความคิด
“นางจะไปที่ใดได้อีก หลังจากเทพธิดาจางซินมาพบกับธิดาิเยว่วันก่อน นางก็ดูเหมือนมีเื่ครุ่นคิดตลอดเวลา หรือนี่อาจจะเป็เหตุผล ที่ทำให้ิเยว่ไม่อยู่ตำหนักเมฆาหรือเปล่า” เขาใช้เวลาทบทวนพร้อมนั่งรอนางอยู่ที่ลานฝึก อดทนให้เวลาผ่านพ้นไปจากวันเป็คืน เวียนครบกันจนรุ่งสาง ทว่ายังคงไร้วี่แววของธิดาิเยว่
ในที่สุดเทพฉางจือจึงตัดสินใจตามหาธิดาิเยว่ยังตำหนักต่าง ๆ ด้วยความเป็ห่วง ก่อนเขาจะตัดสินใจมุ่งตรงไปยังตำหนักใหญ่ ขอเข้าพบกับราชันจางเหว่ยเพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่ราชันจางเหว่ยนั่งอ่านตำรามากมายอยู่บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ พร้อมยกชาขึ้นมาจิบ ด้วยสีหน้าราบเรียบ ร่างของเทพฉางจือก็หายวับเข้ามาค้อมตัวลงต่อหน้าจางเหว่ยด้วยกิริยานอบน้อม
“ฉางจือ วันนี้เ้าไม่ฝึกพลังิญญาให้กับิเยว่หรอกเหรอ” จางเหว่ยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจก่อนสังเกตเห็นท่าทางร้อนใจของเทพฉางจือ
“เกิดเื่ใดขึ้น เ้าถึงดูร้อนรนเช่นนี้” สิ้นเสียงของราชันจางเหว่ย ฉางจือน้อมกายลงแล้วพูดตามความจริงด้วยความเป็ห่วงธิดาิเยว่อย่างถึงที่สุด
“ปกติแล้ว ธิดาิเยว่จะรอข้าอยู่ที่ลานฝึกพลังิญญา แต่ตอนนี้นางหายไป ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง”
“เ้าว่าอะไรนะ ิเยว่หายไปงั้นเหรอ” ราชันจางเหว่ยเบิกตากว้างด้วยความใอย่างถึงที่สุด ก่อนสองเท้าของเทพธิดาจางซินที่กำลังจะเข้าพบจางเหว่ยถึงกับชะงัก แล้วแอบฟังอยู่ด้านนอกอย่างเงียบ ๆ
“ขอรับ เมื่อวานตอนเช้า ข้ามาฝึกนางเหมือนเช่นปกติ ทว่านางหายไปจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา ข้าจึงรีบมารายงาน เกรงว่านางจะได้รับอันตราย ในเผ่าเทพกว้างขวางยิ่งนัก อีกทั้งนางมีพลังิญญาขั้นหนึ่ง หากใครไม่รู้ว่านางคือผู้มีดวงจิตสีเพลิงนางอาจถูกรังแกได้เอาได้” เทพธิดาจางซินได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินเข้ามาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกระด้าง
“คนในเผ่าเทพไม่ได้มีนิสัยข่มเหงรังแกผู้ใดง่าย ๆ เราเป็เผ่าเทพย่อมมีคุณธรรมในใจเสมอ เื่ที่เ้ากังวล เป็ไปไม่ได้ว่าจะมีผู้ใดรังแกนาง” เทพฉางจือเห็นร่างของเทพธิดาผู้สูงศักดิ์ จึงน้อมกายลงเคารพแล้วนิ่งเงียบ ไม่พูดสิ่งใดต่อ ก่อนหญิงสาวจะเดินเข้ามาหาจางเหว่ยแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านพี่ไม่ลองส่งคนไปยังเผ่าวิหคดูล่ะเ้าคะ นางอาจทนความลำบากไม่ไหว แล้วหนีกลับไปยังเผ่าของนางแล้วก็ได้” จางเหว่ยสัดส่ายสายตาอย่างครุ่นคิด แล้วพูดขึ้น
“เป็ไปไม่ได้ ต่อให้นางหนีไปจริง อย่างไรประมุขเผ่าวิหคก็ต้องพานางกลับมาส่ง ข้ารู้นิสัยเขา เขาไม่ใช่คนขลาด อีกทั้งครั้งเมื่อตงหยางปะทะกับตงฟาง ประมุขเผ่าวิหคก็เคียงข้างยอมแลกชีวิตเพื่อส่วนรวม” ราชันจางเหว่ยพูดด้วยความมั่นใจ ก่อนเทพฉางจือจะแอบสังเกตสีหน้าของเทพธิดาจางซินอย่างเงียบ ๆ
ก่อนร่างของประมุขตงหยางจะโผล่เข้ามาพร้อมชะงักนิ่ง เมื่อเห็นทุกคนรวมตัวกันอยู่ในห้องทำงานของสหายรัก ชายหนุ่มหล่อเหลาในชุดสีดำหันไปยังจางเหว่ยแล้วพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ
“อยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ มีเื่อันใดงั้นเหรอ” เทพธิดาจางซินรีบเดินเข้ามาแล้วพูดขึ้นอย่างไม่สะท้าน
“ไม่มีอะไรมากหรอกเ้าค่ะ ก็แค่ิเยว่หายออกไปจากตำหนักเมฆาเท่านั้นเอง ทำเป็เื่ใหญ่ไปได้ เดี๋ยวนางก็กลับมา” ตงหยางได้ยินดังนั้นจึงหันไปยังเทพฉางจือแล้วพูดขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“นางหายไปได้ยังไง”
“หลังจากข้าฝึกนางเสร็จแล้ว ข้ากลับตำหนักไปก็ไม่พบนางอีกเลยขอรับ ข้าตามหาจนทั่วแล้ว แต่ไม่มีวี่แววของนางเลย ข้าเกรงว่านางจะได้รับอันตราย” สิ้นเสียงของเทพฉางจือ ประมุขตงหยางชะงักนิ่ง พลันทบทวนทุกอย่างเงียบ ๆ ด้วยท่าทางสง่างามเช่นเดิม ก่อนเทพธิดาจางซินจะยิ้มย่องในใจ
“นางรนหาที่เอง พวกท่านจะโทษข้าไม่ได้หรอก ใครใช้ให้นางอาจหาญเช่นนั้นล่ะ”
เทพฉางจือสองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าไม่อาจเก็บความค้างคาต่อไปได้ จึงน้อมกายลงพูดกับราชันจางเหว่ยและประมุขตงหยางด้วยท่าทางอึกอัก
“ก่อนนางจะหายไป เทพธิดาจางซินเข้าไปพบนางที่ตำหนักเมฆา ข้าไม่แน่ใจว่าเป็เพราะเหตุนี้ด้วยหรือไม่ขอรับ” เทพธิดาจางซิน หันขวับมายังเทพฉางจือด้วยสายตาไม่พอใจ
“นี่เ้ากล่าวหาว่าข้าเป็ต้นเหตุงั้นเหรอ”
