หลิวเฉิงจือถูกบารมีของอีกฝ่ายกดจนไม่กล้าพูดสิ่งใดต่อ ได้แต่ปาดเหงื่อบนใบหน้า “ขอบังอาจถามชื่อแซ่ของท่าน?”
แม้จะเป็บัณฑิตชั้นปีเดียวกัน แต่เขาไม่ชอบเข้าสังคม จึงไม่รู้จักคนผู้นี้
“ข้าน้อยหวงซื่อเหวย จากเมืองสวีโจว น้อมรับคำชี้แนะ” บัณฑิตคนนั้นประสานมือ ยักคิ้วด้วยความภาคภูมิใจ พลางมองไปรอบๆ
หลิวเฉิงจือทำความเคารพอีกฝ่าย ก่อนจะเดินลงจากเวที ตอนนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก หลายคน้าขึ้นไปแสดงความคิดเห็น แต่พอเดินมาถึงบันได ก็ยอมหลีกทางให้บัณฑิตในชุดขาวคนหนึ่งขึ้นไปก่อน เมื่อบัณฑิตคนนั้นเดินขึ้นไปยืนอยู่บนเวที ทุกคนต่างก็จำเขาได้ เขาคือ เซี่ยชิงฟา บุตรชายของตระกูลเซี่ยนั่นเอง ไม่แปลกใจที่ไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นไปแข่งกับเขา “ศิษย์พี่หวงช่างมีวาทศิลป์เฉียบแหลม ข้าน้อยนับถือ ทว่าผู้น้อยยังมีเื่หนึ่งไม่กระจ่าง”
“เชิญคุณชายเซี่ยเอ่ย”
“เื่ของหม่านสือชี ข้าเองก็พอได้ยินมาบ้าง” หากการพูดของหวงซื่อเหวยเหมือนคมดาบ การพูดของเซี่ยชิงฟาก็เหมือนกับกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย แต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ “ได้ยินว่าปีนี้หม่านสือชีโดดเรียนวิชาหลักวิชารองไปหลายครั้ง ต่อให้มาเรียนก็เอาแต่สัปหงก ไม่สนใจบทเรียน ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจการเรียน แม้เราจะเห็นใจในสิ่งที่เขาทำ แต่คนที่ไม่สนใจการเรียน เหตุใดจึงต้องฝืนเรียนที่สำนักศึกษาหลวงแห่งนี้ด้วย?”
“แม้หม่านสือชีจะไม่เก่งด้านกวีและประวัติศาสตร์ แต่ความสามารถด้านขี่ม้าและยิงธนูของเขาโดดเด่นที่สุดในสำนักศึกษาหลวง ไม่มีผู้ใดเทียบเขาได้!”
“ดีมาก” เซี่ยชิงฟาพยักหน้า “แต่สำนักศึกษาหลวงก่อตั้งขึ้น เพื่อฝึกฝนบัณฑิตให้เป็ขุนนางที่ดี รอบรู้ทั้งเื่ราวบนท้องฟ้าและประวัติศาสตร์ ทั้งยังต้องเป็ผู้มีคุณธรรม ดูแลครอบครัว เป็แบบอย่างที่ดี มีเมตตาต่อผู้อื่น และทำแต่ความดี การศึกษาเื่ราวบนท้องฟ้า คือ การศึกษาปรัชญาและทำความเข้าใจเหตุผล การศึกษาประวัติศาสตร์ คือ การเรียนรู้ความเป็ไปของโลก การฝึกฝนตนเองและดูแลครอบครัว คือ การศึกษาคำสอนของขงจื๊อ การมีเมตตาต่อผู้อื่นและทำแต่ความดี คือ การศึกษาคำสอนของเม่งจื๊อ หากศึกษาจนบรรลุแล้ว ก็จะเป็ผู้ที่มีความสามารถทั้งด้านกวีและการปกครอง สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้บ้านเมือง ทว่าหม่านสือชีชื่นชอบการฝึกฝนวรยุทธ์ แม้จะเป็ผู้มีความสามารถ แต่ความสนใจของเขาก็แตกต่างจากเป้าหมายของสำนักศึกษาหลวง เหตุใดจึงต้องบังคับให้เขามาศึกษาเล่าเรียนที่นี่?”
“ดีมาก!!!”
