การที่มู่อวิ๋นจิ่นมายังหอมุกดานั้นก็เป็เื่ที่เหนือความคาดหมายพออยู่แล้ว เดิมทีนางแค่คิดที่จะประชันฝีปาก พูดจาถากถางมู่หลิงจูเท่านั้น แต่ที่ไหนได้กลับได้วิธีใหม่มาจัดการสองแม่ลูกคู่นี้เสียนี่
ทว่า นางเองก็มีข้อกังขาอยู่เล็กน้อย ว่าตัวนางนั้นเป็ลูกแท้ๆ ของซูปี้ชิงจริงๆ หรือไม่?
ว่ากันว่าเสือถึงจะร้ายเพียงใดก็ไม่กินลูกตัวเอง1 แต่สิ่งที่ซูปี้ชิงคิดจะลงมือทำในวันนี้ มันเป็สิ่งที่คนเป็แม่ควรจะกระทำกับเืเนื้อเชื้อไขของตัวเองอย่างนั้นหรือ
เื่นี้ข้าจะต้องสืบหาความจริงให้ได้ในภายหลัง
ระหว่างทางกลับไปยังเรือนมวลบุปผา มู่อวิ๋นจิ่นได้พบเจอกับบ่าวรับใช้หลายคน ต่างก็พากันรวมกลุ่มกระซิบกระซาบ แต่ด้วยความสามารถในการได้ยินของมู่อวิ๋นจิ่นนั้นถือว่าดีเยี่ยมกว่ายิ่งนัก ทำให้นางได้ยินเข้ากับอะไรบางอย่าง...
“ได้ยินมาว่า คุณชายรองาเ็หนัก คงหายเป็ปกติยากเสียแล้ว”
“จริงหรือ? จู่ๆ ก็หนักหนาขนาดนั้นได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นผู้สืบสกุลมู่ก็คงถึงคราวหมดสิ้นเสียแล้ว หรือจะเป็คุณชายใหญ่แทน?”
“เลิกพูดเถิด ทุกวันนี้ฮูหยินรองก็เศร้าโศกมามากพอแล้ว นายท่านโกรธราวกับจะฆ่าคนให้ได้อย่างนั้นแหละ เพียงแค่ไม่รู้ว่าใครเป็ตัวต้นเหตุที่แท้จริง”
“เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดาย ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะมีคนมุ่งร้ายสกุลมู่แล้วจริงๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่อวิ๋นจิ่นก็กระตุกมุมปากแสยะยิ้มอ่อน ก่อนจะรีบสาวเท้ากลับไปยังเรือนมวลบุปผาอย่างรวดเร็ว
จื่อเซียงเมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นกลับมาอย่างกระทันหัน ก็เอ่ยถามออกมา “คุณหนู ก่อนหน้านี้คุณหนูรีบออกไป ถึงขนาดว่ายังไม่ได้ทานอะไรด้วยซ้ำ ตอนนี้คงจะหิวแล้วหรือไม่เ้าค่ะ?”
“หือ? ทำไมเ้าถึงไม่คิดว่าข้าไปถึงหอมุกดาแล้วจะได้กินอะไรแล้วบ้างเล่า?” มู่อวิ๋นจิ่นกระพริบตามองจื่อเซียงปริบ ๆ ระคนสงสัยเล็กน้อย
“คุณหนูเ้าคะ บ่าวนั้นอยู่กับคุณหนูมาั้แ่ยังเล็ก คุณหนูสี่กับฮูหยินปฏิบัติเช่นไรกับคุณหนูเหตุใดบ่าวจะไม่รู้ บ่าวรู้ดีแก่ใจเลยเ้าค่ะ” จื่อเซียงก้มศีรษะพลางพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่อวิ๋นจิ่นก็คลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเข้าห้องไป
บนโต๊ะด้านในห้อง มีชามโจ๊กเปล่าวางอยู่พร้อมกับอาหารอีกสองอย่าง มู่อวิ๋นจิ่นเหลือบสายตามองไปก็เห็นท้องฟ้ากำลังทอประกายแสงเหลืองทอง ก่อนจะมองกลับมาที่อาหารบนโต๊ะอีกครา
‘ดูเหมือนว่า แต่ละวันของบุตรีทั้งสามแห่งสกุลมู่นั้นจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ’
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มู่อวิ๋นจิ่นก็เอื้อมหยิบช้อนขึ้นมา ตักอาหารตรงหน้ากินไปอย่างเชื่องช้า
................................................
