บทที่ 7 ยอดฝีมือในสภาวะจนตรอก
จอมยุทธสยบั?
หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนสบตากัน จะว่าไปพวกเขาก็เคยได้ยินชื่อนี้มาบ้างจากปากของเจียงคว่อเทียน ที่เจียงคว่อเทียนรีบร้อนลงเขาก็เพราะอยากจะไปดูการประลองระหว่าง ‘จอมยุทธสยบั’ กับ ‘เซียนกระบี่ชางไห่’
ทว่าข้อมูลนี้เจียงคว่อเทียนเอ่ยไว้ก่อนจะจากไปเพียงเล็กน้อย จึงมิได้บรรยายสรรพคุณของจอมยุทธสยบัไว้มากนัก
ในยุทธภพมีวีรบุรุษผู้โด่งดังมากมายนับไม่ถ้วน พวกหลี่ชิงชิวจึงมิได้เก็บมาใส่ใจ
นึกไม่ถึงเลยว่า จอมยุทธสยบัในปากของเจียงคว่อเทียน จะมาปรากฏกายอยู่ที่ตีนเขาของสำนักชิงเซียวในสภาพนี้
“ท่านมาทำอะไรที่นี่?” หลี่ชิงชิวเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง
หยางเจวี๋ยติ่งยิ้มขมขื่น “เห็นชัดๆ ว่าข้าหนีศัตรูมาถึงได้มาอยู่ที่นี่ พวกเ้าไม่ต้องกังวลไป ศัตรูของข้าจากไปนานแล้ว ข้าอาศัยวรยุทธสายใน ‘กักลมหายใจ’ มาเจ็ดวันเต็มๆ จนแน่ใจว่ามันไม่ย้อนกลับมาแล้ว”
กักลมหายใจเจ็ดวัน?
ร้ายกาจขนาดนั้นเชียวรึ?
หลี่ชิงชิวและจางยวี่ชุนตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ทว่าพวกเขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อคำพูดของหยางเจวี๋ยติ่งทั้งหมด
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวต่อว่า “เห็นพวกเ้าเดินขึ้นลงเขากันบ่อยๆ คงไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้ แต่เป็ศิษย์สำนักชิงเซียวสินะ ข้าเคยพบอาจารย์หลินสวิ่นเฟิงของพวกเ้าอยู่สองสามครา ข้าชอบนิสัยใจคอของเขานัก มิสู้พวกเ้าพาข้ากลับไปรักษาตัว พรรษาข้าหายดีข้าจะสอนวรยุทธให้ ข้ามีเพลงฝ่ามือชุดหนึ่ง เมื่อฟาดออกไปย่อมพลิกฟ้าคว่ำสมุทร รับรองว่าช่วยให้พวกเ้าสร้างชื่อสะท้านยุทธภพได้แน่นอน”
เมื่อเขาเอ่ยถึงหลินสวิ่นเฟิง ทั้งสองคนก็เริ่มลดการระวังตัวลงบ้าง
นึกไม่ถึงเลยว่าท่านอาจารย์จะไม่ได้โม้ไปวันๆ ชื่อเสียงของท่านในยุทธภพก็นับว่าดังใช้ได้เลยทีเดียว หลี่ชิงชิวลอบคิดในใจ
เขายังไม่ได้ตอบตกลงทันที ทว่าเริ่มชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสีย
หยางเจวี๋ยติ่งกล่าวเสริมว่า “าเ็คราวนี้ทำให้ข้าอยากล้างมือจากยุทธภพแล้ว สำนักชิงเซียวก็ไม่เลว ปลีกวิเวกห่างไกลทางโลก หากพวกเ้าขาดคนทำงานจิปาถะข้าก็ทำได้ ขอเพียงข้าวปลามื้อหนึ่งกับเสื่อฟางผืนเดียวให้ข้าก็พอ”
