บทที่ 1: กฎ์ที่แตกสลาย
ณ แดนเทพนิรันดร์... จุดจบแห่งกัปกัลป์
์กำลังร่ำไห้... มิใช่ด้วยหยาดพิรุณอันชุ่มฉ่ำดังเช่นกาลก่อน หากแต่เป็การกู่ร้องด้วยความสิ้นหวังของมิติที่กำลังแตกสลาย
ท้องนภาที่เคยเป็สีครามใสกระจ่าง ประดับด้วยหมู่เมฆมงคล บัดนี้ถูกฉีกกระชากออกเป็เสี่ยงๆ เผยให้เห็นห้วงอเวจีที่บิดเบี้ยวอยู่เื้ั ม่านฟ้าถูกย้อมจนกลายเป็สีแดงฉานด้วยโลหิตเทพ... มิใช่โลหิตของทหารเลวหรืออสูรร้าย แต่เป็โลหิตสีทองคำบริสุทธิ์ของเทพชั้นสูงที่ถูกสังหารอย่างโเี้ มันไหลนองจากยอดเขาเมรุ์ลงมาประหนึ่งมหาสมุทรทองคำที่กำลังเดือดพล่าน
กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วแดนสุขาวดี กลบกลิ่นหอมของบุปผา์จนสิ้น
เปรี้ยง! เปรี้ยง! ครืนนน!
อสนีบาตสีม่วงคล้ำฟาดผ่าลงมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติกำลังพิโรธถึงขีดสุดต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น เทวสถานวิจิตรตระการตานับพันแห่งที่เคยตั้งตระหง่านเสียดฟ้า เป็สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์มานานนับหมื่นปี บัดนี้กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เสาหินหยกขาวขนาดมหึมาหักสะบั้น หลังคาทองคำหลอมละลายร่วงหล่นลงมาเป็สายฝนเพลิง
ทุกสรรพสิ่งกำลังกรีดร้อง... กฎ์ที่เคยมั่นคงและศักดิ์สิทธิ์ รากฐานที่ค้ำจุนสามภพภูมิ บัดนี้กลับสั่นคลอนและเปราะบาง ราวกับใยไหมที่กำลังจะขาดสะบั้นลงในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
และที่ใจกลางของพายุแห่งการทำลายล้างนั้น... ณ แท่นบัญญัติกฎสูงสุด ที่ซึ่งเคยเป็สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ร่างระหงของเทพนางหนึ่งยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ลู่ชิงเหยียน ... ราชินีเทพ์ ผู้ที่นามของนางเคยเป็ดั่งประกาศิต เพียงนางปรายตามอง เหล่าเทพเทวานับหมื่นแสนต่างต้องคุกเข่าศิโรราบด้วยความยำเกรง นางคือผู้ดูแลรักษาความสมดุลของจักรวาลด้วยความยุติธรรมอันเ็ามาตลอดชั่วชีวิต
ทว่ายามนี้... นางช่างน่าสมเพชนัก ชุดเทวะสีขาวบริสุทธิ์ที่ทอจากแสงจันทร์พันปี บัดนี้ฉีกขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืและฝุ่นผงแห่งการทำลายล้าง เกศาสีดำขลับที่เคยเกล้าไว้อย่างสูงส่งหลุดลุ่ยสยายลงมาปรกใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเื
สิ่งที่พันธนาการนางไว้ไม่ใช่เชือกธรรมดา แต่เป็ โซ่ตรวนเทพอาคมเก้าวิถี โซ่สีดำทมิฬที่แผ่ไอเย็นะเืเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก มันรัดตรึงร่างบางของนางไว้กับแท่นบัญญัติกฎอย่างแ่า ทุกข้อโซ่คือการผนึกพลังตบะอันยิ่งใหญ่ ทุกอักขระที่สลักบนโซ่คือการดูดกลืนิญญาเทพของนางอย่างช้าๆ
