บทที่ 2 เืถุงสุดท้าย
และบัดนี้ การย้อนเวลากลับมาในร่างเดิมในโลกปัจจุบัน ความทรงจำที่แตกสลายนั้นหลอมรวมเข้ากับความแค้น
ในอดีต หลี่เสวี่ยหานคนเก่าคงจะนอนร้องไห้เงียบ ๆ น้อยใจในโชคชะตา และยอมให้หมอเหวยหลันสูบเืจนเกือบช็อกเหมือนทุกครั้ง
แต่ตอนนี้ คนที่นอนอยู่ตรงนี้คือ หลิงเว่ย ดวงตาที่เคยมีไว้เพื่อรัก และ เมตตาได้ตายไปพร้อมกับหานจวินซิ่วคนนั้นแล้ว เหลือเพียงดวงตาแห่งการพิพากษาที่จะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาหักหลังได้อีก
ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมอง ค่อย ๆ เบิกโพลงขึ้น ประกายสีทองแห่งเนตรเซียนวาบผ่านั์ตาสีดำสนิทเพียงเสี้ยววินาที
ความทรงจำทั้งสองชาติภพหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว เด็กสาวคลังเืผู้โง่เขลา ได้ตายไปแล้วในวินาทีที่หัวใจหยุดเต้น และราชินีผู้พ่ายแพ้จากแดนเซียน ได้เข้ามาสวมสิทธิ์ในร่างนี้แทน
เสวี่ยหาน ไม่สิหลิงเว่ยในร่างเสวี่ยหาน แสยะยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่เย็นะเืจนถ้าใครได้เห็นคงต้องขนลุก
“กลับมาแล้วสินะ...”
เธอคิดในใจ เสียงในหัวก้องกังวานทรงอำนาจ
“กลับมาสู่จุดเริ่มต้นของนรกขุมนี้ นรกที่ชื่อว่าครอบครัว”
หนึ่งพันปีแห่งความยิ่งใหญ่ จบลงด้วยความตายเพื่อกลับมาตื่นในร่างของเหยื่อผู้ถูกกระทำงั้นหรือ? ์ช่างเล่นตลก แต่ก็ขอบคุณที่ให้โอกาส
ในกาลก่อน หากเป็หลี่เสวี่ยหานคนเดิม ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนี้คงทำได้เพียงขดตัวด้วยความหวาดกลัว ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบหมอนอย่างเงียบงัน กัดริมฝีปากจนห้อเืเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ยอมจำนนให้เข็มแหลมคมแทงทะลุิั ยอมให้หมอเหวยหลันสูบเืออกจากกายจนร่างช็อกหมดสติ เพียงเพื่อแลกกับเศษเสี้ยวคำชมจอมปลอม หรือความเมตตาอันเจือจางที่พวกเขาโยนให้เหมือนให้อาหารสุนัข
แต่วินาทีนี้ หน้าประวัติศาสตร์แห่งความอ่อนแอนั้นได้ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว
คนที่นอนลืมตาตื่นอยู่ตรงนี้ หาใช่เด็กสาวกำพร้าผู้โง่เขลาอีกต่อไป แต่คือเธอ หลิงเว่ย ราชินีแห่งเนตรหงส์ผู้เคยบัญชา์ สั่นะเืปฐีด้วยปลายนิ้ว ผู้ล่วงรู้ความลับของดาราจักรและชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งทั่วหล้า
ความเมตตาที่เคยมีให้นั้นตายไปพร้อมกับอดีต และเธอสาบานกับิญญาตนเองว่า
"จากนี้ไป...ฉันจะไม่ยอมเป็ถุงเืให้ใครหน้าไหนสูบกินอีกต่อไป!"