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าค่อยๆ ทอแสงรุ่งอรุณ มู่อวิ๋นจิ่นที่กำลังหลับสบาย ถูกจื่อเซียงปลุกให้ตื่น ด้วยเสียงแ่เบาที่ข้างหูว่า “คุณหนูเ้าคะ วันนี้ต้องเข้าวังไปเข้าเฝ้าฉินไท่เฟย จะดีกว่าถ้าไม่ไปสายนะเ้าคะ”
มู่อวิ๋นจิ่นปรือตาด้วยความง่วงเหงาหาวนอน แต่ถึงแม้นางจะง่วงเพียงไหน นางก็ยันตัวลุกขึ้นเพื่อไปเตรียมตัว และเริ่มแต่งตัวในทันที
“คุณหนู สวมชุดไหนดีเ้าคะ?” จื่อเซียงหยิบเอาชุดออกมาจากตู้เก็บสองชุด คลี่ยิ้มพลางมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่นหมายให้เลือก
มู่อวิ๋นจิ่นมองชุดในมือตรงหน้า ตกแต่งด้วยเชือกผ้ายาวและแต่งแต้มด้วยลวดลายทั้งสองชุด พลันคิ้วเรียวก็ขมวดแน่นก่อนจะส่ายหน้าไปมา นางลุกขึ้นยืนหยิบเอาชุดเรียบง่ายแต่ดูสง่างามออกมาชุดหนึ่ง
“คุณหนู วันนี้เข้าเฝ้าไท่เฟย สวมชุดเรียบง่ายเช่นนี้จะดีหรือเ้าค่ะ?” จื่อเซียงมองชุดสีเขียวสดใสที่มู่อวิ๋นจิ่นเลือกหยิบออกมาจากตู้ พลันรู้สึกฉงนเล็กน้อย
มู่อวิ๋นจิ่นทำหูทวนลม จัดการสวมใส่ชุดในมือพลางคลี่ยิ้มบาง “ไม่เป็ไรหรอก สวมชุดธรรมดานี่แหละ รีบไปจะดีกว่า”
“...” จื่อเซียงจวนจะสำลัก แม้จะอยากเอ่ยปากพูดต่อ ทว่าราวกับหาสิ่งใดมาหักล้างไม่ได้เสียอย่างนั้น จึงทำได้เพียงทำตามที่มู่อวิ๋นจิ่นว่าไว้ และจัดแจงผมเผ้าให้นางเพียงเท่านั้น
หลังจากทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย มู่อวิ๋นจิ่นก็พาจื่อเซียงออกไปยังโถงเพื่อจะได้ออกเดินทาง
ขณะเดินมาถึงยังโถง มู่อวิ๋นจิ่นก็เห็นว่ามู่หลิงจูยืนอยู่ก่อนแล้ว นางสวมชุดกระโปรงประดับประดาด้วยลวดลายดอกไม้สวยงามสีชมพูอ่อน แต่งแต้มด้วยความพิถีพิถัน ส่วนผมประดับด้วยปิ่นมุกหลายอันอย่างตั้งใจ
มู่หลิงจูสะดุดกับมู่อวิ๋นจิ่นในชุดแสนเรียบง่าย แววตาของนางเปี่ยมด้วยความดูถูกเหยียดหยามก่อนจะเหลือบมองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยหางตา จากนั้นก็แสร้งทำเป็ไม่แยแสราวกับว่ามองไม่เห็น
“คุณหนูสี่ จวนได้เวลาแล้วเ้าค่ะ ไปกันเถอะ”
ไม่นานนัก หญิงชราก็เดินออกมาที่ด้านหน้า กล่าวกับมู่หลิงจูอย่างสุภาพ กลับกันก็แสดงท่าทีเมินเฉยต่อมู่อวิ๋นจิ่น
มู่หลิงจูพยักหน้า ก่อนจะเดินไปยังประตูใหญ่ท่ามกลางสายตาของทุกคน
“คุณหนู ฉินไท่เฟยมาเชิญคุณหนูเองแท้ ๆ คุณหนูสี่ยังจะติดตามไปด้วย แล้วเหตุใดแขกกลับกลายมาเป็เหมือนคนที่ถูกเชิญโดยตรงแทนเสียแล้ว” จื่อเซียงมองคุณหนูที่ถูกทอดทิ้งของตัวเองด้วยแววตาสลดใจ
