“ผลึกิญญาระดับต่ำสามสิบก้อน ได้กำไรไม่เลวเลยนะเนี่ย”
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังค้นหาของมีค่าอย่างผู้มีชัยอยู่นั้นเขาก็พบเข้ากับผลึกิญญาระดับต่ำสามสิบก้อนในอกเสื้อของชายชุดดำและม้วนคัมภีร์หนังแกะสีเหลืองซีดซึ่งมีค่ายกลปิดผนึกอยู่
“อย่าบอกนะว่าเป็เคล็ดิญญา!”
เยี่ยเฉินเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ผสานความทรงจำที่ได้รับสืบทอดมาในสมองกลืนเทวะ พยายามทำลายผนึกป้องกันที่ปกป้องม้วนคัมภีร์เอาไว้
“ทำลาย!”
ประมาณสามลมหายใจ ดวงตาของเยี่ยเฉินเฟิงก็ทอประกายแสงสว่างวาบออกมาหลายสาย พลังปิดผนึกของค่ายกลค่อยๆ ถูกบังคับปลดออกทีละชั้นตามการแทรกแซงพลังจิตลงไปในค่ายกลของเยี่ยเฉินเฟิง
เพียงครู่เดียวม้วนคัมภีร์หนังแกะสีซีดหมองก็มีตัวอักษรขนาดเล็กผุดขึ้นมาจำนานมากรวมตัวกันจนกลายเป็เคล็ดิญญาอันลึกลับมหัศจรรย์
“เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลาง ดรรชนีสะท้านจิต”
เยี่ยเฉินเฟิงตรวจดูเนื้อหาในม้วนคัมภีร์ด้วยการอ่านผ่านๆ อย่างรวดเร็วหนึ่งครั้งก่อนจะต้องแปลกใจเมื่อพบว่าม้วนคัมภีร์หนังแกะชิ้นนี้เป็เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลาง โดยแบ่งออกเป็สามกระบวนท่าอันได้แก่ นับดารา ประกายแสงและทลายจิต
“ข้ากำลังเครียดที่ไม่มีเคล็ดิญญาให้ใช้งานอยู่แท้ๆ เ้าก็ส่งมาประเคนให้ถึงที่เชียว ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะขอบคุณเ้าเช่นไรดี” เยี่ยเฉินเฟิงระบายรอยยิ้มบางๆ แล้วรีบรวบรวมสมาธิจดจำเนื้อหาทั้งหมด
หลังจากหลอมรวมกับสมองกลืนเทวะความสามารถในการเรียนรู้ของเยี่ยเฉินเฟิงก็พัฒนาไปถึงระดับที่ไม่อาจคาดฝันถึง เขาใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งก้านธูปก็สามารถจดจำวิธีฝึกฝนเคล็ดิญญาดรรชนีสะท้านจิตได้แล้ว อีกทั้งยังสามารถฝึกฝนเลียบแบบได้อย่างใกล้เคียงมากด้วย
ดรรชนีสะท้านจิตเป็เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลาง ความยากในการฝึกฝนถือว่าสูงไม่น้อย คนทั่วไปใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักทั้งปียังยากจะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์
ทว่าเมื่อเยี่ยเฉินเฟิงเป็ผู้ฝึกฝนเขากลับไม่รู้สึกถึงความยากเย็นแสนเข็ญใดใด ราวกับว่าเมื่อน้ำมาคลองก็เกิด[1] เพียงไม่นานก็สามารถรู้แจ้งในเนื้อหาใจความสำคัญ
สายลมเย็นสบายพัดโชยผ่านไป ใบไม้ก็ปลิดปลิวร่วงลงมา
“นับดารา!”