บรรยากาศรอบเตียงพลันเปลี่ยนไป แม้ร่างกายนี้จะยังอ่อนแอจากการขาดสารอาหารและเสียเื แต่จิติญญาภายในกลับลุกโชนราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่าง
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ช้า และหนักแน่น ดึงเอากระแสปราณอันเบาบางที่มีอยู่ในอากาศของโลกปัจจุบัน เข้าไปกระตุ้นเส้นชีพจรที่หลับใหลให้ตื่นตัว บังคับหัวใจให้เต้นในจังหวะของนักรบ ปรับลมหายใจให้เป็จังหวะของผู้ครองบัลลังก์
เปลือกตาบางค่อย ๆ เปิดขึ้นเผยให้เห็นั์ตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแล้ว แววตาที่สั่นระริกเหมือนลูกกวางาเ็ มีเพียงความลึกล้ำ ดำมืด และเยือกเย็นดุจห้วงมหาสมุทรที่ซ่อนอสุรกายไว้
เธอค่อย ๆ หันศีรษะไปมองหมอหนุ่มที่กำลังเตรียมอุปกรณ์ข้างกาย มุมปากของเธอกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่งดงามแต่กลับทำให้คนมองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วกระดูก
มันไม่ใช่สายตาของคนไข้มองหมอ แต่มันคือสายตาของ 'ผู้ล่า' ที่กำลังจ้องมอง 'เหยื่อ' ที่ไม่รู้ชะตากรรม
ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ย น้ำเสียงนั้นแ่เบา แต่กลับทรงอำนาจราวกังวานระฆังมรณะ
"หมอ..."
เสียงของเธอแหบพร่าราวกับกระดาษทรายขูด แต่กลับแฝงอำนาจประหลาดที่กดดันบรรยากาศในห้องให้หนักอึ้งลงทันที มือของเหวยหลันที่กำลังจะหมุนปรับวาล์วเร่งการไหลของเืชะงักกึกกลางอากาศเหมือนถูกแช่แข็ง
หมอหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เขาหันมามองเธอเต็มตาเป็ครั้งแรก ไม่ใช่ด้วยสายตาของแพทย์ที่ห่วงใยคนไข้ แต่ด้วยสายตาตำหนิรุนแรงราวกับเธอกำลังทำเื่ผิดมหันต์
"อะไร? จะบอกว่าเจ็บ? หรือจะบอกว่าเวียนหัว?" เหวยหลันพ่นลมหายใจแรง
"ทนเอาหน่อยไม่ได้หรือไง จิ้งเหยากำลังแย่ เธอเป็พี่สาวประสาอะไรถึงได้เห็นแก่ตัวขนาดนี้!"
ยังไม่ทันที่หลิงเว่ยจะได้ตอบโต้ ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนกระแทกผนังดัง ปัง!
เสียงรองเท้าส้นสูงราคาแพงกระแทกพื้นดัง
ตึก...
ตึก...
ตึก... ถี่รัว บ่งบอกถึงอารมณ์พายุบุแคมของผู้มาเยือน
หญิงวัยกลางคนในชุดเดรสไหมสีแดงสดหรูหราเดินสับเท้าเข้ามา ใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะบิดเบี้ยวด้วยความโทสะจนแป้งแทบจะร่อนหลุด นางคือ ป้าสะใภ้ใหญ่ หนึ่งในญาติปากตะไกรและหน้าเงินที่สุดของตระกูลหลี่
"นี่ยังไม่เสร็จอีกเหรอหมอเหวย?"
นางกระชากเสียงถามแหลมปรี๊ด ก่อนจะสะบัดหน้าหันมาจ้องหลิงเว่ยด้วยสายตารังเกียจขยะแขยง ราวกับกำลังมองถุงขยะเปียกที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่า
"นังตัวดี! มัวแต่นอนอืดกินแรงคนอื่นอยู่ได้!"
นิ้วชี้ที่ประดับแหวนเพชรเม็ดโตจิ้มกระแทกอากาศใส่หน้าเธอ
"น้องแกอาการทรุดหนักขนาดนั้น เืจะหมดตัวอยู่แล้ว แกยังมีหน้ามานอนสบายใจเฉิบอยู่ตรงนี้อีกเหรอ!"
นางเดินปรี่เข้ามาประชิดขอบเตียง กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกปะทะจมูก
"ตระกูลหลี่อุตส่าห์เก็บแกมาเลี้ยงดูจากกองขยะ ให้ข้าวกิน ให้ที่ซุกหัวนอน ส่งเสียให้เรียน! แค่สละเืให้น้องนิด ๆ หน่อย ๆ ทำเป็เื่ใหญ่โตจะเป็จะตาย!"
นางตวาดจนน้ำลายกระเด็น หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
"จำใส่กะลาหัวไว้ ถ้าจิ้งเหยาเป็อะไรไปนะ ฉันจะไล่แกออกจากบ้าน ให้กลับไปนอนข้างถนนเหมือนหมาข้างทางอย่างที่แกควรจะเป็!"
