เลี่ยวซื่อจูงเด็กสองคนมาถึงด้านหลังของกลุ่มคน แล้วจึงให้ไป่เฉิงจูงเหม่ยเยว่เข้าไปรับขนมกันเอง
เด็กสองคนขนมหวานสองชุด เพียงพอให้เด็กน้อยได้ฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุขแล้ว
“ไป่เฉิง ทำไมวันนี้มาช้านักล่ะ พาน้องสาวมาด้วยงั้นหรือ ฮ่าๆ มา... เข้ามารับลูกกวาดไปสิ” เจินจูยิ้มจนดวงตาหยีแล้วกวักมือไปทางพวกเขา
ไป่เฉิงอายุยังไม่ถึงเจ็ดปี ทำท่าเขินอายเล็กน้อย จูงมือเหม่ยเยว่เข้าไปด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
เจินจูอุ้มเหม่ยเยว่ขึ้น หลานสาวคนเล็กของครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านหน้าตาไม่เลวเลย น่ารักจิ้มลิ้มถึงผมบนศีรษะจะมีน้อยไปหน่อยก็ตาม
เหม่ยเยว่โตกว่าซิ่วจูเล็กน้อย ทว่าไม่ได้อิ่มเอิบเท่าซิ่วจู
เจินจูลูบเส้นผมที่แห้งกร้านของนางด้วยความสงสาร แล้วห่อขนมหวานที่เหลืออยู่เป็สองชุด
“เ้ามาเองงั้นหรือ? ของมากมายเพียงนี้แล้วยังต้องจูงน้องสาวอีก เ้าจะถือไม่ไหวเอานะ”
“พี่เจินจู ข้าไปส่งพวกเขาแล้วกันเ้าค่ะ” อาหยุนอาสาขึ้นด้วยความกระตือรือร้น
“ได้สิ ต้องขอบใจอาหยุนแล้ว” เจินจูยิ้มแล้วส่งขนมหวานที่ห่อดีแล้วให้นาง
เลี่ยวซื่ออยู่ด้านหลังกลุ่มคน ได้ยินอย่างชัดเจน นางจึงกัดฟันกลั้นใจเดินเข้าไป
นับั้แ่ครั้งนั้นที่ถูกเจินจูกวาดตามองผ่านอย่างมีความนัยแฝงอยู่ เลี่ยวซื่อก็เกิดความหวาดกลัวต่อบุตรสาวคนโตของครอบครัวฉางกุ้ยเล็กน้อย สายตาของนางราวกับมองทะลุใจคนได้ ความคิดเล็กๆ นั้นของตัวเอง เมื่ออยู่ตรงหน้านางคล้ายว่าจะถูกเปิดเผยออกมาไร้สิ่งปิดซ่อน
“ฮ่าๆ เฉิงเกอเอ่อร์ ยังไม่ขอบคุณพี่เจินจูกับพี่อาหยุนอีก เดี๋ยวแม่อุ้มเหม่ยเยว่ แล้วเ้าถือลูกกวาดเองก็ได้” นางยิ้มและเดินมาด้านหน้า พร้อมกับอุ้มเหม่ยเยว่ขึ้น
“ขอบคุณแม่นางหูแล้ว กลับมาจากด้านนอกก็ยังคิดถึงพวกเด็กๆ ในหมู่บ้านอีก จิตใจดีงามเกินไปแล้วจริงๆ”
เจินจูเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางที่แข็งทื่อและอึดอัดใจ อดขบขันอยู่ข้างในไม่ได้
“อาสะใภ้รองสกุลจ้าว ไม่ต้องเกรงใจเ้าค่ะ พวกเด็กๆ ดีใจก็ดีแล้ว อากาศหนาวเย็นยิ่งนักรีบพาพวกเขากลับบ้านเถอะเ้าค่ะ อย่าปล่อยให้เด็กน้อยหนาวแข็งเลย”
นางก็ไม่ใช่คนใจแคบอะไรเช่นนั้น ขอแค่เลี่ยวซื่อไม่มีความคิดแย่ๆ ขึ้นมา นางย่อมไม่มีทางทำหน้านิ่งใจแข็งใส่หรอก