จางยวี่ชุนเริ่มลังเลใจ เขาหันไปมองหลี่ชิงชิว
ในใจหลี่ชิงชิวพลันผุดแผนการหนึ่งขึ้นมา เขาเอ่ยว่า “ในเมื่อท่านอยากเข้าสู่สำนักชิงเซียว ย่อมต้องมีพิธีรีตองกันบ้าง บัดนี้จงหันไปทางที่ตั้งสำนักชิงเซียวแล้วคุกเข่ากล่าวคำสาบานสามประการ”
“หนึ่ง จักไม่เข่นฆ่าทำร้ายคนในสำนักเดียวกัน”
“สอง จักไม่กระทำการใดๆ ที่เป็ผลเสียต่อผลประโยชน์ของสำนักชิงเซียว”
“สาม เพื่อการพัฒนาของสำนักชิงเซียว ท่านยินดีจะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง”
จางยวี่ชุนประหลาดใจนัก กฎข้อบังคับนี้ไปตั้งขึ้นมาั้แ่เมื่อไหร่กัน? แม้เขาจะสับสน แต่ก็ไม่ได้ปริปากถาม สีหน้ายังคงเรียบเฉยไม่แสดงพิรุธ
หยางเจวี๋ยติ่งฟังแล้วก็รู้สึกน่าสนใจดี คำสาบานทั้งสามข้อนี้มิได้ขัดต่อหลักการของเขา ดังนั้นเขาจึงฝืนกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก คุกเข่าลงไปทางทิศที่หลี่ชิงชิวชี้
เขาชูมือข้างหนึ่งขึ้นเริ่มสาบาน กล่าวถ้อยคำตามที่หลี่ชิงชิวระบุไว้ทุกประการ
หลี่ชิงชิวเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมาดูทันที ปรากฏว่าจำนวนศิษย์เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนจริงๆ เขาคลิกเข้าไปดูข้อมูลที่รูปของหยางเจวี๋ยติ่ง
[ชื่อ: หยางเจวี๋ยติ่ง] [เพศ: ชาย / อายุ: 35 ปี] [ความจงรักภักดี (ต่อเ้าสำนัก / ต่อสำนัก): 50 / 50 (คะแนนเต็ม 100)] [พร์การฝึกตน: ค่อนข้างดี] [ความเข้าใจ: ค่อนข้างดี] [ลิขิตชะตา: จิติญญาจอมยุทธ, ยอดฝีมือในสภาวะจนตรอก]
[จิติญญาจอมยุทธ: ยินดีเสียสละตนเพื่อผู้อื่น ถือมั่นในคุณธรรมน้ำมิตรเป็หลักการดำเนินชีวิต บุญคุณเพียงหยดน้ำพึงทดแทนด้วยน้ำพุ] [ยอดฝีมือในสภาวะจนตรอก: เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันถึงขีดสุด จะสามารถะเิพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมออกมาได้]
เมื่อเห็นคำว่า ‘จิติญญาจอมยุทธ’ หลี่ชิงชิวก็วางใจในทันที
ทว่าเขากลับรู้สึกสงสัยในลิขิตชะตายอดฝีมือในสภาวะจนตรอกนัก
หรือที่หยางเจวี๋ยติ่งรอดตายมาได้ จะเป็เพราะเขาสังหารศัตรูฝ่าวงล้อมมาจากสถานการณ์ที่ต้องตายแน่ๆ อย่างนั้นรึ?
หลี่ชิงชิวไม่คิดซับซ้อน เขาปิดแผงหน้าจอแล้วกล่าวว่า “ยวี่ชุน พยุงเขาขึ้นมา ไปกันเถอะ”
จางยวี่ชุนลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง
หยางเจวี๋ยติ่งถูกพยุงขึ้นพลางยิ้มกล่าว “เ้าหนุ่มทั้งสองมีนามว่ากระไรกันบ้าง?”
