พื้นห้องโถงใช่ว่าจะเรียบลื่นไปเสียทั้งหมด แต่ก็มีลวดลายในมุมต่างๆ ด้วย น่าจะมีประมาณสี่ชั้น แต่ละครั้งมีบันไดสองสามขั้น เป็โถงที่มีชั้นลดหลั่นตามมาตรฐาน แต่งแต้มและแยกจากกันด้วยูเาจำลอง สายน้ำหลั่งไหล บทเพลงแห่งา ต้นไม้ใบหญ้า บุปผาหน้าร้อน ล้วนแล้วแต่ทำให้ทั้งโถงใหญ่เต็มเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่ทำให้คนมองแจ่มใสยิ่งกว่าสิ่งใด
เ่ิูมองสำรวจเล็กน้อย ก็พบจุดที่น่าอัศจรรย์เล็กๆ
หอลมฝนปรอยแห่งนี้เต็มไปด้วยกระบวนอักขระน้อยใหญ่แตกต่างกัน นอกจากกระบวนอักขระเสริมความแข็งแกร่งแล้ว ยังมีจำพวกอักขระย่อยสำหรับควบคุมอากาศ อุณหภูมิ แสงสว่าง บรรยากาศ เป็ต้น ทุกอย่างที่ติดตั้งอยู่ที่นี่ย่อมต้องเป็ผลงานของปรมาจารย์หลอมอักขระอย่างแน่นอน มิใช่สิ่งที่ปุถุชนธรรมดาจะสามารถรังสรรค์ออกมาได้
สมแล้วที่เป็วังที่ประทับชั่วคราวขององค์จักรพรรดิ
เ่ิูอึ้งอยู่ในใจ
“คุณชายทั้งสองได้จับจองที่นั่งไว้ก่อนหรือเปล่าขอรับ?” เสี่ยวเอ้อร์เท้าสะเอวถาม
เ่ิูคิด เวินหว่านเ้ากรรมไม่ได้บอกเขาว่าที่นั่งที่จองไว้อยู่ตรงไหน ดังนั้นจึงส่ายหน้าเบาๆ ตอบ
กิจการของหอลมฝนปรอยนี้ดีจนน่าอัศจรรย์
กวาดตามองไปก็พบว่าโถงใหญ่ชั้นหนึ่งมีคนนั่งเต็มหมดทุกที่
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ไปชั้นสี่ไหมขอรับ?” เสี่ยวเอ่อร์ยิ้มปะเหลาะพลางชี้แจง “ตอนนี้ชั้นแรกถึงชั้นสามเต็มหมดแล้วขอรับ ที่ด่านสองวันมานี้มีคนจากพรรคมามากมาย หน้าใหญ่ใจโต จับจองที่ไว้ล่วงหน้าจนหมด แล้วก็มีหลายท่านที่เข้ามาโดยตรง ดังนั้น...”
เ่ิูพยักหน้าขอไปที “ได้สิ ไปชั้นสี่เถอะ”
เสี่ยวเอ้อร์เดินนำแขกทั้งสองสู่ศาลาเล็กหลังูเาจำลอง
ศาลานั้นมีดรุณีวัยกำลังงามสองนางสวมอาภรณ์รัดรูปสีม่วงสองนาง ครั้นเห็นแขกมาจึงทักทายกลั้วหัวเราะ มือหนีบตราประทับสีหยก กระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็เห็นแสงอักขระประหลาดบนพื้นศาลาหลังน้อยเคลื่อนตัว แสงสว่างกระจายออกมา...