เมื่อเห็นใบไม้ค่อยๆ ปลิวหล่นลงมา เยี่ยเฉินเฟิงก็ยกนิ้วขึ้นชี้ตรงออกไป ลำแสงสีฟ้าหลายสายก็ถูกยิงออกไปจากปลายนิ้วคล้ายกับดวงดาวที่สุกสว่างอยู่เต็มฟากฟ้าพุ่งโจมตีใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาจนแหลกเป็เสี่ยงๆ
เยี่ยเฉินเฟิงใช้กระบวนท่าได้คล่องแคล่วอย่างใจนึกและปราศจากความลังเล หลังจากใช้ไปหนึ่งดรรชนีแล้วเขาก็ใช้อีกหนึ่งดรรชนีต่อทันที ลำแสงดรรชนีราวกับพญางูสว่างวาบขึ้นกลางเวหาตัดทะลุต้นไม้เก้าแก่ขนาดหกคนโอบที่ตั้งอยู่ไกลออกไป
เมื่อมองดูต้นไม้เก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปถูกตนเองโจมตีจนเกิดเป็รอยแตกร้าวทั่วทั้งต้น เยี่ยเฉินเฟิงก็รู้สึกตกตะลึงระคนสะใจอยู่เล็กน้อย เขาไม่เคยคิดเลยว่าสมองของตนเองที่ถูกสมองกลืนเทวะปรับแก้ไขแล้ว จะมีพลังรู้แจ้งราวกับปีศาจเช่นนี้ เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็สามารถเข้าใจสองกระบวนท่าแรกได้อย่างลึกซึ้งแล้ว
หลังจากสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ หนึ่งเฮือก ภายในสมองของเยี่ยเฉินเฟิงก็พลันปรากฏภาพจำลองการฝึกฝนกระบวนท่าทลายจิต กระบวนท่าที่สามของดรรชนีสะท้านจิตที่งดงามดุจการร่ายรำของสาวงาม
“เขา...เขากำลังทำอะไรอยู่น่ะ?”
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ชายชุดดำที่นอนสลบไสลอยู่ก็ลืมตาตื่นขึ้น ในขณะที่เขายกมือขึ้นกุมหน้าอกที่าเ็หนักตะเกียกตะกายพาตัวเองขึ้นจากกองพุ่มไม้ที่แตกหักก็ถูกภาพเบื้องหน้าทำให้โง่งมไปทันที
ครู่ต่อมา ความตกตะลึงที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของจิติญญาก็เข้าร่างของเขาจนได้แต่ยืนเบิกตาโพลงอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวอยู่เนิ่นนาน
“ทลายจิต”
เยี่ยเฉินเฟิงชี้นิ้วออกไปอีกครั้ง คราวนี้พลังิญญาสีฟ้าอ่อนที่ลอยวนอยู่บริเวณปลายนิ้วของเขาได้รวมตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วก่อรูปเป็ลำแสงดรรชนียาวประมาณหนึ่งฉื่อโคจรเป็วงกลม พุ่งจู่โจมใส่ต้นไม้เก่าแก่ที่มีรอยแตกร้าวเต็มต้นซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึง เพียงหนึ่งดรรชนีก็ทำลายต้นไม้เก่าแก่ลำต้นสูงใหญ่ให้แตกกระจายเป็เสี่ยงๆ ได้ เศษซากต้นไม้ลอยปลิวกระจัดกระจายอยู่กลางเวหา
“แค่ชั่วโมงเดียวก็สามารถฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิตได้ครบสมบูรณ์ทุกกระบวนท่า เขายังเป็คนอยู่หรือไม่?” ชายชุดดำยืนอ้าปากค้างเบิกตาโตมองเยี่ยเฉินเฟิง สายตาราวกับคนเห็นผีกลางวันแสกๆ
ดรรชนีสะท้านิญญาคือเคล็ดิญญาที่ชายชุดดำใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดที่มีไปขอแลกเปลี่ยนมาจากหอเคล็ดิญญาของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์เมื่อครึ่งปีก่อน
ตลอด่ครึ่งปีที่ผ่านมาเขาทุ่มเทสมาธิเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิต ทว่ากลับฝึกสำเร็จได้เพียงแค่สองกระบวนท่าแรกเท่านั้น ที่สุดแล้วไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจกระบวนท่าที่สาม กระบวนท่าทลายจิตได้สักที
แต่เยี่ยเฉินเฟิงใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็สามารถรู้แจ้งเนื้อหาทั้งหมดได้แล้ว สิ่งนี้ทำให้ชายชุดดำมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยสายตาชื่นชมเลื่อมใสและสะพรึงกลัวไปในขณะเดียวกัน