“ข้าชื่อหลี่ชิงชิว บัดนี้ดำรงตำแหน่งเ้าสำนักชิงเซียว ส่วนเขาชื่อจางยวี่ชุน เป็ศิษย์น้องรองของข้า”
หลี่ชิงชิวตอบไป คำว่า ‘จิติญญาจอมยุทธ’ นั้นสื่อถึงความดีงามเกินไป ตอนนี้เขามองดูหน้าตาของหยางเจวี๋ยติ่งแล้วรู้สึกว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทันที
ชื่อเสียงความเป็จอมยุทธของคนผู้นี้ คงมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวที่เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าระดับพลังของหยางเจวี๋ยติ่งนั้นสูงส่งเพียงใด
“เ้าสำนักรึ? แล้วหลินสวิ่นเฟิงเล่า?” หยางเจวี๋ยติ่งถามด้วยความประหลาดใจ
“ท่านอาจารย์ของข้าไปเสาะหาเซียน ทอดทิ้งพวกเราไปแล้วขอรับ”
จางยวี่ชุนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
นับั้แ่ถูกหลินสวิ่นเฟิงพามาที่สำนักชิงเซียว ส่วนใหญ่หลี่ชิงชิวคือคนที่ดูแลเขามาตลอด เขาแทบไม่ได้คุยกับหลินสวิ่นเฟิงเลย เมื่อมาถูกทอดทิ้งเช่นนี้ เขาจะไม่ขุ่นเคืองได้อย่างไร?
“เสาะหาเซียนรึ?”
หยางเจวี๋ยติ่งส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ ทว่ามิได้กล่าวอันใดต่อ
คนทั้งสามสนทนากันไปเรื่อยเปื่อย ฝีเท้ายังคงก้าวเดินต่อไปไม่หยุด
เวลาผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็กลับมาถึงสำนักชิงเซียว
หลีตงเยว่ หลี่ซื่อจิ่น และหลี่ซื่อเฟิง พากันวิ่งกรูเข้ามาดู เมื่อเห็นว่ามีคนแปลกหน้าเพิ่มมาหนึ่งคนก็พากันสงสัยยิ่งนัก
หลี่ชิงชิวสั่งให้พวกน้องๆ ไปจัดแจงทำความสะอาดห้องของอาจารย์ เพื่อให้หยางเจวี๋ยติ่งเข้าพักชั่วคราว
ห้องของหลินสวิ่นเฟิงไม่มีสมบัติล้ำค่าใดๆ หลี่ชิงชิวตรวจสอบดูหมดแล้ว ห้องนั้นเรียบง่ายยิ่งกว่าห้องเขาเสียอีก จะใช้คำว่า ‘ยากจนจนฝุ่นจับ’ ก็คงไม่เกินไปนัก
หยางเจวี๋ยติ่งก็มิได้มากความ ก่อนจะเข้าห้องพักเขาบอกให้จางยวี่ชุนเตรียมเหล้าเก่าให้เขาสักสองไห หากมีไก่สักตัวก็ยิ่งดี
ทว่าจางยวี่ชุนมิได้ตามใจเขามากนัก ให้ไปเพียงเหล้าไหเดียว ตลอด่บ่ายหลังจากนั้นหยางเจวี๋ยติ่งจึงกักตัวอยู่ในห้องเพื่อเดินลมปราณรักษาอาการาเ็
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถรักษาตัวได้เอง หลี่ชิงชิวก็เบาใจไปมาก อย่างไรเสียพวกเขาก็เยียวยาใครไม่เป็อยู่แล้ว
วันหน้าหากศิษย์น้องได้รับาเ็ จะได้ให้หยางเจวี๋ยติ่งช่วยลงมือรักษาให้ คิดไปคิดมา หยางเจวี๋ยติ่งก็นับว่าเป็บุคลากรที่มีค่าคนหนึ่ง
จนกระทั่งยามโพล้เพล้ เจียงจ้าวเซี่ยจูงมืออู๋หมานเอ๋อร์เดินออกจากป่า ชุดของอู๋หมานเอ๋อร์ขาดรุ่งริ่ง บนใบหน้ายังมีรอยแผล
“เกิดอะไรขึ้น?” หลี่ชิงชิวขมวดคิ้วถาม
เจียงจ้าวเซี่ยตอบอย่างไม่ยี่หระ “ฝึกวิชาจะไม่ให้มีาแได้อย่างไร เป็เพียงแผลถลอกภายนอก ไม่เป็ไรหรอก”