เป็กระบวนอักขระเคลื่อนย้ายขนาดเล็ก
ภายในหอลมฝนปรอยแห่งนี้ ทุกๆ ชั้นไร้ขั้นบันไดให้เดิน แต่พึ่งพากระบวนอักขระเคลื่อนย้ายขนาดเล็กคอยจัดการแทน นี่ทำให้เ่ิูทั้งประหลาดใจและถอนใจอย่างชมเชย
ลำพังมองแต่จุดนี้อย่างเดียวก็หรูหราเหลือเกินแล้ว
“นายท่านทั้งสอง เชิญขึ้นบันไดหยกขาวขอรับ”
เห็นแววตาประหลาดใจของเ่ิู ั์ตาเสี่ยวเอ้อร์ก็ฉายแววภูมิใจ
กระบวนอักขระเคลื่อนย้ายขนาดเล็กนี้มีนามอันไพเราะว่าบันไดหยกขาว
ทำไมเ่ิูจะมองท่าทีเขาไม่ออก ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรให้มากความ กลับกันยังเอ่ยชมอย่างตรงไปตรงมาสองสามประโยค เพราะรูปแบบการก่อสร้างของหอลมฝนปรอยนี้เป็งานช่างชิ้นเอกบันลือโลกอย่างแท้จริง เ่ิูกล้าเอ่ยปากเลยว่ามันมหัศจรรย์ที่สุดในบรรดาสิ่งปลูกสร้างที่เขาเคยเห็นมา
ตอนกำลังพูดนั่นเอง ั์ตาก็เห็นกระบวนอักขระเคลื่อนย้ายกำลังจะเคลื่อนตัว...
“เฮ้? รอก่อนสิ หยุดก่อน...รอพวกเราด้วย”
เสียงที่คุ้นหูไม่น้อยดังขึ้นมา
ยามเงยหน้ามอง กลับเห็นเป็กลุ่มคนสิบกว่าคนนั้นภายใต้การนำทางของเสี่ยวเอ้อร์อีกคน ย่างสามขุมจนมาถึงนอกศาลาหลังน้อย คนหนุ่มที่เป็หัวหน้ามีหนวด สวมชุดสีม่วงอ่อน ร่างกายกำยำ เป็กลุ่มคนพรรคจื่อเวยที่พบกับเ่ิูที่ร้านอาหารเช้าข้างทางเมื่อเช้าอย่างแน่นอน
อิสตรีดวงหน้างดงามหนานหัวและชายกลางคนเคราดำก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
เมื่อคนกลุ่มนั้นเดินเข้ามาใกล้ บุรุษมีหนวดนามเหว่ยเทียนิก็จำเ่ิูได้ทันที เขาหัวเราะถากถาง ท่าทีหยิ่งยโสยามก้าวยาวๆ เข้ามาในกระบวนอักขระเคลื่อนย้าย คนที่เหลือเดินตามกันมาเป็แถวยาวเหยียด
ตอนเดินเข้ามาได้ประมาณสิบคน เสี่ยวเอ้อร์ผู้นำทางก็เตือนขึ้น “บันไดหยกขาวแห่งนี้รับคนได้แค่สิบห้าคนเท่านั้นขอรับ นายท่านที่เหลือโปรดรอสักสิบอึดใจนะขอรับ?”
บัดนี้ คนของพรรคจื่อเวยยังอยู่ด้านนอกอีกสอง
เหว่ยเทียนิชำเลืองมองเ่ิูและไป๋หย่วนสิง เขาเปิดปากเอ่ยไม่เกรงใจ “เฮ้ย พวกเ้าสองคน ออกไป รอบหน้าค่อยเข้ามา”
ไป๋หย่วนสิงโกรธจัด
เ่ิูส่ายหน้า ปรามให้เขาสงบลงและอย่าวู่วาม จากนั้นจึงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้”
เหว่ยเทียนิขุ่นเคือง “ไอ้เด็กนี่ ลืมตามองหน่อย อย่าแส่หาเื่ลำบากให้ตัวเองเลย”
คนของพรรคจื่อเวยคนอื่นจ้องเ่ิูเป็ตาเดียว พวกเขาหัวเราะฮิๆ ฮ่าๆ ส่อแววคุกคามเล็กน้อย มีบางคนกระทั่งแผ่พลังปราณออกมาข่ม อยากจะขู่เ่ิูให้ออกไป