“ม้านคัมภีร์ดรรชนีสะท้านจิตนี้ข้าคืนให้เ้า”
เยี่ยเฉินเฟิงไม่กล้ายึดเอาดรรชนีสะท้านจิตมาเป็ของตัวเอง เพราะกลัวจะไปฝ่าฝืนกฎข้อไหนของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์เข้า จึงได้โยนม้วนคัมภีร์คืนให้ชายชุดดำที่ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ก่อนที่ร่างกายจะหายวับไปท่ามกลางป่าที่มีต้นไม้ขึ้นรกชัฏ
“ปีศาจ ศิษย์ที่ร่วมการทดสอบในครั้งนี้ดันมีปีศาจโผล่มาด้วยคนหนึ่ง คราวนี้ล่ะสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้ครึกครื้นกันแน่” ชายชุดดำกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สายตามองตามร่างของเยี่ยเฉินเฟิงที่หายวับไปก่อนจะบ่นกับตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ
“เสียเวลาไปตั้งชั่วโมงกว่าเลยแฮะ ไม่รู้ป่านนี้โดนพวกซั่งกวนเผิงกับเซินถูเหยี่ยทิ้งห่างไปขนาดไหนแล้ว”
เยี่ยเฉินเฟิงลองคำนวณระยะเวลาดูคร่าวๆ และคิดว่าตนเองคงถูกซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยทิ้งห่างไปไกลพอสมควรจึงเร่งความเร็วอย่างต่อเนื่อง ไล่ตามพวกเขาทั้งสองคนไปด้านหน้าพร้อมกับสอดส่องหาร่องรอยของเหวินเฟยหงไปด้วย
ใน่เวลาเดียวกันนี้ ซั่งกวนเผิง เซินถูเหยี่ยและเซินถูเสวี่ยที่สวมชุดคลุมยาวสีแดง ใบหน้าเคร่งขรึมเ็า ร่างกายแผ่กลิ่นอายดุดันกว่าซั่งกวนเผิงหลายขุมก็กำลังแยกย้ายกันไปดักรอตามจุดต่างๆ ที่จำเป็จะต้องเดินทางผ่านเพื่อไปยังสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ ดักรอให้เยี่ยเฉินเฟิงปรากฏตัวออกมา
“เวรเอ๊ย ไอ้เยี่ยเฉินเฟิงมันมัวไปทำอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ช้าขนาดนี้ มันคงไม่ได้จับพิรุธอะไรได้หรอกกระมัง”
เซินถูเหยี่ยที่ดักซุ่มอยู่ในพุ่มไม้หนาทึบรอคอยอย่างมีน้ำอดน้ำทนจนถึง่บ่ายพบว่าเนิ่นนานแล้วเยี่ยเฉินเฟิงก็ยังไม่โผล่ออกมาสักที จึงเริ่มจะกระวนกระวายใจขึ้นมา
ถ้าหากไม่ขัดขวางเยี่ยเฉินเฟิงเอาไว้แล้วปล่อยให้เขาข้ามผ่านเทือกเขาจื่ออวิ๋นไปได้ล่ะก็ ตัวเขาจะไม่ได้สูญเสียแค่รางวัลจากการทดสอบของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ แต่อาจจะถูกอีกฝ่ายเอาคืนอย่างโเี้ ต้องอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุด ซึ่งเซินถูเหยี่ยไม่ยินยอมให้มันเป็เช่นนั้นแน่
“มีคนมาแล้ว”
ในตอนที่เซินถูเหยี่ยค่อยๆ หมดความอดทนลงไปเรื่อยๆ เสียงใบไม้เสียดสีกันกรอบแกรบก็ดังกระทบโสตประสาทของเขา เขาหันมองไปทางต้นเสียงด้วยท่าทางระมัดระวังตัว เหวินเฟยหงก็ก้าวเดินด้วยฝีเท้าอันแ่เบาตรงมาทางเขาอย่างเชื่องช้า
“อะไรวะ ทำไมถึงเป็ไอ้ขยะนี่ไปได้”
เซินถูเหยี่ยจ้องมองเหวินเฟยหงที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ด้วยแววตาดูถูกดูแคลน เพราะตัวเขาอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิงทั้งด้านพลังและฐานะ ดังนั้นเขาจึงไม่เคยเห็นเหวินเฟยหงอยู่ในสายตาเลย
“ฟุ่บ”
เซินถูเหยี่ยขยับร่างกายด้วยความเร็วสูงราวกับเสือดาว กระโจนออกไปจากดงพุ่มไม้หนาทึบไปยืนขวางอยู่ตรงหน้าของเหวินเฟยหง
“เซินถูเหยี่ย เ้าคิดจะทำอะไรกัน?”