ปีหน้าชุ่ยจูจะแต่งเข้าสกุลจ้าว อยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันกับเลี่ยวซื่อ หากสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้จึงจะดีที่สุด หากไม่ได้…
เจินจูมองเงาแผ่นหลังของเลี่ยวซื่อที่อุ้มลูกเดินไป ทำท่าเหมือนคิดอะไรอยู่
ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรก็ต้องให้ชุ่ยจูยืนขึ้นมาให้ได้ด้วยตัวเอง นิสัยนิ่มนวลยอมคนไปที่ไหนล้วนเป็ส่วนที่ทำให้ถูกผู้คนรังแก
เจินจูห่อลูกกวาดและเกาปิ่งที่เหลือขึ้นแล้วมอบให้อาหยุน ให้นางถือเอากลับบ้านไปทั้งหมด
หลังอาหยุนกล่าวขอบคุณก็รับขนมหวานไปด้วยดวงตายิ้มหยีแล้วเดินจากไป
เจินจูกับพานเสวี่ยหลันยกโต๊ะเข้าลานบ้านแล้วลงกลอนประตูอย่างเรียบร้อย ปิดบังสายตาของกลุ่มผู้คนที่มาล้อมชมความคึกคัก
ภายในห้องโถงทุกคนกำลังพูดคุยเล่นกันอย่างสนิทสนม
เมื่อจ้าวเหวินเฉียงทราบว่าเหยาเฮ่าหลานเป็เซี่ยวเว่ยที่เจิ้นกั๋วกงส่งมา หัวใจก็เต้นตึกตักอย่างรุนแรงขึ้น
ท่านเจิ้นกั๋วกงเลยนะ แม้เขาจะอยู่ห่างไกลความเจริญในพื้นที่เล็กแห่งนี้ ก็ล้วนรู้จักบุคคลที่มีชื่อเสียงเพียงนี้อยู่บ้าง
บรรพบุรุษสกุลหูสั่งสมบุญวาสนาอะไรไว้ บุคคลที่รู้จักถึงได้หนึ่งคนยอดเยี่ยมกว่าอีกหนึ่งคนขนาดนี้
เขากับจ้าวไป่ิต่างก็เค้นรอยยิ้มขึ้นมาอย่างสั่นเทาอยู่บ้าง ชายชราสกุลหูทั่วทั้งใบหน้าเปล่งปลั่งอารมณ์ดี หลานสาวกับหลานชายต่างก็กลับมาอย่างปลอดภัย แล้วยังได้รับการคุ้มครองมาส่งตลอดทางจากเจิ้นกั๋วกงโดยเฉพาะอีก ช่างเพิ่มเกียรติยศให้แก่สกุลหูยิ่งนัก
หลัวจิ่งเลือกเื่ที่ได้พบขณะเดินทาง รวมไปถึงเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเล็กน้อยเล่าให้ชายชราฟัง ชายชราสกุลหูฟังจนเกิดความเคลิบเคลิ้มเป็อย่างมาก และกล่าวขึ้นมาสองสามประโยคอยู่เป็ระยะๆ จ้าวเหวินเฉียงและจ้าวไป่ิก็ช่วยเสริมพลางกล่าวออกมาเล็กน้อยตามไปด้วยอยู่ตลอด เหยาเฮ่าหลานดื่มชาอย่างไม่รีบร้อนและไม่เชื่องช้าจนเกินไป ใช้สายตาพิจารณาเครื่องเรือนของสกุลหูอยู่เป็บางครั้งบางคราว อีกทั้งยังตั้งใจฟังบทสนทนาของผู้คนในที่แห่งนี้ด้วย
“อำเภออันไถเป็หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเื่ว่าวของต้าสยาแห่งนี้ มีมากมายหลายประเภท รูปแบบละเอียดประณีต ทุกปีล้วนมีครอบครัวขุนนางจำนวนมากไปสั่งทำว่าวกัน…”
“ห่างจากอำเภออันไถมาไม่ไกล เป็อำเภอลี่หยางที่ขึ้นชื่อเื่การประดิษฐ์โคมไฟ ที่นั่นมีโคมไฟแต่ละรูปแบบ ล้วนหาได้หมดเลย…”
“วัดต้าเอินในเขตชานเมืองของเมืองหลวง กับวัดโบราณชิงเหยียนของอำเภอเจิ้นอัน ต่างก็เป็วัดที่มีชื่อเสียงที่สุดของต้าสยาทั้งนั้น พระพุทธรูปในวิหารหลักล้วนเป็ทองชุบทั้งหมด ยังไม่ทันได้เข้าไป แสงสว่างวูบวาบก็สะท้อนใส่คนแล้ว…”
“…”
...หวังซื่อกับหลี่ซื่อมองสิ่งของที่กองอยู่เต็มเตียงอิฐด้วยสีหน้าตกตะลึง
เปิดห่อผ้าที่ห่อของอยู่ ผ้าไหมแต่ละผืนแสนตระการตาอีกนิดแทบจะส่องประกายจนดวงตาของพวกนางลายไปหมดแล้ว
“นี่... ซื้อผ้าไหมผ้าต่วนมาเท่าไรกันนี่ ผ้างดงามประณีตเพียงนี้น่าจะแพงมากกระมัง?” หวังซื่อลูบผืนผ้าด้วยความระมัดระวัง ล้วนเป็เนื้อผ้าที่นางไม่เคยพบมาก่อนเลย พอมองดูก็รู้แล้วว่าราคาไม่ธรรมดา
“…” หลี่ซื่อประหลาดใจจนรูม่านตาเบิกกว้างขึ้น ผ้าไหมลายโบราณมีกลิ่นหอม ผ้าไหมจวงฮวา [1] ผ้าแพรปักดอก ผ้าปักด้ายดิ้นทอง แพรต่วนลายดอก แพรต่วนสีเรียบ ผ้าไหมลวดลายเมฆ ล้วนเป็วัตถุดิบเนื้อผ้าที่ใช้กันทั่วไปในครอบครัวขุนนางตระกูลสูงศักดิ์ทั้งสิ้น เมื่อมองลวดลายสว่างสดใสเช่นนี้อีกหน ทั้งหมดนี่น่าจะเป็รูปแบบใหม่ของ่ปีนี้ เพียงค่าใช้จ่ายของผ้าไหมผ้าแพรต่วนสิบกว่าพับนี้อย่างเดียว อย่างน้อยที่สุดก็อยู่ที่สองร้อยเหลียงขึ้นไปแล้ว
หวังซื่อแกะห่อผ้าห่อใหญ่อีกหนึ่งห่อออกมา
ด้านในเป็วัสดุหนังชนิดต่างๆ หนังขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวราวหิมะ หนังพังพอนเผือกสีขาวอมเทา หนังเพียงพอนสีม่วงเข้ม หนังสุนัขจิ้งจอกสีดำ หนังที่มีขนแมวป่าประดับริ้วรอย ต่างก็รัดไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
หวังซื่อกับหลี่ซื่อต่างมองหน้ากันและกันแวบหนึ่ง เห็นความตกตะลึงจากข้างในดวงตาของอีกฝ่าย
ล้วนแล้วแต่เป็หนังสัตว์ที่มีค่าสูงทั้งสิ้น นอกจากหนังพังพอนเผือกแล้ว หนังสุนัขจิ้งจอก หนังเพียงพอนและหนังแมวป่า คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถใช้กันได้เลย
“ผ้าเหล่านี้ล้วนซื้อมาเองหรือเป็คนให้มากัน?” หวังซื่อกลัดกลุ้ม
“เจินจูน่าจะไม่มีทางซื้อวัสดุหนังมีค่าเพียงนี้กระมัง” หลี่ซื่อไม่กล้ายืนยันเช่นกัน บุตรสาวของนางผู้นี้แต่ไหนแต่ไรมาทำอะไรไม่เหมือนคนทั่วไปเสียด้วย
เมื่อเจินจูเดินเข้าห้องมาก็เห็นพวกนางกำลังแกะห่อผ้าที่กองอยู่ทีละห่อๆ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูสง่างดงามประณีตทุกชุดวางแผ่อยู่เต็มบนเตียงและขอบเตียงอิฐ
“เจินจู เ้ามาได้พอดีเลย เสื้อผ้ากับผ้าพับเหล่านี้เป็เ้าซื้อหรือ?” หวังซื่อดึงเจินจูเข้ามาและชี้ไปที่ของกระจายเต็มทั่วทั้งห้อง