คำด่าทอพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ทั้งทวงบุญคุณ ทั้งเหยียดหยามศักดิ์ศรี ราวกับหลิงเว่ยไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็เพียงสินค้าที่มีตำหนิ
ทว่า... ท่ามกลางพายุอารมณ์นั้น หลิงเว่ยกลับนอนฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมองหวาดกลัว บัดนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มันลึกล้ำ ดำมืด และสงบนิ่งดุจห้วงมหาสมุทรที่กำลังซ่อนคลื่นั์สึนามิไว้ภายใต้ผิวน้ำ
เธอค่อย ๆ ใช้ศอกยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ ... ทั้งที่เข็มเจาะเืขนาดใหญ่ยังปักคาอยู่ที่แขน สายน้ำเกลือระโยงระยางพันกันยุ่งเหยิง ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่างทุกครั้งที่ขยับตัว แต่ใบหน้าของเธอกลับนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่รอยขมวดคิ้ว หรือเสียงร้องโอดโอย
การกระทำที่เงียบเชียบแต่น่าเกรงขามนั้น ทำให้เสียงด่าของป้าสะใภ้ค่อย ๆ แ่ลง... นางเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
หลิงเว่ยเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงวัยกลางคน แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความเคารพ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นะเืจนคนฟังหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง
"พอ หรือยัง?"
คำถามสั้น ๆ นั้นราบเรียบยิ่งกว่าผิวน้ำ แต่กลับดังก้องกังวานแทรกกลางเสียงด่าทออันเกรี้ยวกราดของป้าสะใภ้ ราวกับมีดที่ตัดขั้วเสียงของนางจนขาดสะบั้น
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบชั่วขณะ เป็ความเงียบที่ชวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ป้าสะใภ้ใหญ่อ้าปากค้าง ดวงตาที่ถลนอยู่แล้วแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า นางไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าหลี่เสวี่ยหานเด็กสาวหัวอ่อนที่เป็เหมือนพรมเช็ดเท้าของบ้าน ที่ก้มหน้ายอมคนมาตลอดชีวิต จะกล้าเอ่ยปากสวนกลับ
"แก..." นางพูดเสียงตะกุกตะกัก นิ้วที่ชี้หน้าสั่นระริก
"แกกล้าเถียงฉันเหรอ?"
หลิงเว่ยค่อย ๆ หันไปสบตาป้าสะใภ้ช้า ๆ
ในวินาทีนั้น... ั์ตาสีดำสนิทของเธอวาวโรจน์ด้วยประกายสีทองจาง ๆ ที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น แต่มันกลับแผ่คลื่นแรงกดดันมหาศาลออกมา ราวกับราชสีห์ที่จ้องมองสุนัขจิ้งจอก ทำให้หญิงวัยกลางคนต้องผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันด้วยความหวาดกลัวที่อธิบายไม่ได้
"คุณป้า..."
หลิงเว่ยเอียงคอเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ป้าบอกว่าตระกูลหลี่ให้ข้าวกิน... แต่ป้าลืมไปหรือเปล่าว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวของฉัน ค่าสมุด ค่าปากกา หรือแม้แต่ผ้าอนามัย... ฉันต้องทำงานพาร์ทไทม์หาเงินซื้อเองั้แ่อายุสิบห้า ไม่เคยแบมือขอเงินกงสีแม้แต่หยวนเดียว"
"ส่วนเื่เื..."
เธอยกสายตาขึ้นมองถุงเืสีแดงเข้มที่แขวนเด่นหราอยู่บนเสาน้ำเกลือ
"ยี่สิบปีมานี้ เืที่ฉันให้ไป ถ้าชั่งเป็กิโลกรัม... คงมากกว่าน้ำหนักตัวป้าตอนนี้ซะอีก" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่เชือดเฉือน "ถือว่าหนี้บุญคุณข้าวสุกก้นหม้อพวกนั้น... ฉันจ่ายคืนไปหมดแล้ว ทั้งต้นและดอก"
"นี่แก!! นังเด็กเนรคุณ!"
คำพูดแทงใจดำทำให้อารมณ์ของป้าสะใภ้ะเิออก หน้าของนางแดงก่ำสลับเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด นางง้างมือขึ้นสุดแรงหมายจะตบหน้าเด็กสาวปากดีคนนี้ให้เืกบปากเพื่อสั่งสอน
หมับ!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น... แต่ไม่ใช่เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้า
ข้อมือที่ประดับกำไลทองของป้าสะใภ้ถูกคว้าเอาไว้กลางอากาศ!