สายตามู่อวิ๋นจิ่นเลื่อนไปหยุดอยู่ที่แผ่นหลังของมู่หลิงจูที่เพิ่งเดินไป มุมปากกระตุกยิ้ม “เ้าพูดถูก นางแค่ติดสอยห้อยตามไปก็เท่านั้น”
พูดจบก็เดินมุ่งไปยังประตูใหญ่
ด้านนอกจวน รถม้าทำด้วยไม้จันทร์สีแดงสง่างามราคาแพงจอดอยู่คันหนึ่ง หญิงชราประคองมู่หลิงจูขึ้นไปบนรถม้า หลังจากนั่งบนรถม้าแล้วก็ราวกับว่าหญิงชราไม่ได้สังเกตเห็นมู่อวิ๋นจิ่น นางเมินเฉยพลางกล่าว “ไปกันเถอะ”
คนขับได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ มือกระตุกบังเหียน ขณะที่กำลังจะเคลื่อนรถก็มีเสียงะโดังตามหลังมา “รอก่อน คุณหนูสามยังไม่ขึ้นรถม้าเลย!”
จื่อเซียงรีบหยุดคนขับรถม้าเอาไว้
หญิงชราเมื่อได้ยินก็แสยะยิ้ม เหลือบหางตามองไปที่มู่อวิ๋นจิ่น “จริงด้วย ข้าคงจะแก่เกินไปหน่อย สมองเลอะเลือน ลืมไปว่าไท่เฟยเชิญคุณหนูสามด้วย”
“พี่สามยังไม่ได้ขึ้นรถม้าหรือเป็เพราะความสะเพร่าของป้าหลี่เลยนะ ลืมได้อย่างไรว่าฉินไท่เฟยก็เชิญพี่สามด้วย” มู่หลิงจูที่นั่งอยู่บนรถม้าเอื้อมมือเปิดม่าน ก่อนจะคลี่ยิ้มพูดด้วยความเย้ยหยันกับป้าหลี่
“นั่นสินะเ้าคะ คุณหนูสี่พูดถูก ข้าคงจะแก่แล้วทำให้ความจำเลอะเลือน ทว่าก่อนหน้านี้ คุณหนูสามไม่เคยได้นั่งรถม้าของจวนเลยสักครั้ง ทำให้ครั้งนี้ข้าถึงได้ไม่นึกถึงคุณหนูสามเลยเ้าค่ะ”
มู่หลิงจูได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ใช่ ป้าหลี่พูดก็ถูก หวังว่าท่านพี่จะไม่ถือสาโกรธป้าหลี่นะเ้าคะ”
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินนายบ่าวพูดจาเข้ากันอย่างไหลรื่นก็อดแสยะยิ้มไม่ได้ ในแววตาของนางก็ประกายแสงวาววับขึ้นมา
คู่นายบ่าวงูพิษคู่นี้ ถ้าหากไม่สั่งสอนให้สาสม ก็คงขัดกับนิสัยที่แท้จริงของนางเกินไปแล้ว
“จื่อเซียง ตอนนี้กี่ยามแล้วงั้นหรือ?” มู่อวิ๋นจิ่นเปิดปากถาม พลางมองไปที่จื่อเซียง
จื่อเซียงมีท่าทีงกๆ เงิ่นๆ ก่อนจะตอบ “ผ่านจากยามเฉินมาไม่นาน ยังไม่ถึงเวลาน้ำชาเ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้าก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังป้าหลี่ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงระคนไม่พอใจเล็กน้อย “ฉินไท่เฟยรับสั่งให้ข้าและน้องสี่ไปพบยามเฉิน แย่แล้ว เช่นนี้คงไปไม่ทันแน่ๆ เ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าหากข้าและน้องสี่ไปช้าอาจจะถูกไท่เฟยตำหนิเอาได้!”
