เขาไม่มีพร์ และเขาไม่มีตันเถียนที่จะสามารถฝึกเดินในเส้นทางแห่งเซียน
พ่อของเขาบอกว่ามันเป็เื่ธรรมดา เพราะแม้แต่ดินแดนเดิมที่พ่อเคยอยู่ เป็ดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลจนต้องใช้ของวิเศษเท่านั้นถึงจะเดินทางไปได้ เปรียบเทียบว่าแม้แต่แคว้นชวีก็เทียบได้แค่หมู่บ้านเล็กๆ ในเขตชนบท โอกาสเจอคนที่มีตันเถียนก็ยังหายากมาก จึงไม่ต้องพูดถึงโลกเบื้องล่างเล็กๆ ดวงนี้ โอกาสที่ไม่เจอเลยจึงถือว่าเป็เื่ปกติทั่วๆ ไป
มันเป็คำพูดที่เหมือนจะปลอบใจ ที่พ่ออยากให้รู้และเห็นถึงสัจธรรมความจริง ว่าวาสนาไม่ใช่สิ่งที่ใครจะกำหนดหรือขีดเขียนเองได้
แต่ว่า
สิ่งที่ทำให้เฉินอวี๋พูดไม่ออก
ไอ้ที่บอกว่าการไม่เจอถือเป็เื่ทั่วๆ ไป และโอกาสเจอสักครั้งเทียบได้กับสัดส่วนหนึ่งในล้านๆ ของดาวดวงนี้
พอถึงคราวของอิงเอ๋อลองตรวจดูบ้าง
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ อิงเอ๋อดันเป็คนๆ นั้นในโอกาสที่จะเจอหนึ่งในล้านล้านของดาวดวงนี้ที่จะมีตันเถียนซะงั้น
สิ่งนี้ มันเหมือนถูกตบหน้าสักสิบครั้งแล้วจับทาเกลือลากขึ้นลงแช่น้ำทะเลเค็มๆให้ผิวเปื่อย แล้วยกขึ้นฝั่งโรยฝูงมดแดงให้ตกลงมากัดไข่อีกรอบหนึ่ง
พลาดโอกาสเรียนเวทมนตร์ครั้งแรกก็พอว่า
พลาดครั้งที่สองไม่มีวาสนาเป็เซียนยิ่งรู้สึกว่าแย่เข้าไปใหญ่
ส่วนระบบที่เขาอ้างว่าเป็ความสามารถพิเศษ พอศึกษาดีๆ แล้ว มันก็ทำให้เขาแทบจะร้องไห้ทั้งน้ำตา
เพราะของมีค่าที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนในห้วงมิติ มันต้องเป็ของมีค่าที่ต้องเป็ของเขาหรือของคนในครอบครัวเท่านั้น ไม่สามารถหยิบของคนอื่นหรือวัตถุที่มีเ้าของเข้าไปได้ เคยฝันหวานคิดว่าจะลักไก่ ว่าจะแอบหยิบทองคำหรือของโบราณที่เดินผ่านตามร้านค้าแผงลอย แต่ดูแล้วไอ้ระบบแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมเหมือนจะรู้ไต๋ ไม่ยอมให้เขาใช้ช่องโหว่ของระบบเพื่อปั๊มเก็บเอาแต้ม
ด้วยร่างของเด็ก 4 ขวบร่างนี้ การมีระบบติดตัวก็เหมือนไม่มี เพราะเขาไม่สามารถออกไปทำอะไรด้วยร่างเล็กๆ นี้ได้มาก การหาของมีค่าและออกไปทำงานหาเงิน เขาก็ยังคงต้องพึ่งพ่อผู้ใหญ่เช่นเคย
คิดแล้ว
ชีวิตช่างอนาถ ไม่ต่างจากเดิมก่อนจะเจอระบบเลย
“...”
ทางด้านหน้า อาการเศร้าของลูกชาย ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเฉินถั่วถงได้ นางจึงจ้องไปทางเฉินอ่าวที่เดินร่าเริงพูดคุยกับหยู่เจ๋อ
เหมือนจะรับรู้ถึงความรู้สึกถึงสายตาพิฆาต ร่างกายสั่นเย็นเหมือนเจออสูรร้ายแอบมอง เฉินอ่าวที่หันควบไปทางความรู้สึกนั้นก็เหงื่อตก พบเห็นว่าความรู้สึกที่ไม่เป็มิตรนี้มาจากภรรยา จนทำให้เขาไม่เข้าใจ ว่าตัวเองทำอะไรผิดอีกถึงโดนมองเช่นนั้น
“ส่งอิงเอ๋อมาให้ข้า” เฉินถั่วถงที่เร่งฝีเท้าเดินมาอยู่ข้างๆ เฉินอ่าวพูดขึ้น เพื่อขออุ้มอิงเอ๋อที่ขี่คออยู่ เฉินอ่าวไม่เข้าใจ แต่พอเห็นว่าเฉินเหนียนอู่กำลังพูดคุยกับเฉินอวี๋ที่เดินคอตกทางด้านหลังกลุ่ม เขาก็พยักหน้าเข้าใจถึงสิ่งที่ภรรยา้าจะบอก
ส่งอิงเอ๋อไปให้นาง แล้วก็ลดความเร็วจนเฉินอวี๋ตามมาทัน
“เฉินอวี๋”
เฉินอ่าวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิดเล็กน้อย ที่ทำให้ลูกชายสุดที่รักจมกับความรู้สึกที่ไม่ดี
“มีอันใดหรือท่านพ่อ?” เฉินอวี๋ที่ถูกพ่อเรียกชื่อเดินมาอยู่ด้านข้าง เขาก็เงยหน้าขึ้นมองแล้วถามกลับ
ยิ่งเห็นว่าสีหน้าของลูกชายคนที่สามโทรมจนดูไม่ได้ เหมือนว่าจะผิดหวังจนกระทบกระเทือนจิตใจขั้นร้ายแรง แม้แต่เฉินอ่าวก็จินตนาการไม่ออก ว่าทำไมลูกชายที่มาจากโลกที่ไม่มีเซียนถึงรู้จักและอยากเป็เหมือนกับเขานัก แต่เขาก็ไม่อยากให้ลูกชายผิดหวังมากจนเกินไป เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาว่า
“อย่าได้เสียใจไปเลยบุตรข้า ต่อให้เ้าจะไม่มีตันเถียน ไม่สามารถเดินในเส้นทางแห่งความเป็เซียนได้ แต่ก็ใช่ว่าเ้าจะไม่สามารถฝึกวิชา”
“หือ? มันหมายความว่าอย่างไรรึท่านพ่อ?” คำพูดนี้ทำให้เฉินอวี๋ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ แม้แต่เฉินเหนียนอู่ก็เลิกคิ้วเงยหน้ารอฟัง ก่อนที่เฉินอ่าวจะพูดออกมาว่า
“ข้าไม่รู้หรอกว่าเ้าไปรู้เื่เซียนจากมาจากโลกเดิมหรือที่ใด แต่เส้นทางแห่งการฝึกหาได้มีแค่เซียนไม่”
“ควรรู้ ว่าการฝึกในดินแดนเบื้องบนนั้นมีอยู่สองสายแขนง คือผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกยุทธ์ ถึงเ้าจะไม่มีตันเถียนเป็เซียนได้ แต่เ้ายังสามารถกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ได้อยู่”
“ที่บิดาต้องตรวจหาตันเถียน สาเหตุเพราะผู้ฝึกปราณนั้นต้องพึ่งตันเถียนในการกลั่นพลังปราณ การฝึกสายนี้ค่อนข้างช้าแต่ข้อดีคือพวกเขามีอายุยืนยาว ยิ่งทะลวงขอบเขตสูงๆ ก็แทบจะเป็ะ ทำให้คนที่มีตันเถียนส่วนใหญ่ จึงเลือกเดินทางไปที่สายผู้ฝึกปราณเพื่อก้าวไปยังจุดสูงสุดที่เรียกว่าเซียน”