ความเ็ปทางกายจากการถูกโซ่ตรวนบาดลึกเข้าเนื้อนั้นแสนสาหัส แต่ไม่อาจเทียบได้เลยกับความเ็ปที่กำลังฉีกกระชากหัวใจของนางออกเป็ชิ้นๆ
ลู่ชิงเหยียนเงยหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาไร้เสียงสะอื้นขึ้นมองผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า... ภาพที่เห็นทำให้ดวงิญญาของนางสั่นสะท้านด้วยความร้าวราน คนที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ก้มมองนางลงมาราวกับมดปลวกที่ไร้ค่า ไม่ใช่จอมมารจากขุมนรก ไม่ใช่ศัตรูผู้รุกรานจากต่างแดน แต่เป็คนสองคนที่นางรักและไว้ใจที่สุดในชีวิต
คนหนึ่ง... คือชายหนุ่มรูปงามสง่า ผู้ที่นางเคยมอบหัวใจดวงนี้ให้ ทั้งความรัก ความภักดี และความเชื่อใจ นางเคยแบ่งปันอำนาจครึ่งหนึ่งแห่งแดนเทพให้เขา เพื่อหวังจะได้เคียงคู่กันตราบชั่วนิรันดร์ เขายืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น แววตาที่เคยอบอุ่นบัดนี้ว่างเปล่าและเ็าประดุจน้ำแข็ง
อีกคนหนึ่ง... คือหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามคล้ายคลึงกับนางราวกับพิมพ์เดียว พี่สาวร่วมสายเืที่นางเคยสัญญาว่าจะปกป้องด้วยชีวิต ผู้ที่นางแบ่งปันสุขและทุกข์มาั้แ่ครั้งยังเป็เพียงเซียนน้อย
การทรยศ ... คำคำนี้ดังก้องอยู่ในหัวของลู่ชิงเหยียน มันเ็ปยิ่งกว่าคมดาบใดๆ
“ทำไม...” ลู่ชิงเหยียนเค้นเสียงที่แหบพร่าออกมาจากลำคอที่ตีบตัน “ข้าทำสิ่งใดผิดต่อพวกเ้า...”
หญิงสาวผู้เป็พี่สาวย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ในมือเรียวงามนั้นถือ กระบี่พิฆาตเทพ ซึ่งเป็ศาสตราวุธประจำกายของลู่ชิงเหยียนเอง ปลายกระบี่ที่ส่องประกายสังหารจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของราชินีผู้ตกอับ
“น้องลู่ชิง... อย่าโทษพี่เลยนะ” เสียงนั้นช่างหวานหยดและอ่อนโยน ราวกับพี่สาวที่กำลังปลอบประโลมน้องน้อย ไม่ใช่คำพูดของเพชฌฆาตที่กำลังจะลงทัณฑ์ แต่มันกลับทำให้ลู่ชิงเหยียนรู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียน
นางมองลึกลงไปในดวงตาของพี่สาว พยายามค้นหาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่อาจหลงเหลืออยู่ แต่สิ่งที่พบมีเพียงความโลภและความริษยาที่อัดอั้นมานานปี
“ตำแหน่งราชินีเทพ... มันสูงส่งเกินไปสำหรับน้องหญิงผู้ยึดติดกับกฎเกณฑ์คร่ำครึ” พี่สาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางที่มุมปาก แต่ดวงตากลับไม่มีแววยิ้มแม้แต่น้อย “มันควรเป็ของคนที่เหมาะสมกว่านี้... คนที่รู้วิธีจะใช้มันเพื่อ พวกเรา อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อกฎเกณฑ์ที่ไร้หัวใจเ่าั้... จริงหรือไม่ ท่านพี่?”