อู๋หมานเอ๋อร์เกาหัวพลางหัวเราะร่าอย่างซื่อๆ
หลี่ชิงชิวมองดูเขาแล้วกล่าวว่า “หากเจ็บเกินไปก็บอกข้า ข้าจะสั่งให้ศิษย์พี่สามของเ้าเบามือลงหน่อย”
อู๋หมานเอ๋อร์ยิ้มอย่างซื่อบริสุทธิ์ “ไม่เจ็บหรอกขอรับ ข้าอยากจะปกป้องศิษย์พี่ใหญ่ ปกป้องเหล่าศิษย์น้อง ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นให้ได้”
หลี่ชิงชิวทั้งรู้สึกตื้นตันและสงสารอยู่ในที อย่างไรเสียอู๋หมานเอ๋อร์ปีนี้ก็เพิ่งจะอายุสิบสาม เพียงแต่รูปร่างดูสูงใหญ่กำยำเท่านั้นเอง
เขาตัดสินใจว่า ประเดี๋ยวจะเอาส่วนน่องไก่ของเจียงจ้าวเซี่ยมาให้อู๋หมานเอ๋อร์แทน
ไม่เอาดีกว่า ศิษย์พี่สามเองก็หวังดี งั้นข้าสละน่องไก่ส่วนของข้าเองให้ดีกว่า
หลี่ชิงชิวให้พวกเขานั่งลงที่โต๊ะยาว สนทนากันเื่การฝึกวิชาใน่บ่าย
ส่วนอู๋หมานเอ๋อร์กำลังฝึกวิชาสายภายนอกชุดใดอยู่นั้น เจียงจ้าวเซี่ยยังคงปิดเงียบ บอกว่า้าจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้ทุกคน อาศัยความเชื่อใจที่เขามีต่อเจียงจ้าวเซี่ย หลี่ชิงชิวจึงมิได้แอบไปดู
เมื่อจางยวี่ชุนทำอาหารเสร็จ หยางเจวี๋ยติ่งก็ได้กลิ่นแล้วเดินตามออกมาทันที
“เ้าเป็ใคร?”
เจียงจ้าวเซี่ยขมวดคิ้วมองหยางเจวี๋ยติ่งพลางถามเสียงเย็น
จางยวี่ชุนรีบแนะนำหยางเจวี๋ยติ่งให้เขารู้จักทันที เกรงว่าเจียงจ้าวเซี่ยจะลงมือลงไม้ เพราะขนาดเจียงคว่อเทียนเ้าจวนไป๋ตี้ เขายังกล้าหักหน้ามาแล้ว
เมื่อเผชิญกับสายตาของเจียงจ้าวเซี่ย หยางเจวี๋ยติ่งก็หรี่ตาลงเช่นกัน
เ้าเด็กนี่อายุยังน้อย ทว่ากลับทำให้ข้าััได้ถึงอันตรายอย่างยิ่งยวด
หลี่ชิงชิวนั่งอยู่บนม้านั่ง สังเกตการณ์เงียบๆ ในใจเขารู้สึกพึงพอใจในตัวเจียงจ้าวเซี่ยมาก
ศิษย์พี่สามผู้นี้มิได้เก่งแต่ในบ้าน ทว่ากับคนนอกเขาก็แข็งกร้าวไม่ยอมใคร นิสัยเช่นนี้แหละที่หลี่ชิงชิวยิ่งมองก็ยิ่งชอบ
สำนักจะตั้งตัวได้ จำต้องมีคนที่เป็ขุมกำลังที่ดุดัน จางยวี่ชุนแม้จะทำงานสุขุมทว่านิสัยยังติดนุ่มนวลไปบ้าง พอมีเจียงจ้าวเซี่ยมาช่วยเสริมทัพนับว่าเข้าขากันได้ดีพอดี
“ไม่ว่าท่านจะมีชื่อเสียงเรียงนามยิ่งใหญ่เพียงใดในยุทธภพ ทว่าเมื่อมาถึงสำนักชิงเซียว หากท่านกล้าก่อเื่วุ่นวาย ข้าจะทำให้ท่านต้องเสียใจแน่นอน”
หลังจากฟังคำแนะนำของจางยวี่ชุนจบ เจียงจ้าวเซี่ยก็กล่าวคำขู่ทิ้งท้ายก่อนจะนั่งลง
หยางเจวี๋ยติ่งมิได้โกรธเคือง กลับมองเจียงจ้าวเซี่ยด้วยสายตาชื่นชม
ตอนแรกเขาค่อนข้างกังวลที่หลี่ชิงชิวขึ้นเป็เ้าสำนัก สำนักชิงเซียวนี้มีแต่เด็กน้อยทั้งนั้น ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าสำนักแห่งนี้จะพอมี ‘ของดี’ ซ่อนอยู่บ้าง!
เมื่อหยางเจวี๋ยติ่งนั่งลง เขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมากินกับข้าวอย่างไม่เกรงใจ พร้อมกับสังเกตศิษย์คนอื่นๆ ไปด้วย
ทว่าอู๋หมานเอ๋อร์กลับดึงดูดความสนใจของเขาไปได้มากที่สุด
เ้าเด็กนี่... มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็อัจฉริยะเชิงยุทธ!
หลี่ชิงชิวสังเกตเห็นสายตาของหยางเจวี๋ยติ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “หยางเจวี๋ยติ่ง เมื่อแผลของท่านหายดีแล้ว นอกจากช่วยงานยวี่ชุน ท่านยังต้องรับหน้าที่ช่วยอบรมสั่งสอนเหล่าศิษย์ในการฝึกวรยุทธด้วย โดยเฉพาะเพลงฝ่ามือที่ท่านว่ามานั้น”
หยางเจวี๋ยติ่งเลิกคิ้วถาม “อู๋หมานเอ๋อร์สามารถฝึกกับข้าได้ด้วยรึเปล่า?”
“ไม่ต้องหรอก เขาฝึกกับข้า” เจียงจ้าวเซี่ยชิงตัดบทปฏิเสธทันที
หยางเจวี๋ยติ่งหันไปมองเจียงจ้าวเซี่ยพลางยิ้มหัวเราะ “เ้าหนู เพลงฝ่ามือของข้าคิอยอดวิชาที่ชื่อเสียงระบือไปทั่วหล้านะ”
เจียงจ้าวเซี่ยไม่ยอมอ่อนข้อ “งั้นเอาอย่างนี้ เมื่อท่านหายดีแล้ว ลองมาประลองกับหมานเอ๋อร์ดูสักตั้ง โดยใช้ยอดวิชาที่ระบือไปทั่วหล้าของท่านนั่นแหละ”
หยางเจวี๋ยติ่งแม้จะเป็คนใจกว้างเพียงใดทว่าเมื่อถูกกระตุ้นเช่นนี้เขาก็มีอารมณ์ขึ้นมาบ้าง เขาหัวเราะออกมาอย่างเย็นเยียบ “ได้เลย ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าฝีมือของเ้าจะสูงส่งเพียงใด ถึงได้คิดว่าเด็กน้อยคนหนึ่งจะเอาชนะการฝึกฝนอย่างยากลำบากมาตลอดยี่สิบปีของข้าได้”
หลีตงเยว่มองหลี่ชิงชิวด้วยความกังวล ทว่าเห็นศิษย์พี่ใหญ่มีท่าทีเหมือนกำลังดูงิ้วชุดหนึ่งอยู่ นางจึงได้แต่สงบคำไว้
หลี่ซื่อเฟิงและหลี่ซื่อจิ่นยังเด็กนัก ไม่ประสีประสาเื่มารยาท ทั้งคู่เริ่มส่งเสียงเชียร์ ทายกันว่าใครจะชนะ ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารคึกคักยิ่งนัก
ในคืนนั้น เหล่าศิษย์น้องต่างพากันระแวดระวังหยางเจวี๋ยติ่งอยู่ไม่น้อย
ทว่าหลี่ชิงชิวกลับวางใจได้สนิทใจ และในตอนนี้เขาก็ไม่ต้องนอนหลับแล้ว ตลอดทั้งคืนเขาใช้เวลาไปกับการฝึกวิชา
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ชิงชิวพาเจียงจ้าวเซี่ยลงเขาไป สิ่งนี้ทำให้จางยวี่ชุนกังวลใจนัก เขารู้สึกว่าการต้องจับตาดูหยางเจวี๋ยติ่งเพียงลำพังนั้นมันช่างกดดันเหลือเกิน