“แหะๆ ท่านย่า แน่นอนว่าไม่ใช่ข้าซื้อมาเลย เป็ฮูหยินกั๋วกงมอบให้เ้าค่ะ อืม... เสื้อผ้าก็เป็ห้องเย็บปักในจวนพวกนางช่วยเย็บขึ้นมาด้วยเ้าค่ะ”
เจินจูหยิบเสื้อคลุมผ้าแพรที่ปักดอกไม้สีแดงขอบประดับด้วยขนเพียงพอนขึ้น
“มิน่าล่ะ ฝีมือนี่ไม่ใช่คนทั่วไปจะทำออกมาได้เลย ห้องเย็บปักของจวนกั๋วกงนี่ แต่ละชิ้นล้วนเป็ฝีมือเย็บปักถักร้อยสูงทั้งนั้น” หวังซื่อลูบเสื้อคลุมที่หาได้ยาก
“เจินจู ทำไมฮูหยินเจิ้นกั๋วกงดีกับพวกเ้าเพียงนี้ได้?” หลี่ซื่อถามด้วยความกังวล อาภรณ์ผ้าไหมสีสันงดงาม และปิ่นทองบนศีรษะของบุตรสาว ล้วนแล้วแต่ราคาไม่เบาทั้งนั้น
เจินจูฉีกยิ้มพลางโยนเสื้อคลุมขึ้นไว้บนเตียงอย่างไม่ไยดี
หวังซื่อเห็นดังนั้น จึงมองนางด้วยความโมโหแวบหนึ่ง เสื้อผ้าล้ำค่าเพียงนี้ โยนทิ้งอย่างไม่ไยดีได้เช่นไร นางรีบหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาม้วนอย่างระมัดระวัง
เจินจูจัดแจงที่ว่างบนเตียงขึ้นแล้วนั่งลง พร้อมกับดึงให้หลี่ซื่อมานั่งด้วยกัน จากนั้นกล่าวเื่ที่ได้ช่วยซื่อจื่อของเจิ้นกั๋วกงระหว่างทางออกมาหนึ่งรอบ อีกทั้งเื่ที่พวกนางไปยืมที่พักอยู่ในจวนของเจิ้นกั๋วกงสองสามวันด้วย เลือกสิ่งที่สามารถพูดและเล่าได้ให้พวกนางฟังเล็กน้อย
สุดท้ายยังกล่าวอีกว่า องค์ไท่จื่อถูกลอบสังหารสิ้นพระชนม์แล้ว ต่อไปไม่มีทางสร้างความยุ่งยากให้แก่สกุลหูอีก ที่บ้านไม่จำเป็ต้องวิตกกังวล
ทว่าสีหน้าของหลี่ซื่อกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย นางมองเจินจูปราดหนึ่งด้วยความแคลงใจ ในใจมีความทุกข์อยู่อย่างเบาบาง บุตรสาวยืนกรานจะไปเมืองหลวง ให้เหตุผลว่าจะไปเยี่ยมคุณหนูสี่สกุลโหยว แต่นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่านี่เป็เพียงข้ออ้างของเจินจูเท่านั้น
นางกังวลใจมาตลอด กลัวว่าเจินจูจะไม่รู้จักนภาสูงพสุธาหนาแล้วไปเมืองหลวงก่อเื่อะไรขึ้นมา
ไม่กี่วันก่อนเ้าของร้านหลิวมาบอกกับพวกนางด้วยตัวเอง ว่าอีกไม่กี่วันเจินจูกับผิงอันจวนจะกลับบ้าน และยังแสดงให้รู้เป็นัยๆ อีกว่าองค์ไท่จื่อจะใช้อำนาจคุกคามสกุลหูไม่ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงถอนกำลังผู้คุ้มกันที่มาเฝ้ารักษาอยู่กลับไปทั้งหมด
คาดไม่ถึงเลยว่าองค์ไท่จื่อจะถูกลอบสังหารสิ้นพระชนม์ นี่คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ลูกๆ ของนางเข้าเมืองหลวงหรอก... ใช่หรือไม่?
