ในเวลาเดียวกันนั้นสถานการณ์้าสำหรับทางฝั่งมนุษย์กำลังเข้าขั้นวิกฤต เมื่อเผ่ามารสกุลโม่ได้ส่งกองกำลังออกไปไล่ล่ากลุ่มของมนุษย์ที่แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางที่กำลังค้นหาทางออก
เนื่องจากพวกเขามีข้อกำหนดร่วมกันว่าเมื่อผู้ใดพบทางออกจะติดต่อผ่านยันต์สื่อสารที่เพิ่งจะแจกจ่ายให้แก่กันและกันโดยทันที
โดยที่เผ่ามนุษย์ทั้งหมดแยกย้ายกันไปอย่างละคนเพื่อให้การค้นหาทางออกเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด
แต่โชคไม่ดีที่ฉินเหวินเทียนได้รับรายงานก่อนที่พวกเขาจะไปที่ไหนได้ไกล ดังนั้นเผ่ามารสกุลโม่จึงได้แบ่งกลุ่มออกไปเพื่อจับตัวมนุษย์กลับคืนมากักขังไว้เฉกเช่นเดิม
โดยที่ในเวลาต่อมามีเผ่ามนุษย์ที่ถูกจับกุมกว่า 6 คนแล้ว ซึ่งผู้ที่ยังหลบหนีได้ในเวลานี้มีเพียงแค่เยาวชนจากตระกูลโบราณไม่กี่คน รวมถึงจูเก่อหลิงเอ๋อร์เท่านั้น
จากนั้นฉินเหวินเทียนก็ออกคำสั่งไล่ล่าเพื่อจับตัวเผ่ามนุษย์มาเพื่อเป็พิธีกรรมบูชายัญและย้ายร่างสิงสู่อย่างที่มันตั้งเป้าไว้
ในดินแดนแห่งนี้เผ่ามารจะมีความแข็งแกร่งเท่าทวีคูณ จะกล่าวได้ว่าในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เผ่ามารนั้นแทบจะไร้เทียมทาน!
แต่กลับกันหากเผ่ามารออกจากดินแดนใต้พิภพและอยู่ภายใต้แสงสุริยันของโลกมนุษย์ พลังปราณแห่งความมืดของพวกมันถูกบั่นทอนความแข็งแกร่งอันเนื่องมาจากพลังปราณแห่งธรรมชาติของทวีปเทียนหลางที่อยู่ขั้วตรงข้ามกันกับสภาพแวดล้อมของดินแดนใต้พิภพ
นั่นหมายความว่าหากเผ่ามารออกจากดินแดนแห่งนี้พวกมันจะอ่อนแอจนถึงขั้นอ่อนแอกว่าระดับเ้าเมืองด้วยซ้ำ!
นั่นเป็เหตุผลที่โม่เฉิง้าจะสิงสู่ร่างของเผ่ามนุษย์ เพราะเผ่ามนุษย์สามารถเดินเหินใต้แสงสุริยันได้อย่างไม่มีผลกระทบ และนั่นเผ่ามารอย่างพวกมันจะไม่อ่อนแอลงซ้ำแล้วยังสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้โดยใช้ร่างกายของเผ่ามนุษย์เป็สื่อกลาง...
.
.
.
~ สถานที่แห่งหนึ่งในดินแดนใต้พิภพ ~
เสียงปะทะกังวานของศาสตราวุธสั่นพ้องต้องกันในลานกว้างแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งมีร่างสีขาวของหญิงสาวกำลังร่ายรำกระบี่ด้วยท่วงงดงามดุจหงส์
ใจกลางร่างสีขาวมีร่างกลุ่มคนห้าคนในชุดคลุมสีดำที่กำลังพุ่งทะยานเข้าไปโจมตีร่างสีขาวนั้นด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด หากแต่พวกมันกลับมีสีหน้าตกตะลึงยิ่งกว่าเมื่อหญิงสาวกลับเบี่ยงตัวและหลบหลีกการจู่โจมจากคนทั้งห้าไปอย่างง่ายดาย!
เมื่อถอยร่นออกมาตั้งหลัก ชายชุดดำหนึ่งในนั้นขมวดคิ้วด้วยเสียงบ่นพึมพำ "แม่นางผู้นี้ไม่สามารถใช้พลังปราณได้มิใช่หรอกหรือ? เหตุใดผลลัพธ์จึงเป็เช่นนี้?"