เบื้องล่างต่างส่งเสียงชื่นชม สมกับเป็คุณชายตระกูลเซี่ย
“ผะ… ผิดแล้ว!” มีเสียงะโขึ้นมาจากเบื้องล่าง แต่ก็ถูกเสียงปรบมือกลบจนหมด แม้ผู้คนรอบข้างจะไม่รู้จักเขา แต่ก็อยากให้เขามาโต้คารมกับเซี่ยชิงฟา จึงช่วยกันเปิดทางให้เขาเดินขึ้นไปบนเวที
เมื่อเซี่ยชิงฟาเห็นว่าเป็ใคร เปลือกตาก็พลันกระตุก ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็เด็กบ้านนอกที่ทำให้เขาขายหน้าในวันนั้นนี่เอง
หวงซื่อเหวยเห็นตี้อู่จี้หวาจึงประสานมือ ถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อเปิดทางให้เขา
“ผะ… ผู้ใด… ผู้ใดบอกว่าสำนักศึกษาหลวงสอนเพียงแค่… กวีและประวัติศาสตร์? สำ… สำนักศึกษาหลวง… เหตุใดจึงต้องมี… วิชาขี่ม้าและยิงธนู? สำ… สำนักศึกษาหลวงก่อตั้งขึ้น… เพื่… เพื่อ… ฝึกฝน… บัณฑิต… ให้มีความสามารถทั้ง… ทั้งบุ๋นและบู๊ สามารถเป็… เป็ขุนนางและแม่ทัพได้ แต่… แต่ตอนนี้… กลับ… กลับให้ความสำคัญกับ… กับวิชาการ… เพ… เพียงฝ่ายเดียว… เปลี่ยนแปลง… เป้าหมาย… ของสำนักศึกษาหลวง…”
เขาเป็คนขี้อาย ตัวเล็ก พูดจาตะกุกตะกัก อีกทั้งยังมีสำเนียงของชาวตะวันตกเฉียงใต้ ทันทีที่เขาเอ่ยปาก เบื้องล่างก็พากันหัวเราะเยาะ ไล่ให้เขาลงจากเวที
เซี่ยชิงฟาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะลั่น “หากไม่รู้ก็อย่าพูดดีกว่า เ้ายังเด็ก รู้เื่อะไรเกี่ยวกับสำนักศึกษาหลวงรึ? ข้าว่าเ้ากลับบ้านไปฝึกพูดให้คล่องก่อนดีกว่า ค่อยมาขึ้นเวทีอีกครั้ง”
“ฮ่าๆๆๆๆ…”
“ใช่ๆๆ…”
“เด็กคนนั้นเป็ผู้ใดกัน กล้าดีอย่างไรขึ้นมาบนเวที”
“ไม่มีสิ่งใดจะพูดแล้วสินะ”
“เ้าหนู เ้าชื่อแซ่ใด?”
“โห่… ลงไป ลงไป…”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะเขา
ตี้อู่จี้หวาใบหน้าซีดเผือด อับอายจนน้ำตาแทบไหล ถูกเหยียดหยามดูิ่ต่อหน้าฝูงชน เขาโมโหจนน้ำตาคลอเบ้าแทบจะไหลรินออกมา
เ้าหน้าที่ตีฆ้องสามครั้งเพื่อให้ทุกคนเงียบ
เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลง หวงซื่อเหวยตบบ่าตี้อู่จี้หวาด้วยความเป็ห่วง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ส่ายหัวเป็เชิงบอกว่าไม่เป็ไร ก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้า ทุกคนคิดว่าเขาคงทนความอับอายไม่ไหว กำลังจะเดินลงจากเวที แต่เขากลับหยุดอยู่ตรงนั้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าน้อย… ตี้อู่จี้หวา จากอี้โจว ข้าน้อยย่อมรู้ดี… เพราะสำนักศึกษาหลวง… ถูกก่อตั้งขึ้นโดย… โดยบรรพบุรุษของข้า… ท่านเป็ถึง… เป็ถึงหัวหน้าอาจารย์คนแรกของสำนักศึกษาหลวง”
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง
เขาเว้นวรรคครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ในอดีตแม่ทัพใหญ่เว่ย ยกทัพข้ามกำแพงเมือง เพื่อต่อสู้กับชนเผ่าซยงหนู เดินทางเป็ระยะทางกว่าแปดร้อยลี้ บุกเข้าไปในดินแดนศัตรู เผาทำลายวัดวาอาราม แล้วกลับมาพร้อมกับทหารทุกนาย ตลอดระยะเวลายี่สิบปี ท่านสามารถยึดดินแดนคืนจากชนเผ่าซยงหนูได้ทั้งหมด ทำให้บ้านเมืองสงบสุข ล้างมลทินที่ชาวฮั่นต้องแบกรับมานานนับร้อยปี กลายเป็วีรบุรุษของปวงชน เพื่อเป็การสรรเสริญวีรกรรมของท่าน ชาวบ้านต่างแต่งบทกวี ร้องเพลง เต้นรำ จนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้ตั้งสำนักศึกษาหลวง แต่งตั้งบรรพบุรุษของข้าเป็หัวหน้าอาจารย์ เพื่อฝึกฝนบัณฑิตให้เป็แบบอย่างที่ดี มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ สามารถเป็ทั้งขุนนางและแม่ทัพได้ ทั้งยังทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อไว้ที่ประตูทางเข้าสำนักศึกษาหลวง”
“แล้วเหตุใด… วันนี้ท่านจึงกล่าวหาว่าสำนักศึกษาหลวงให้ความสำคัญกับวิชาการเพียงฝ่ายเดียวเล่า?”
เซี่ยชิงฟาอึกอัก ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร เขาเกลียดที่เด็กคนนี้ทำให้เขาขายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซี่ยชิงฟาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว คิดหาคำแก้ตัวอย่างรวดเร็ว “กาลเวลาเปลี่ยนไป ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ในอดีตบ้านเมืองสงบสุข ชนเผ่าต่างๆ ต่างยอมสยบ จึงให้ความสำคัญกับความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ ทว่าปัจจุบันบ้านเมืองแตกต่างจากในอดีต ราชวงศ์มีขึ้นมีลงเป็เื่ธรรมดา นับั้แ่ก่อตั้งราชวงศ์ ก็มีรับสั่งชัดเจนว่าให้ใช้ปัญญาในการปกครอง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในรอบร้อยปีมานี้ ยังมีผู้ที่คิดใช้กำลังทหารโค่นล้มราชบัลลังก์ ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ราษฎรเดือดร้อน หากเรายังคงให้ความสำคัญกับการทหาร ก็เหมือนกับมอบโอกาสให้คนพวกนั้น เกรงว่าราชบัลลังก์คงสั่นคลอนเป็แน่”
หวงซื่อเหวยรีบโต้แย้ง “ถูกต้อง กาลเวลาเปลี่ยนไป ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง! ตอนก่อตั้งราชวงศ์ บ้านเมืองสงบสุขก็จริง แต่ตอนนี้กองทัพเป่ยฉีประชิดแม่น้ำ คุกคามเราอยู่ตลอดเวลา แคว้นของเราต้องส่งทรัพย์สมบัติไปให้พวกเขาทุกปี ชายแดนก็วุ่นวาย หากไม่ใช่เพราะมีแม่น้ำฉางเจียงขวางกั้น เกรงว่ากองทัพเป่ยฉีคงยกทัพลงใต้ไปนานแล้ว หากเรายังคงให้ความสำคัญกับวิชาการเพียงฝ่ายเดียว เมื่อใดที่กองทัพเป่ยฉียกทัพลงใต้ พวกท่านคิดว่าพวกเราจะมีชีวิตรอดหรือ?”
“ตอนนี้บ้านเมืองอ่อนแอ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสู้รบ?”
“หากไม่ลองสู้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะแพ้หรือชนะ!”
“หากพ่ายแพ้ บ้านเมืองคงลุกเป็ไฟ!”
“หากชนะ ใต้หล้าย่อมสงบสุข!”
“การยุยงให้เกิดา เกรงว่าจะมีคนคิดก่อฏเหมือนอย่างฮั่วกวงกับหวังหม่าง”
“ไม่จำเป็ต้องพูดถึงฮั่วกวงหรือหวังหม่าง ในเมื่อตอนนี้เรามีโจวอีอยู่แล้ว!”
ทุกคนต่างพากันหน้าซีด
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