“คุณหนูสาม คือว่า...” ป้าหลี่ไม่ต่อปากต่อคำกับมู่อวิ๋นจิ่นเพราะไม่รู้จะใช้ไม้ไหน ทว่าความเยือกเย็นที่ฉายผ่านแววตาของมู่อวิ๋นจิ่นกลับทำให้นางใจสั่น
“ข้าจำได้ว่าท่านพ่อเคยบอกว่า หากทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษ ครั้งนี้เ้าทำให้ข้าและน้องสี่ต้องไปช้า เช่นนั้นเ้าต้องได้รับการลงโทษด้วยการให้ข้าตีเ้าสิบที” มู่อวิ๋นจิ่นพูดจบก็ไม่รีรอให้ป้าหลี่ได้ตอบอะไร ฝ่ามือยกขึ้นมา ก่อนฟาดลงไปบนใบหน้าของป้าหลี่เต็มแรงหนึ่งที
มันแรงเสียจนทำให้ป้าหลี่จวนจะทรงตัวไม่อยู่ เซล้มลงไปกองที่พื้นอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกมึนงงจนตาพร่าเลือนมองไม่ชัด นางตกตะลึงอย่างมากเพราะไม่เคยถูกมู่อวิ๋นจิ่นกระทำเช่นนี้มาก่อน
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นกำลังจะเงื้อมือตบครั้งที่สอง ป้าหลี่ก็ใมากจนถอยหลัง “คุณหนูสามเ้าคะ ข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะ ท่านรีบไปเถิดเดี๋ยวจะช้าไปไม่ทันนะเ้าคะ”
“ข้ากลับมาเมื่อไรค่อยมาจัดการกับเ้าทีหลัง หากวันนี้ฉินไท่เฟยลงโทษข้าและน้องสี่ ข้าจะกลับมาตีเ้าให้ตาย!”
พูดจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็ขึ้นรถม้าไป
ป้าหลี่นั่งอยู่ที่พื้น เมื่อเห็นมู่อวิ๋นจิ่นขึ้นรถม้าไปแล้วก็สบถออกมา “นังเด็กเหลือขอ พูดจาหยาบคาย ไม่ได้มีวาจาอ่อนหวานเหมือนคุณหนูสี่เลยสักนิด!”
บนรถม้า มู่หลิงจูเอนตัวพิงเข้ากับผนัง คิ้วเรียวขมวดแน่นและยังไม่มีทีท่าว่าหยุดนวดขมับของตัวเอง
การประชันฝีปากเมื่อครู่ของมู่อวิ๋นจิ่นและป้าหลี่ที่หน้าประตูใหญ่ มันยังคงอยู่ในหัวของนางจนตอนนี้ ทำให้การนั่งอยู่กับมู่อวิ๋นจิ่นเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก
มู่อวิ๋นจิ่นพิงผนังรถม้าอีกด้าน เลื่อนสายตาสำรวจมู่หลิงจูก่อนจะสะดุดกับร่องรอยแผลบนในหน้าของนาง อดคิดไม่ได้ว่าองค์ชายหกที่ว่านี้จะเป็คนอย่างไร
เขาจะเป็คนอย่างไรกันนะ ที่แม้ว่ามู่หลิงจูจะมีแผลบนหน้าเช่นนี้ก็ยังอยากจะเข้าวังไปพบให้ได้
“มู่อวิ๋นจิ่น เ้าจำไว้นะว่าเมื่อเข้าวังไปแล้ว เ้าต้องสำรวมวาจาของเ้าเอาไว้บ้าง เข้าใจหรือไม่?” มู่หลิงจูเอ่ยปากออกมา ไม่แม้แต่จะหันมามองหน้ามู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วขึ้น แสร้งทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ทำไมล่ะ?”
“สงบปากสงบคำไว้ก็พอ อย่าทำให้สกุลมู่ของเราต้องเสียหน้า ไม่อย่างนั้นกลับไป ท่านพ่อท่านแม่จะต้องจัดการกับเ้าแน่” มู่หลิงจูกล่าว
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้าแ่เบาพลางยิ้มตอบ “พูดถึงท่านแม่ เมื่อวานนี้นางเป็อย่างไรบ้าง?”