นางหันไปขอความเห็นจากชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชายผู้นั้นเพียงพยักหน้าช้าๆ โดยไม่สบตากับลู่ชิงเหยียนแม้แต่น้อย
วินาทีนั้น โลกทั้งใบของลู่ชิงเหยียนพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ ความรัก ความเชื่อใจ ความผูกพันนับหมื่นปี... ทั้งหมดคือเื่โกหก ทั้งหมดคือละครฉากใหญ่ที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อรอวันโค่นล้มนาง
“เพื่อพวกเ้า... งั้นหรือ?” ลู่ชิงเหยียนทวนคำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ในที่สุด... ความยุติธรรมที่ข้ารักษามาตลอด มันกลับไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าความโลภของคนใกล้ตัวอย่างพวกเ้า”
พี่สาวถอนหายใจแ่เบา ราวกับกำลังสงสารน้องสาวที่โง่เขลา “เ้าเข้าใจได้ก็ดีแล้ว... หลับให้สบายเถิดนะ น้องพี่”
ฉัวะ!
สิ้นเสียงหวาน กระบี่พิฆาตเทพในมือก็แทงทะลุอกซ้ายของลู่ชิงเหยียนอย่างแม่นยำ ตัดขั้วหัวใจเทพและทำลายแก่นิญญาในคราเดียว!
ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย โลหิตเทพสีทองสาดกระจายพุ่งออกมาจากาแ ย้อมชุดสีขาวและใบหน้าของพี่สาวจนเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแห่งความตาย
ทว่า... ลู่ชิงเหยียนกลับไม่ได้กรีดร้อง นางเงยหน้าขึ้นมองฟ้าที่กำลังแตกสลาย ริมฝีปากที่เปื้อนเืค่อยๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้ม... เป็รอยยิ้มที่ดูบิดเบี้ยวและน่าเวทนายิ่งนัก
“หึ... หึหึ...” เสียงหัวเราะแ่เบาหลุดออกมาจากลำคอ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะแห่งความสุข แต่เป็เสียงหัวเราะเยาะเย้ยให้กับโชคชะตา เยาะเย้ยความโง่เขลาของตนเองที่มองคนชั่วเหล่านี้ไม่ออก
“์นั้นยุติธรรม...” นางพึมพำ น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินลงมาผสมกับเืสีทอง “ข้าต่างหากที่โง่เขลาเอง... ที่หลงคิดว่าความดีจะชนะทุกสิ่ง”
ดวงตาที่เคยสงบนิ่งประดุจน้ำในสระ์ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ความเศร้าโศกเสียใจถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบลึกสุดหยั่งถึง มันคือความแค้นที่ก่อตัวขึ้นจากก้นบึ้งของิญญาที่กำลังแตกสลาย
พี่สาวถอนกระบี่ออกอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะพยักหน้าให้ชายคนรัก ทั้งสองร่วมมือกันผลักร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของราชินีเทพให้ร่วงหล่นลงสู่ห้วงมิติเบื้องล่างที่กำลังบิดเบี้ยวและฉีกขาด พร้อมกับโยนทิ้งกระบี่ตามร่างของนางลงไป
ร่างลู่ชิงเหยียนร่วงดิ่งลงสู่ความมืดมิดแห่งกาลเวลา สายลมแห่งการทำลายล้างกรีดแทงิัของนางจนเป็แผลเหวอะหวะ ก่อนที่สติสัมปชัญญะสุดท้ายจะดับวูบลง นางรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ไม่ใช่เพื่อร้องขอชีวิต แต่เพื่อจารึกคำสาบานลงบนกฎแห่งกรรม
คำสาบานนั้นไม่ได้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วสามโลก แต่มันลึกซึ้ง หนักหน่วง และเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตที่์ยังต้องสะพรึงกลัว...
“หากข้ามีโอกาสกลับมาอีกครั้ง... ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินที่กำลังล่มสลายนี้... ข้าจะทวงคืนทุกอย่าง... และข้าจะเป็ผู้เขียนกฎเกณฑ์ใหม่ ด้วยเืของพวกเ้าทุกคน!”
นั่นคือจิตสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะมืดดับไป!