ไม่ใช่ด้วยมือของหมอเหวยหลันที่ยืนตกตะลึงอยู่... แต่เป็มือที่ดูบอบบางซีดเซียวของหลิงเว่ยเอง
แรงบีบนั้นมหาศาลจนน่าใ เหมือนคีมเหล็กกล้าที่ล็อกแน่นจนกระดูกข้อมือของป้าสะใภ้แทบแหลกละเอียด นางร้องไม่ออกเพราะความเ็ปแล่นพล่าน
"จะทำอะไร... คิดดี ๆ นะ"
หลิงเว่ยดึงร่างท้วมของป้าสะใภ้เข้ามาใกล้ ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ได้ยินกันแค่สองคน
"มือข้างนี้ของป้า เพิ่งไปรับซองเงินใต้โต๊ะจากผู้รับเหมาโครงการตึก C มาเมื่อเช้านี้ไม่ใช่เหรอ?"
ป้าสะใภ้สะดุ้งเฮือก ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
"ถ้าลุงรู้เื่นี้ หรือรู้ว่าป้าแอบยักยอกเงินส่วนต่างค่าวัสดุเข้ากระเป๋าตัวเอง ป้าคิดว่าตัวเองจะยังได้ยืนแหกปากอยู่ในห้องนี้อีกไหม? หรือจะได้ไปนอนข้างถนนแทนฉัน?"
ดวงตาของป้าสะใภ้เบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก
"ก...แก... แกพูดเื่บ้าอะไร!? แกไปรู้มาจากไหน!"
"ฉันพูดเื่จริง หรือเื่บ้า... ป้ารู้อยู่แก่ใจ"
หลิงเว่ยสะบัดมือป้าสะใภ้ออกอย่างแรง ราวกับสะบัดสิ่งสกปรก แรงเหวี่ยงนั้นทำให้นางเซถลาไปชนผนังห้องดัง ปึก! ทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความแข้งขาอ่อน หมดสภาพคุณนายผู้เย่อหยิ่ง
จัดการไปหนึ่ง...
หลิงเว่ยหันขวับมาทางหมอเหวยหลันที่ยืนตะลึงกับเหตุการณ์พลิกผันตรงหน้า
"ส่วนคุณ... หมอเหวย"
เหวยหลันสะดุ้งเล็กน้อย เขาพยายามเรียกสติและรักษามาดหมอผู้ทรงภูมิ รีบขยับเนกไทแก้เก้อ "เสวี่ยหาน... เธอคงจะเสียเืมากจนเพ้อเจ้อ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ฉันจะฉีดยากล่อมประสาทให้..."
"ไม่ต้อง"
หลิงเว่ยยกมือห้าม สายตาของเธอจับจ้องไปที่ปมเนกไทของเขา แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปสบตา
ในวินาทีนั้น เหวยหลันรู้สึกเหมือนถูกสแกนด้วยรังสีอำมหิตบางอย่าง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยเปล่าต่อหน้าเด็กสาวคนนี้ ความลับ ความกลัว และความดำมืดในใจ ทุกอย่างถูกเธอมองทะลุจนหมดสิ้น
"คุณรีบเอาเืถุงนี้ไปให้จิ้งเหยาเถอะ"
หลิงเว่ยพูดเรียบ ๆ พลางเอื้อมมือไปจับที่เข็มเจาะเืบนแขนตนเอง แล้วดึงกระชากมันออกมาโดยไม่ลังเล!
ฉึก!
"เฮ้ย!" เหวยหลันร้องเสียงหลง
เืสีสดพุ่งกระฉูดออกมาจากปากแผล เปื้อนผ้าปูที่นอนสีขาวและเสื้อชุดผู้ป่วยจนแดงฉาน แต่สีหน้าของหลิงเว่ยกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ไม่มีรอยขมวดคิ้ว ไม่มีความเ็ป มีเพียงความเ็าที่น่าขนลุก
"เพราะเืถุงนี้..." เธอมองเืที่หยดลงพื้น
"จะเป็ถุงสุดท้ายที่คุณจะได้จากฉัน"
*****