เ่ิูคลี่ยิ้ม เขาว่า “คำพูดนั้น ข้าก็จะบอกเ้าเช่นกัน เก็บของเล่นเด็กๆ ของพวกเ้าออกไปได้แล้ว มาถึงด่านโยวเยี่ยน เป็แดนที่แม้แต่ัยังต้องขดตัว ทางที่ดีอย่าก่อเื่เลยจะดีกว่า หาไม่แล้วหากเป็เื่ใหญ่ น่ากลัวว่าแม้แต่ประมุขพรรคของเ้าออกโรงเองยังจะช่วยอะไรไม่ได้”
คนพรรคจื่อเวยนิ่งอึ้ง
เหว่ยเทียนิหลังสิ้นความตกตะลึงแล้วก็โมโห เขาจะเอ่ยบางอย่าง แต่อาจารย์อากลางคนเคราดำคนนั้นชำเลืองมองเ่ิูสองสามครั้ง จากนั้นจึงผินหน้าบอกเหว่ยเทียนิ “ศิษย์หลานเทียนิ สงบไว้อย่าวู่วาม อย่าก่อเื่เลย”
เหว่ยเทียนิส่งเสียงฮึ เขาเหล่มองเ่ิูอยู่หลายครั้ง ถึงหัวเราะ “เห็นแก่เด็กใจกล้า ข้าจะคอยดูว่าหลังจากนี้จะกำแหงเช่นนี้ได้อีกหรือเปล่า” เอ่ยจบก็เสริมอย่างฮึดฮัด “ข้าไปข้างนอกเอง รอขึ้นบันไดหยกขาวคราวต่อไป”
เอ่ยจบแล้วก็เดินออกจากศาลา
แต่สายตาคู่นั้นกลับจับจ้องเ่ิูเหมือนดาบทิ่มแทง สีหน้าไม่เป็มิตรอย่างสิ้นเชิง
เ่ิูทำทีเหมือนไม่เห็น
คราวนี้ กระบวนอักขระเคลื่อนย้ายของบันไดหยกขาวทำงานเต็มอัตรา ทุกคนรู้สึกเพียงตาพร่า วิสัยทัศน์เลือนราง จากนั้นจึงมาถึงชั้นสี่ของหอลมฝนปรอย
คนของพรรคจื่อเวยเดินออกจากศาลาอย่างคึกคัก
มีบางคนหันหน้ากลับมาเหล่เ่ิู หัวเราะเยาะ คนหนึ่งทำท่าเหมือนเชือดลิง สีหน้าโหดและโฉดชั่ว ไม่คิดปิดบังความคุกคาม
เ่ิูไม่สนใจ
“นายท่านทั้งสองโปรดตามข้ามา” เสี่ยวเอ้อร์เดินนำทางอย่างมีจิติญญาอาชีพ
เ่ิูเดินออกมาจากศาลาชั้นสี่ แล้วมองสำรวจโดยรอบ
พื้นที่ของชั้นสี่ต่างจากชั้นแรกไม่มาก เพียงแต่เล็กกว่าเล็กน้อย กระนั้นเครื่องประดับตกแต่งกลับหรูหรายิ่งกว่า หลายที่นั่งมีฉากลมอักขระปิดกั้น นอกเหนือจากความกว้างขวางแล้ว ยังมีความสงบเงียบเป็พิเศษ และของประดับจำพวกดอกไม้ใบหญ้า ภายในห้องยังมีนางรำดวงหน้างดงามขับกล่อมเสียงดนตรีเสนาะหู เสียงเบาผะแ่ ชวนให้คนรู้สึกเหมือนเหยียบย่างเข้าสู่แดนแห่งเทพยดา
คนในโถงชั้นสี่ ส่วนมากล้วนเป็คนจากพรรคยุทธภพ
คนจากพรรคที่มีกลิ่นอายพุ่มหญ้าพวกนี้มีบรรยากาศไม่เหมือนกับในโถงใหญ่ที่เงียบสงบ เสียงอึกทึกเป็ที่สุด พูดคุยกันเสียงดังโหวกเหวก กระทั่งยังมีคนแข่งกันร่ำสุรา บรรยากาศที่ควรจะเป็คนมีอารยธรรมมานัดพบปะสังสรรค์กัน กลับกลายเป็แดนเถื่อน บางคนก่อเหตุ บางคนะโด่าฉอดๆ...
น่าสงสารนางรำดั่งหยกดุจบุปผาเ่าั้ ที่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การร่ายรำอันงดงามและเสียงเพลงไพเราะ ล้วนกลายเป็สีซอให้ควายฟัง ช่างน่าเศร้าใจ แต่กฎของโรงเตี๊ยมคือไม่อาจยกเลิกได้...
บางทีก็มีกระทาชายยุทธภพกักขฬะ ปากพร่ำคำหยอกเย้า หญิงงามก็ได้แต่ทนกันไป
เ่ิูขมวดคิ้ว เขาส่ายหน้า
ในเวลาอันรวดเร็ว เขาก็มานั่งอยู่ที่สำหรับหกคนนั่งข้างหน้าต่าง สั่งอาหารและสุรามาตามสะดวก รอการมาของเวินหว่านและหลิวจงหยวน
ทิวทัศน์ข้างหน้าต่างนั้นไม่เลว มองลงไปเบื้องล่างจะเห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านทุกทิศทาง
ในโถงใหญ่
พรรคจื่อเวยเป็หนึ่งในพรรคชั้นสูงของอาณาจักรเสวี่ย ดังนั้นเมื่อคนกลุ่มหนึ่งของพรรคจื่อเวยเยื้องกรายเข้ามา ก็ดึงดูดความสนใจคนส่วนมากไปได้ในทันที ท่ามกลางที่นั่งมากมาย มีคนลุกขึ้นถามสารทุกข์สุขดิบไม่ได้ขาด เอ่ยคำสรรเสริญไม่ได้หยุด...
ทุกคนจากพรรคจื่อเวยเป็ศูนย์กลางความสนใจของคนทั้งชั้นสี่
สักพักหนึ่ง เมื่อเหว่ยิเทียนและศิษย์น้องอีกสองเดินเข้ามา ก็มีเสียงไถ่ถามมากมายเช่นกัน
“ที่แท้ท่านนี้ก็คือกระบี่ตัดเวหาท่านจอมยุทธ์เหว่ยเทียนิ นับถือ นับถือ!”
“ยุทธภพร่ำลือว่าครึ่งปีก่อนหน้าจอมยุทธ์เหว่ยฆ่าขุนโจรสลาตันดำร้อยยี่สิบหกคนในกระบี่เดียว ชื่อเสียงสั่นะเืยุทธภพ วันนี้ได้พบตัวจริง ช่างสง่างามประหนึ่งเทพจริงแท้!”
“ข้าผู้น้อยตามบาทวายุหม่าเปินนั้นได้ยินเพียงชื่อเสียงอันเลื่องลือท่านจอมยุทธ์ วันนี้เพิ่งได้พบพาน เป็ท่านผู้แกร่งกล้าเลื่องชื่อ จอมยุทธ์เหว่ย ต่อจากนี้พวกเราก็สนิทสนมกันไว้เถิด!”
คนมากมายผุดลุกขึ้นยืนแล้วคำนับเคารพ
เหว่ยเทียนิเป็ผู้โดดเด่นในสาวกรุ่นที่สามของพรรคจื่อเวย หลายปีมานี้ออกท่องยุทธภพ ได้ชื่อเสียงเกรียงไกร ฉายากระบี่ตัดเวหา นับได้ว่าเป็คนชั้นหนึ่งของยุทธภพ
“ที่ไหนกันๆ สหายทุกท่านยกยอข้าเกินไปแล้ว ข้ามิกล้ารับ ทุกท่านชมเกินความจริงแล้ว” เหว่ยเทียนิแม้ปากจะเอ่ยเช่นนี้แต่ใจกลับพึงพอใจอย่างที่สุด หน้าตามีแววชอบใจเสียเต็มประดา
เ่ิูชำเลืองมองอยู่ด้านหนึ่ง เขาส่ายหน้าน้อยๆ