หลี่ซื่อไม่กล้าคิดไปทางน่าหวาดกลัวเช่นนั้น
เจินจูย้ายกล่องเครื่องประดับบนพื้นขึ้นมาไว้บนโต๊ะ
เปิดหนึ่งกล่องในนั้นออกมา เครื่องประดับเหลืองอร่ามเจิดจ้าแวววาวส่องสว่างขึ้น
หวังซื่อกับหลี่ซื่อตื่นใจนอ้าปากกว้าง
“อืม... นี่เป็เครื่องประดับที่ข้าซื้อมาจากร้านเครื่องประดับจินหม่านยู่ของเมืองหลวง ชุดนี้น่าจะเป็ชุดที่จะให้ท่านแม่เ้าค่ะ”
เจินจูวางกล่องไว้ด้านข้าง และพลิกเอากล่องเครื่องประดับที่ดูโบราณเรียบง่ายแกะสลักลวดลายนกกระสาล้ำค่าอีกหนึ่งกล่องขึ้นมา เมื่อเปิดดูเป็เครื่องประดับศีรษะดอกผีเสื้อฝังอัญมณีสีเขียวครบชุด ฝีมือประณีต รูปแบบสุภาพมีสง่า เหมาะกับหวังซื่อที่มีเส้นผมสีดำสนิทเงางามงอกออกมาอย่างมาก
“ท่านย่า นี่เป็ข้ากับผิงอันช่วยเลือกให้ท่านด้วยกัน ท่านดูสิ ชอบหรือไม่เ้าคะ”
หวังซื่อตกตะลึง มองเครื่องประดับที่เหลืองอร่ามแวววาวเต็มกล่อง ไม่อยากจะเชื่ออยู่เล็กน้อย เครื่องประดับชุดนี้รวมกันขึ้นมาอย่างน้อยเป็เงินสองถึงสามร้อยเหลียงเลยกระมัง? แม้ไม่กี่ปีมานี้ครอบครัวฉางกุ้ยจะสะสมเงินสำรองไว้ไม่น้อย แต่ก็คงทนให้เจินจูใช้จ่ายปานนี้ไม่ได้ใช่หรือไม่
แน่นอนว่าเครื่องประดับนั้นงดงามมากจริงๆ ทั้งชีวิตหวังซื่อไม่เคยเห็นเครื่องประดับศีรษะที่งดงามประณีตและล้ำค่าเพียงนี้มาก่อนเลย สองปีมานี้หลี่ซื่อเลือกเครื่องประดับเงินให้นางอยู่สองสามชิ้น ที่เป็ทองก็มีเช่นกัน ล้วนแล้วแต่เป็ของเล็กๆ น้ำหนักเบาทั้งสิ้น เช่น ต่างหู แหวนหรือจี้ห้อย และนางก็เคยซื้อเพิ่มให้ตัวเองอยู่บ้าง
แต่ปิ่นทอง กำไลทอง สร้อยคอทองแท้ๆ กลับไม่มีผู้ใดตัดใจซื้อมาได้สักคน
หลี่ซื่อก็ตกตะลึงเช่นกัน เครื่องประดับชุดที่สองพี่น้องซื้อมาให้นางกับแม่สามีนี้ พวกนางเอาเงินมากมายมาจากที่ไหน? จำได้ว่าฉางกุ้ยให้เจินจูไปเพียงห้าร้อยเหลียงเองนี่ นางรู้ว่าที่ตัวเจินจูมีเงินไม่น้อย แต่คงไม่มากถึงขั้นสามารถซื้อเครื่องประดับทองมากมายเพียงนี้ได้ตามอำเภอใจกระมัง
หรือจะเป็เงินที่หลัวจิ่งเด็กผู้นั้นออกให้กันนะ?
พอคิดได้ดังนี้ ในใจนางก็เกิดความเบิกบานขึ้น
เด็กสองคนไปเมืองหลวงด้วยกันหนึ่งรอบ หากสามารถใกล้ชิดอยู่ด้วยกันได้คงดียิ่งนัก
“เจินจู เ้าเอาเงินที่ไหนมาซื้อเครื่องประดับมากมายเพียงนี้?”
หวังซื่ออดถามขึ้นไม่ได้
เจินจูปิดปากสนิทและยิ้มขึ้น จากนั้นเล่าเื่ที่เสี่ยวเฮยพาพวกของกู้ฉีไปหาโสมคนจนพบ และกู้ฉีก็มอบตั๋วเงินจำนวนสองหมื่นเหลียงตอบแทนให้พวกนางฟัง
สอง... สองหมื่นเหลียง?
หวังซื่อกับหลี่ซื่อใจนคางแทบร่วงลงไปกองบนพื้น
โสมคนอะไรกันสามารถขายได้ราคาสูงเพียงนี้?
เจินจูคิดเล็กน้อย จึงตัดสินใจนำเหตุและผลกล่าวให้พวกนางฟังหนึ่งรอบ
เสี่ยวเฮยนำทางกำลังคนของกู้ฉีเข้าไปเก็บโสมคนในป่าลึก จากนั้นจวนสกุลกู้ได้ถวายโสมขึ้นไปให้ฮ่องเต้ ฮ่องเต้อาศัยโสมคนร่างกายจึงเริ่มฟื้นคืนกลับมาแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้องค์ไท่จื่อจึงยากแก่การขึ้นครองบัลลังก์ เป็ธรรมดาที่จะประสบกับความเคียดแค้นจากเขา จึงเป็เหตุให้เขาส่งมือสังหารมาลอบจู่โจมครอบครัวสกุลหูในกลางดึก
ยามนี้องไท่จื่อสิ้นพระชนม์แล้ว อาการประชวรของฮ่องเต้เริ่มแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ กู้ฉีถวายโสมคนขึ้นไปย่อมมีคุณงามความดี จวนสกุลกู้ได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ เช่นนั้นสกุลหูย่อมอยู่เย็นเป็สุขไร้เื่ให้ทุกข์ใจและกังวลเป็ธรรมดา
หวังซื่อกับหลี่ซื่อต่างฝ่ายต่างสบตากัน แม้ก่อนไปเมืองหลวง เจินจูจะเล่าเื่ที่ผ่านมาให้ฟังคร่าวๆ แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเหมือนเช่นครั้งนี้
เมื่อกล่าวมาเช่นนี้แล้ว การที่พระวรกายของฮ่องเต้สามารถดีขึ้นได้ ล้วนอาศัยโสมคนที่เสี่ยวเฮยค้นพบ และเสี่ยวเฮยเป็สัตว์เลี้ยงบ้านสกุลหู เช่นนั้นคุณงามความดีย่อมนับว่าอยู่ที่สกุลหู ไม่แปลกใจเลยที่องค์ไท่จื่อจะจดจำฝังลึกอยู่ในใจแล้วมาคิดเล็กคิดน้อยกับคนชั้นล่างเช่นพวกนาง คาดว่าตอนนั้นคงโมโหจนแทบจะเป็บ้าอย่างแน่นอน
เช่นนั้น ตั๋วเงินสองหมื่นเหลียงนี่สามารถรับไว้อย่างสบายใจได้จริงๆ
สีหน้าของสองคนจึงแจ่มใสขึ้นมาในทันที
เจินจูเห็นดังนั้น จึงจัดการสีหน้าแล้วกล่าวตัดจบกับพวกนาง เื่บางเื่ตนเองรู้แจ้งอยู่ในใจก็พอแล้ว อย่าเอะอะโวยวายไปทั่วเด็ดขาด หากเื่โสมคนชั้นยอดแพร่ออกไป ไม่รู้ว่าจะมีคนตั้งเท่าไรเกิดบ้าคลั่งแล้วพุ่งเข้าไปในเทือกเขาไท่หาง
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ติดกับเทือกเขาจะรู้ดีที่สุดว่าผู้ที่เข้าูเาไปทุกปี เข้าไปแล้วไม่ได้ออกมามีมากเท่าไร
แม้องค์ไท่จื่อสิ้นพระชนม์แล้ว แต่ฮองเฮากับไท่จื่อเฟยยังมีชีวิตอยู่ หากเกิดความไม่คาดฝันทำให้ข่าวรั่วไหลออกไป ไม่แน่ว่าสกุลหูจะต้องประสบกับภัยพิบัติรอบใหญ่อะไรเข้าอีกก็เป็ได้
คำพูดของเจินจูทำให้สีหน้าของสองคนเคร่งขรึมลงอีกครั้ง
ใช่แล้ว... จะให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้ เื่ของราชวงศ์แม้เป็เื่เล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้ศีรษะหลุดได้ พวกนางคนสามัญชนควรอยู่อย่างเงียบเชียบแต่โดยดีจะดีกว่า
รับตั๋วเงินสองหมื่นเหลียงมา ช่างเป็วาสนาที่ยิ่งใหญ่นัก มีเงินมากมายเพียงนี้ ต่อไปสกุลหูก็ไม่ต้องกลุ้มใจอีกแล้ว
เชิงอรรถ
[1] ผ้าไหมจวงฮวา คือ ผ้าที่มีลวดลายดอกไม้ดอกโต สีสันหลากหลาย มีรูปแบบมากมาย ถือเป็ลายที่ทำยากมากลายหนึ่ง มีทั้งลวดลายซ้ำกันในผืนเดียวและลายอิสระ ใช้ด้ายหลากสีผสมผสานกัน