เซินถูเหยี่ยที่โผล่ออกมาอย่างกะทันหันทำให้เหวินเฟยหงใเสียจนสะดุ้งโหยง ทว่าพอเห็นว่าใครคือคนที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความหวาดระแวง
“เหวินเฟยหง ถ้าหากเ้ายอมตอบคำถามของข้าด้วยความสัตย์จริง ข้าก็จะปล่อยเ้าไป แต่ถ้าเ้าไม่รู้จักกาลเทศะก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
“เ้าอยากรู้อะไรล่ะ?”
แม้เหวินเฟยหงจะรู้สึกหงุดหงิดต่อท่าทางของเซินถูเหยี่ย แต่เขาไม่กล้าล่วงเกินอีกฝ่ายจริงๆ จึงได้แต่ข่มกลั้นโทสะในใจและเอ่ยถามเสียงต่ำ
“ข้าอยากถามว่าเ้ารู้เบาะแสของเยี่ยเฉินเฟิงบ้างไหม?” เซินถูเหยี่ยเอ่ยถาม
“ไม่รู้หรอก ข้ายังไม่เจอเขาเลย” เหวินเฟยหงส่ายหน้าไปมาพลางกล่าวตอบ
“แน่ใจนะ? เ้าไม่ได้โกหกข้าใช่ไหม?”
กล่าวจบ จิตพิฆาตอันแข็งแกร่งก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเซินถูเหยี่ย ล็อคตัวของเหวินเฟยหงเอาไว้แล้วเอ่ยซักไซ้ด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
“ข้าสาบานได้ ั้แ่เข้ามาในเทือกเขาจื่ออวิ๋นข้ายังไม่เคยเจอเยี่ยเฉินเฟิงเลยสักครั้ง”
เหวินเฟยหงเป็เพียงผู้ใช้อสูริญญาระดับหก เขาทนรับจิตพิฆาตที่เซินถูเหยี่ยแผ่ออกมาไม่ได้เลยสักนิด จึงเอ่ยตอบด้วยใบหน้าที่ซีดขาว
“แน่ใจนะว่าเป็เช่นนั้น?” เซินถูเหยี่ยยังคงถามต่อด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาสาดประกายความดุร้ายอย่างไม่หยุดหย่อน
“เซินถูเหยี่ย เ้าจะรีบร้อนตามหาข้าไปทำไมกัน? หรือว่าเ้าอดรนทนไม่ไหวอยากจะประลองกับข้าตรงนี้เลย?”
ในตอนที่เซินถูเหยี่ยกำลังใคร่ครวญว่าจะกำจัดเหวินเฟยหงไปด้วยเลยดีไหม น้ำเสียงคุ้นหูกระแสหนึ่งก็ดังกระทบโสตประสาท เยี่ยเฉินเฟิงปรากฏกายออกมาแล้ว
-----------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เมื่อเงื่อนไขต่างๆ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ก็จะประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว
