ตงหยางค่อย ๆ สอนให้ิเยว่ทำตามขั้นตอนของเคล็ดวิชาโดยละเอียด ก่อนจะปล่อยให้ิเยว่รวบรวมพลังิญญาเพื่อฝึกตามลำพังอีกสักระยะ โดยคอยยืนมองอยู่ห่าง ๆ และคอยชี้แนะนางในทุกวัน วันเวลาผ่านพ้นไปนานนับเดือนกว่านางจะรวบรวมพลังิญญาให้เหมาะสมกับเคล็ดวิชานี้ได้ ในทุกวันิเยว่อยู่ในสายตาของเขาเสมอมา ความใกล้ชิดค่อย ๆ สนิทแนบขึ้น ไม่ว่าจะเป็รอยยิ้ม คำพูดหรือแม้แต่แววตาของนางทำให้ประมุขตงหยางรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ่อยครั้ง ทว่าด้วยหน้าที่อันใหญ่หลวงรอเขาอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มจึงหักห้ามใจแล้วตั้งใจฝึกฝนนางต่อด้วยความตั้งมั่น
วันเวลาผ่านไปตงหยางใช้พลังิญญาขั้นหกของเขาสำรวจพลังิญญาของนาง พบว่ามีมวลสีขาวละเอียดเกิดขึ้น จึงตัดสินใจเอื้อมไปจับมือนางแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เ้าไม่ต้องลืมตา นำพลังิญญาของเ้าไปที่กลางกาย แล้วค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาดูจิต ดูความคิดของข้า” สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ิเยว่รับรู้ถึงมือเขาที่ััอยู่ตลอดเวลา นางจึงบังคับพลังิญญาเคลื่อนเข้ามาดูจิตเขาอย่างช้า ๆ
“จิตของประมุขตงหยางมืดมิด”
“เข้าไปอีก” วาจาของเขาเอ่ยเตือน ทำให้ิเยว่ตัดสินใจเคลื่อนพลังลึกเข้าไป ก่อนจะพบกับความสว่างไสว แสดงเป็ภาพเด็กชายตัวเล็กที่วิ่งเล่นกับฝาแฝดของเขาที่หน้าตาเหมือนกันจนแทบแยกไม่ออก
“ตงหยาง ข้ารู้ว่าเ้าชอบกินผลท้อ ข้าเก็บมาให้เ้ามากมายเชียวแหละ” เสียงใสของตงฟางพูดขึ้น พร้อมยื่นผลท้อให้ตงหยางด้วยความห่วงใย ก่อนภาพจะเปลี่ยนแปลงไป เห็นตงหยางถูกท่านพ่อทำโทษอย่างหนัก ตงฟางในฐานะพี่ชายรีบวิ่งเข้าปกป้อง อ้อนวอนขอร้องบิดายกโทษให้ตงหยาง แล้วขอรับโทษแทนเขาทั้งหมด ประมุขเผ่ามารเวลานั้นจำต้องลงโทษพี่น้องคู่กัน ด้วยการเฆี่ยนตีอย่างหนัก ซึ่งตงฟางยอมเจ็บตัวไปพร้อมกับตงหยางด้วยความเต็มใจ สายตาของตงฟางที่มองมายังตงหยางเต็มเปี่ยมไปด้วยห่วงใย และรักอย่างไม่มีข้อแม้
“เ้าเป็น้องชายของข้า โตขึ้นข้าจะดูแลเ้า จะไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายเ้าอย่างเด็ดขาด” ตงฟางดึงร่างของน้องชายเข้าสวมกอดด้วยความรัก ทั้งสองเติบโตคู่กัน พร้อมกับความรักและความหวังดีเสมอมา
ทว่าภาพการต่อสู้ระหว่างพี่น้องก็เกิดขึ้น เปลวไฟมากมายมหาศาลร่วงหล่นจากฟากฟ้า เหล่าสรรพชีวิตล้วนหนีตาย อลม่าน
“เ้าอย่าคิด ว่าที่ผ่านมาข้ารักและตามใจเ้าทุกอย่าง แล้วเ้าจะขัดขวางข้าได้ เผ่ามารของเราไม่ควรอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใด ข้าจะทำให้เผ่ามารได้ขึ้นเป็ใหญ่” สิ้นเสียงของตงฟาง การต่อสู้ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ่เวลาเดียวกันิเยว่รับรู้ได้ถึงความเ็ปอย่างสาหัสภายในจิตใจของตงหยาง ขณะที่สู้ต่อกับพี่ชายฝาแฝด จิตใจของเขาแบกรับความเ็ปไว้ตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนที่ตัดสินใจกักขังตงฟางไว้ให้เขาหมดอิสรภาพ
ภาพเ่าั้หวนกลับมาให้ิเยว่ได้เห็น ตงหยางยืนมองป้ายบรรพชนด้วยความรู้สึกผิดตลอดเวลา นางรับรู้ความเ็ปที่มีในใจของตงหยาง แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพร้อมน้ำตาที่รินไหลอาบสองแก้ม
“เคล็ดวิชานี้ไม่ดีเลย” นางพูดพลางรีบเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนประมุขตงหยางจะปล่อยยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น
“เ้าเก่งมาก ในที่สุดเ้าก็สามารถฝึกเคล็ดวิชานี้ได้สำเร็จ” เขาพูดพร้อมเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนนางจะหันกลับมายังชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้า
“ท่านเอื้อมมือมาอีกครั้งจะได้หรือไม่” ตงหยางยื่นมือให้นางจับแต่โดยดี ิเยว่ใช้พลังเคลื่อนเข้าไปยังความคิดปัจจุบัน เพื่ออ่านใจอีกฝ่าย ก่อนจะพบกับความว่างเปล่าที่มีเพียงม่านสีขาวปกคลุมอยู่
“จิตใจปัจจุบันของเขา มีเพียงม่านสีขาวปกคลุมอยู่” ิเยว่ตัดสินใจเดินเข้าไป ก่อนจะเห็นภาพจุดมุ่งหมายของเขาปรากฏเป็ภาพอีกครั้ง นั่นคือการคือหยุดยั้งไม่ให้ตงฟางกลับมาทำลายสรรพชีวิตได้อีก และคนที่ต่อสู้เคียงข้างเขาคือนางที่สำเร็จพลังิญญาขั้นห้าแล้ว ิเยว่ชะงักนิ่งพลันหวนคิดอย่างเงียบ ๆ
“ความคิดของประมุขตงหยางคือการฝึกฝนให้ข้าสามารถต่อสู้เคียงข้างเขาเพื่อหยุดยั้งอำนาจของตงฟาง ข้อนั้นข้ารู้แล้ว ทว่าสายตาของเขาที่มองข้า ว่างเปล่ามิได้เสน่หาในตัวข้าแม้แต่น้อย” หญิงสาวรับรู้ความคิดของประมุขตงหยาง แล้วค่อย ๆ ถอยพลังกลับเข้าสู่กาย ก่อนจะลืมตาขึ้น ทอดสายตามองชายหนุ่มพร้อมรอยยิ้มที่แฝงด้วยความผิดหวัง
“ข้าจะพยายามฝึกฝนให้มาก เพื่อจะได้ต่อสู้เคียงข้างกับท่าน” ิเยว่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนเขายิ้มแล้วพูดขึ้น
“ข้าจะรอวันนั้น” หญิงสาวพยักหน้ารับ ก่อนตงหยางจะหันไปฝึกพลังิญญาที่เหลือให้นางต่อ พร้อมแสงสว่างวาบจะลอดออกจากห้องบำเพ็ญเพียรเป็ระยะ
“ิเยว่...หากข้าไม่เห็นว่าภายหน้า เ้าจะเป็ผู้กำจัดตงฟาง ก็อย่าหวังว่าเ้าจะได้ใกล้ชิดกับท่านพี่ตงหยางของข้าถึงเพียงนี้ เมื่อใดที่ตงฟางถูกกำจัดแล้ว เ้าก็จะเป็รายต่อไป” ไป่เอ๋อทอดสายตาไปยังแสงสว่างวาบที่เล็ดลอดออกมาด้วยความริษยา