น่าเสียดายที่หลี่ชิงชิวไม่ฟังคำทัดทาน บอกเพียงให้เขาวางใจ
เมื่อมาถึงทะเลสาบิญญาใต้พิภพ เจียงจ้าวเซี่ยก็ตื่นเต้นยิ่งนัก ทั้งสองฝึกวิชาอยู่ที่นั่นครึ่งวัน หลี่ชิงชิวกำชับอะไรสองสามอย่าง ก่อนจะลากตัวเขากลับสำนัก
วันรุ่งขึ้น จะถึงตาเจียงจ้าวเซี่ยพาลีตงเยว่มาฝึกวิชา
เป็เช่นนี้สลับกันไป เวลาผ่านไปครึ่งเดือนอย่างรวดเร็ว
ศิษย์สำนักชิงเซียวทั้งเจ็ดคนต่างผลัดกันไปฝึกที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพครบทุกคนแล้ว ทุกคนต่างกำชับกันและกันว่าความลับเื่ทะเลสาบนี้ห้ามรั่วไหลเด็ดขาด
หยางเจวี๋ยติ่งไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ คิดว่าพวกเด็กๆ ออกไปล่าสัตว์หรือไปทำงานเกษตรกันตามปกติ
ทว่าในวันนี้ เื่ที่ทำให้หลี่ชิงชิวรู้สึกเสียเซลฟ์ก็เกิดขึ้น เมื่อเจียงจ้าวเซี่ยชิงก้าวเข้าสู่ ‘ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 2’ ได้เป็คนแรก แม้จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วทว่าเมื่อวันนี้มาถึงจริงๆ เขาก็ยังรู้สึกะเืใจเล็กน้อย... ะเืใจที่พร์ของตนสู้คนอื่นไม่ได้
เพื่อเป็การระบายอารมณ์ เขาจึงโผเข้ากอดเจียงจ้าวเซี่ยแล้วขยี้หัวศิษย์น้องสามจนผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก ส่วนเจียงจ้าวเซี่ยนั้นมัวแต่ดีใจจึงมิได้มองเห็นความอิจฉาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจของศิษย์พี่ใหญ่
ในคืนวันนั้น หลี่ชิงชิวกลับเข้าห้อง เขานั่งสมาธิอยู่บนเตียง นึกถึงตอนที่เจียงจ้าวเซี่ยทะลวงระดับเมื่อกลางวันแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้
“กลัวพี่น้องจะลำบาก... แต่ก็กลัวพี่น้องจะได้ดี (ขับโรลส์-รอยซ์) เกินไปจริงๆ สินะ”
หลี่ชิงชิวเพียงยิ้มเยาะตนเองเบาๆ เขาปรับสภาวะจิตใจได้รวดเร็ว และรู้สึกยินดีกับความสำเร็จของเจียงจ้าวเซี่ยจริงๆ
ทันใดนั้นเอง...
เสียงหนึ่งพลันดังมาจากนอกหน้าต่าง กึกก้องกัมปนาทไปทั่วท้องนภายามราตรี
“หยางเจวี๋ยติ่ง! ในฐานะจอมยุทธสยบั เ้าคิดจะหลบอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพวกเด็กน้อยไปถึงเมื่อไหร่กัน? ออกมาเผชิญหน้ากับความตายซะ! มิเช่นนั้นข้าจะล้างสำนักชิงเซียวให้สิ้นซาก!”