เสียงตอบกลับจากชายชราข้างกายก็ดังขึ้น "ข้าเองก็ไม่ทราบ ราวกับว่านางสามารถอ่านการเคลื่อนไหวของพวกเราได้อย่างไรอย่างนั้น"
ก่อนที่ชายร่างบึกบึนที่อยู่ในระนาบเดียวกับแสดงความคิดเห็นด้วยคิ้วที่ขมวด "มิใช่แค่นั้น แต่ทุกๆครั้งเหมือนกับว่านางพยายามจะจู่โจมที่าแเก่าของพวกเราด้วยซ้ำ"
"นางมีตาทิพย์หรือไม่?" หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นในลักษณะแสดงความเห็น
ในระหว่างกลุ่มคนทั้งห้ากำลังประชุมและหารือ หญิงสาวที่มีสีหน้าเ็าราวกับูเาน้ำแข็งก็ค่อยๆยกกระบี่หยกขึ้นอย่างช้าๆพร้อมกันกับตั้งท่ากำลังจะพุ่งทะยาน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางคือจูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่ได้หลบหนีออกมาจากคุกใต้พิภพหลังจากได้รับเหล็กที่สามารถสะเดาะกุญแจออกได้
แม้นว่าจะยังงงงวยว่าเหล็กชิ้นนั้นมาปรากฏขึ้นในห้องขังได้อย่างไร แต่ด้วยสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดนางจึงเป็ผู้นำในการหาทางหลบหนีได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่มีผู้ใดตระหนักได้เลยว่านางได้หนีไปเมื่อใดและหนีไปได้อย่างไร ราวกับนางสามารถมองผ่านชั้นหินหรือทุกสถานที่ได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น
และบัดนี้สิ่งที่แตกต่างออกไปคือดวงตาสีดำดุจหมึกกลับถูกแทนที่ด้วยสีทองส่องประกายจางๆที่ยากจะสังเกตเห็น
ทันใดนั้นกระบี่หยกก็หยุดลงในระยะระดับหน้าอก จูเก่อหลิงเอ๋อร์ย่นเท้าไปด้านหลังพร้อมทั้งดีดตัวพุ่งทะยานไปยังเผ่ามารทั้งห้าอย่างไม่เกรงกลัว!
"ระวัง!"
ชายร่างบึกบึนคำรามเสียงดัง ในเวลาเดียวกันนั้นมันก็รีดเค้นปราณสีดำทมึนมาไว้กลางฝ่ามือก่อนจะพุ่งทะยานสวนทางไปหานางด้วยการจู่โจมในระยะประชิด
ในวินาทีนั้นเหล่าคนชุดดำทั้งสี่ที่เหลือก็พุ่งทะยานเข้าหาจูเก่อหลิงเอ๋อร์อย่างพร้อมเพรียง ราวกับว่าหากพวกมันใช้จังหวะเดียวกันในการจู่โจม นางคงไม่มีวันป้องกันการจู่โจมจากทั้งห้าคนได้ในคราวเดียวได้เป็แน่
แต่ทุกอย่างต้องกลับตาลปัตรเมื่อจูเก่อหลิงเอ๋อร์พึมพำเบาๆพร้อมกับดวงตาที่ส่องแสงเจิดจรัส
"เคล็ดวิชามหาเทวะ—เนตรปฐมกาล!"
"พรึ่บ!"
ในเสี้ยววินาทีนั้นนางเอนตัวหลบในท่วงท่าพิลึกพิลั่นด้วยการขยับร่างกายเพียงอิริยาบถเดียว แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันคือไม่มีการจู่โจมใดสร้างรอยขีดข่วนให้แก่ร่างของนางได้แม้แต่น้อย!
"เป็ไปได้อย่างไร!?" คนชุดดำทั้งห้าอุทานอย่างตกตะลึง
แต่จู่ๆดวงตาสีทองของจูเก่อหลิงเอ๋อร์กลับคืนสู่สีดำน่าหลงใหลพร้อมกันกับกระบี่ที่กวัดแกว่งเป็แนวนอนด้วยการบีบด้ามจับอย่างแ่าราวกับว่านางได้ใช้พละกำลังไปทั้งหมดกับการฟาดฟันกระบี่ในครานี้
"ฉัวะ!"
จากนั้นก็พลันบังเกิดฉากที่น่าสยดสยองเมื่อหัวของคนทั้งห้าพุ่งสูงเสียดฟ้าพร้อมกันกับโลหิตสีดำที่กระฉูดนองอย่างน่าสะอิดสะเอียน!
ด้วยการกวัดแกว่งกระบี่เพียงคราเดียวกลับสามารถตัดหัวชายชุดดำทั้งห้าได้อย่างง่ายดาย!
แต่อย่าได้ลืมว่าขณะนี้นางไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวพลังปราณด้วยซ้ำ!
จูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่เห็นดังนั้นก็ถอยร่นกลับมาสิบก้าวเพื่อมิให้เสื้อผ้าชุดโปรดเปื้อนรอยโลหิต นางสะบัดข้อมือเพื่อสลัดเืออกจากกระบี่ ก่อนที่จะควงอย่างงดงามและเก็บคืนสู่ฝักด้วยสีหน้าสงบดุจน้ำนิ่ง
"แปะๆๆ"
แต่ไม่ทันที่นางจะได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก จู่ๆกลับมีเสียงปรบมือของคนผู้หนึ่งดังขึ้น ไกลจากระยะสายตาประมาณสิบลี้ ปรากฏร่างสีดำของฉินเหวินเทียนย่างกรายใกล้เข้ามาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มราวกับกำลังชมเชย "ดูเหมือนว่าในบรรดาเผ่ามนุษย์ทั้งหมด เ้านั้นแข็งแกร่งที่สุดอย่างแท้จริง"
แต่การแสดงออกทางสีหน้าของจูเก่อหลิงเอ๋อร์ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก นางชำเลืองมองด้วยหางตาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ฉินเหวินเทียน? ไม่สิ... จักรพรรดิมาร"
ฉินเหวินเทียนฉีกยิ้มกว้าง "ช่างน่ายินดีที่ได้ยินมนุษย์บางคนเรียกข้าเช่นนี้ ฮ่าๆๆๆ!"
จู่ๆมันเอามือทาบตรงหน้าอกของตนพร้อมกับส่ายหน้า "แม่นางน้อย ดูเหมือนว่าเ้าจะรู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้ดีพอสมควร"
คิ้วของจูเก่อหลิงเอ๋อร์ขมวดชนกัน "เ้าจะสื่ออะไร?"
ฉินเหวินเทียนไปยังนางก่อนจะเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย "ข้าชอบสตรีแข็งแกร่งเฉกเช่นเ้า หากเ้ายอมมาเป็นางบำเรอของข้าแต่โดยดี ข้าจะคืนร่างนี้กลับไปและปล่อยให้เด็กหนุ่มผู้นี้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ"
เมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเผ่ามารตรงหน้า สีหน้าของจูเก่อหลิงเอ๋อร์มิได้มีความตื่นตระหนก หากแต่ขยับมือขวาไปยังกระบี่อย่างช้าๆราวกับว่าหากเกิดอะไรขึ้น นางจะชักกระบี่ออกจากฝีกด้วยความเร็วปานสายฟ้าได้ทันที "โอ้? ขออภัยแต่ท่านพ่อของข้าได้เลือกสามีไว้ให้แล้ว เพราะฉะนั้นข้าขอปฏิเสธ"
แต่สีหน้าของฉินเหวินเทียนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงก่อนจะส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ "ดูเหมือนเ้าจะลืมไปแล้วว่าเ้าไม่มีอำนาจในการต่อรอง...และไม่มีอำนาจในการปฏิเสธ!"
"ซู่!"
จู่ๆกลางขม่อมของฉินเหวินเทียนพลันปรากฏอักขระ 吞 พร้อมกันกับมือขวาที่มันขดเป็กรงเล็บ ก่อนที่ตรงหน้าจะปรากฏให้เห็นช่องว่างมิติที่บิดเบี้ยวราวกับหลุมดำไร้ก้นบึ้งมาพร้อมกับแรงดึงดูดที่ฉุดกระชากร่างของจูเก่อหลิงเอ๋อร์ทิ้งรอยเท้าเป็ทางยาว!
โดยไม่รอช้าจูเก่อหลิงเอ๋อร์กระพริบตาหนึ่งคราก่อนที่ดวงตาจะส่องประกายด้วยแสงสีทองอีกครั้ง
แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือในดวงตาของนางในยามนี้เริ่มจะปรากฏรอยเส้นเืฝอยที่กำลังแตกพร่า
สีหน้าของฉินเหวินเทียนเริ่มที่จะเอาจริงเอาจังครั้นสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติ "หืม? เคล็ดวิชาที่ไม่ต้องพึ่งพาปราณงั้นรึ? ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่คิด"
ก่อนที่มันจะผายมือไปข้างหน้าในลักษะเชื้อเชิญและยังไม่ตัดใจ "แต่ท้ายที่สุดแล้วสถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งทางให้เ้าหลบหนี ไม่ว่าจะเป็เ้าหรือคนอื่นๆ... และอีกอย่างต่อให้เ้าจะสังหารสมุนของข้าไป แต่เ้าก็จะถูกตามล่าต่อไปจนกระทั่งเ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นเ้าอาจจะได้รับการปฏิบัติที่รุนแรง"
"ดังนั้นหากเ้ายอมมาเป็นางบำเรอของข้าแต่โดยดี ข้าอาจจะมอบสิทธิพิเศษบางอย่างแก่เ้าเป็ได้" ฉินเหวินเทียนเลียริมฝีปากอย่างชั่วร้าย