“ส่วนผู้ฝึกยุทธ์นั้น คือผู้ขัดเกลาวิชาและอาวุธ เน้นไปที่กำลังภายนอกและร่างกาย ถึงข้อเสียคือมีอายุสั้นไม่เกิน 500 ปี แต่ก็ทดแทนมาด้วยความแข็งแกร่งจนไม่สามารถดูถูก ในบรรดาขอบเขต่ต้น ผู้ฝึกปราณแทบจะไม่กล้ายืนหยัดหรือสู้กับผู้ฝึกยุทธ์เลย”
“ในโลกเบื้องบนไม่มีผู้ใดสนอายุ พวกเขาสนเพียงแค่ความแข็งแกร่ง แม้จะเกิดก่อนไปหลายพันปี หากเจอหน้าอยู่ในระดับขอบเขตที่สูง คนๆ นั้นก็ยังต้องยกมือคำนับเรียกคนที่เกิดช้าแต่แข็งแกร่งกว่าว่าผู้าุโ”
“ฉะนั้นจงอย่าเสียใจไป ถึงเ้าจะไม่สามารถเป็ผู้ฝึกปราณเช่นน้องสาวคนเล็ก แต่เ้ายังคงเดินไปในเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ได้ แต่สายผู้ฝึกยุทธ์ต้องขยันเป็อย่างมาก ต้องกัดปากตีนถีบ ฝึกแกว่งอาวุธและวิชาทุกวัน เพื่อดึงศักยภาพของร่างกายให้ออกมาถึงขีดสุด”
“ถึงบิดาคนนี้จะเป็ผู้ฝึกปราณ แต่ข้าก็รู้วิชาและการฝึกเป็ผู้ฝึกยุทธ์ เพียงแค่ไม่รู้ ว่าเ้าจะอดทนต่อความยากลำบาก เดินทางในวิถีผู้ฝึกยุทธได้หรือเปล่า?”
“…”
สิ้นคำพูด ทำให้เฉินอวี๋ถึงกลับหยุดนิ่ง เขามองไปที่พ่อด้วยสีหน้าเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ มันเหมือนวันที่โหดร้ายมืดมนเมฆดำฝนตกมองไม่เห็นทาง แต่แล้วอยู่ๆ หลังจากอดทนรอให้ท้องฟ้าเปิด โลกที่เคยมืดมนก็ถูกแสงแดดส่องตกลงมากระทบที่ผิวโลกให้สดใส
ดวงตาเล็กๆ ของเฉินอวี๋ปริ่มไปด้วยน้ำตา จนเมื่อความรู้สึกไม่สามารถทนได้อีก เขาจะวิ่งไปกอดคนเป็พ่อแล้วร้องไห้ออกมาบ่อน้ำตาแตก ทำเอาเฉินเหนียนอู่ยิ้มและส่ายหน้าให้น้องชายเบาๆ
เฉินอ่าวที่เห็นลูกชายพุ่งเข้ามากอดต้นขาด้วยน้ำตาก็ยิ้มเล็กน้อยเช่นกัน กำลังจะยกมือลูบศีรษะของลูกชายเพื่อให้กำลังใจ
ใครจะไปคิด ว่าฉากที่อยู่ๆ เฉินอวี๋ก็ร้องไห้ “แง๊!!~” ออกมา มันจะทำให้เฉินถั่วถงที่เดินอยู่ข้างหน้าเข้าใจผิด คิดว่าเฉินอ่าวรังแกลูกอีกแล้ว จนนางรีบวิ่งย้อนกลับมาหาด้วยความโกรธ ะโถีบสองขาคู่ใส่หน้าเฉินอ่าวเต็มแรง
“ข้าให้มาปลอยโยน แต่เ้าทำอะไรกับลูกของเราอีกแล้วสามีข้า!!”
“เหวอ!! ใจเย็นๆ กะ..ก่อน… ข้าอธิบายสิ่งนี้..ดะ…ได้”
ใครจะไปคิดว่าร่างกายของแม่จะรวดเร็วเหมือนลมกรด เห็นอยู่ชัดๆ ว่ายืนอยู่หน้ากลุ่มไกลออกไป แต่ยังไม่ทันที่พ่อจะได้เงยหน้าขึ้นอธิบาย นางก็มาปรากฏตัวทางด้านหลังในชั่วพริบตา ส่งร่างของเฉินอ่าวหมุนควงลอยกระเด็นไปไกลถึงแปดเมตร
“ตู้มมม!!~~”
อ๊ากกกก!!~~
“…”
“…”
เมื่อคนใจร้อนและคนใจเย็นอยู่ด้วยกัน สิ่งที่เกิดจึงเป็อย่างที่เห็น โชคดีที่เฉินเหนียนอู่รีบดึงแม่ไม่ให้ะโคร่อมขึ้นตบพ่อ บอกว่านี่เป็เพียงแค่ความเข้าใจผิด
“...”