“หุบปาก!” มู่หลิงจูจ้องมู่อวิ๋นจิ่นเขม็ง ก่อนจะเบือนหน้านี้เพิกเฉยต่อมู่อวิ๋นจิ่นอีกครา
มู่อวิ๋นจิ่นเม้มริมฝีปากแน่น นางอยากจะแค่นเสียงหัวเราะออกมาแต่อดกลั้นเอาไว้
และพบว่าการแสร้งทำสีหน้าโง่เขลาต่อไป เช่นนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน
ไม่นานนัก รถม้าก็เดินทางมาจนถึงหน้าประตูวัง ก่อนจะเห็นว่ามีรถม้าอีกสองคันจอดอยู่เช่นเดียวกัน หญิงสาวสองคนแยกกันเดินลงมาจากรถม้า ดูจากเสื้อผ้าการแต่งตัวแล้วคงจะเป็หญิงสูงศักดิ์จากตระกูลขุนนางชั้นสูง
“ท่านพี่ซาง ท่านพี่ฮั่น...” มู่หลิงจูดูเหมือนจะรู้จักกับหญิงสาวทั้งสอง เมื่อมาถึงก็เอ่ยทักทายทันที
หญิงสาวทั้งสองเมื่อเห็นมู่หลิงจูก็ค่อยๆ หันมาแล้วเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม “น้องหลิงจู ไม่ได้เจอกันนานเลย วันนี้คงถูกฉินไท่เฟยรับสั่งให้เข้าเฝ้าสินะ?”
มู่หลิงจูพยักหน้า
ทั้งสามคนก็กล่าวทักทายกันอย่างสนิทสนม ก่อนจะเดินเข้าวังไป
ขณะเดียวกันที่หน้าประตูวัง ฉินไท่เฟยได้จัดคนมาต้อนรับเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นแขกมาถึงก็กล่าวอย่างสุภาพ “คุณหนู ฉินไท่เฟยได้จัดเตรียมงานต้อนรับที่ตำหนักดอกเหมยแล้ว เรียนเชิญขอรับ”
เมื่อพูดจบ ทุกคนก็เดินตามคนผู้นั้นเข้าไปในวัง
มู่อวิ๋นจิ่นเดินรั้งท้ายที่สุด มองดูการแสดงอันจอมปลอมของหญิงสาวทั้งสามเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน อดไม่ได้ที่จะชะลอฝีเท้าเดินช้าลงเรื่อย ๆ
ผู้คนที่อยู่ด้านหน้าไม่ได้ชะลอฝีเท้าเช่นมู่อวิ๋นจิ่น ทำให้ระยะห่างค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
มู่อวิ๋นจิ่นเองก็ไม่ได้อยากจะรีบตามไป ฉะนั้นนางจึงเดินรั้งท้ายไปอย่างไม่เร่งรีบ ค่อยๆ ชื่นชมบรรยากาศโดยรอบและสำรวจวังแห่งนี้อย่างช้า ๆ
ขณะที่สายตาของมู่อวิ๋นจิ่นเหลือบไปยังกำแพงของพระราชวัง ก็สะดุดเข้ากับเงาตะคุ่มที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันรวดเร็วว่องไว้เสียจนมู่อวิ๋นจิ่นคิดว่าหากนางไม่ได้ผ่านการฝึกฝนมา ก็อาจจะคิดว่าเป็ภาพหลอนที่ตัวเองสร้างขึ้นมาก็เป็ได้
เมื่อเห็นเช่นนั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของมู่อวิ๋นจิ่น นางจึงมองไปที่กลุ่มคนที่เดินนำไปไกล ก่อนจะหลบและวิ่งไปในทิศทางที่เงานั้นหายเข้าไปทันที
วิ่งไปครู่หนึ่ง มู่อวิ๋นจิ่นก็หยุดที่ตรงทางเข้าตำหนักเก่า ๆ แห่งหนึ่ง นางมองไปรอบทิศก่อนจะพบว่าไม่มีวี่แววของเงาดำนั้นแล้ว
ขณะที่กำลังจะจากไป หูของนางก็ได้ยินอะไรบางอย่าง เสียงแ่เบาคลุมเครือลอยออกมาจากด้านในตำหนักแห่งนั้น...
………………………………………………………………………..........................................
[1]สำนวนเสือถึงร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง หมายถึง คนเราไม่ว่าเหี้ยมโหดแค่ไหนก็ไม่ทำร้ายลูกของตนเอง