คนของพรรคยุทธภพ ชื่นชอบความเป็ที่นิยม ทุกคนเอ่ยชมทุกคน หากมิใช่เพราะเกลียดกันเข้าไส้ พวกเขาจะเอ่ยปากชื่นชมเพื่อทำตนให้สนิทสนม
แต่กลุ่มที่เขาเห็นต่อหน้านี้ ส่วนมากอาณาน้ำพุิญญายี่สิบตาลงไปทั้งนั้น กระทำการหยาบช้าอีกด้วย ทำให้เ่ิูซึ่งเดิมทีวาดหวังกับพรรคไว้มาก็อดผิดหวังไม่ได้
คนกลุ่มนี้ เป็ฝูงกามารวมกันโดยแท้ อยากจะพึ่งพาคนเช่นนี้ให้ช่วยเหลือกองทัพต่อต้านเผ่าปีศาจ เป็เื่ประหลาดหลุดโลกยิ่ง หากสถานการณ์ไม่สู้ดี น่ากลัวว่าคนพวกนี้จะหลายเป็หมาคอยลอบกัดคนฝ่ายเดียวกันเสียมากกว่า
ตอนเ่ิูกำลังครุ่นคิดเรื่อยเปื่อยนั้นเอง พลันมีบางคนมาเคาะโต๊ะเขาอย่างแรง
เ่ิูเงยหน้ามอง เป็สาวกคนหนึ่งของพรรคจื่อเวย
สาวกพรรคจื่อเวยผู้นี้สีหน้าดูถูกและเย่อหยิ่ง เขามองเ่ิู มือถือเหล้าถ้วยหนึ่ง “เฮ้ย เด็กน้อย พี่ใหญ่เหว่ยของพวกเราเชิญเ้าดื่มเหล้าถ้วยหนึ่ง”
เ่ิูมองไปทางที่นั่งด้านข้าง
กลับเห็นเหว่ยเทียนิคนมีหนวดกับสาวกพรรคคนอื่นๆ กำลังนั่งหัวเราะอยู่ด้วยกัน มองตอนนี้ก็เห็นได้ว่ากลุ่มคนนั้นจ้องเ่ิู ใบหน้ามีรอยยิ้มสัพยอกและยั่วยุ กำลังรอเ่ิูดื่มเหล้าถ้วยนี้เข้าไปอย่างแน่นอน
เ่ิูมองถ้วยเหล้าในมือสาวกพรรคจื่อเวย
น้ำเหล้าสีมรกต กลิ่นอายหมึกมรกตที่ยากจะตรวจพบ กำลังแผ่กลิ่นอายออกมาจางๆ จากเหล้า ไร้กลิ่น แต่น่าสงสัย...
ในเหล้าถ้วยนี้ต้องใส่อะไรลงไปแน่นอน
จะเป็ยาพิษหรือยาอย่างอื่นก็ไม่จำเป็ต้องรู้อีกต่อไปแล้ว
เ่ิูโกรธจริงแล้วครานี้
พวกโง่ไม่รู้สี่รู้แปด ไม่รู้ว่าคำว่าตายสะกดอย่างไรจริงๆ เพราะตัวเขาไม่อยากกระทบกระทั่งแผนการบุกของกองทัพ ดังนั้นถึงได้หลีกเลี่ยงการปะทะกับคนจากพรรคจื่อเวยพวกนี้มาตลอด คิดว่าตัวเองหลอกเก่งนักใช่ไหม? จงใจเข้ามาทำความลำบากให้ข้าซ้ำแล้วซ้ำอีก เอาคอขึ้นเขียงให้ข้าหั่นอย่างนั้นใช่ไหม?
“ถือถ้วยเหล้านั่นไสหัวกลับไปบอกเ้าแซ่เหว่ยด้วยว่า อย่ามาท้าความอดทนของข้า หากอยากตายจริง ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ กระบี่ตัดเวหาไร้สาระอะไร แค่ขยะฝึกไม่ถึงน้ำพุิญญาตาที่ยี่สิบเท่านั้นเอง ชั่วไม่เลือกที่ หลงตัวเองไม่ลืมหูลืมตา มาด่านโยวเยี่ยน ทางที่ดีจงสงบเสงี่ยมไว้ด้วย หาไม่แล้วมันไม่รู้แน่ว่ามันจะตายอย่างไร”
เ่ิูพูดชัดถ้อยชัดคำ