กองบัญชากะโหลกเืนั่นคือศูนย์แลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองโพ่เมี่ย วัตถุดิบสำหรับการฝึกฝนของผู้ฝึกลมปราณอย่างหินวิเศษ ยาวิเศษ วัตถุดิบวิเศษประเภทต่างๆ อาวุธวิเศษ คาถาวิเศษในการฝึกตนล้วนสามารถนำมาวางขายและมาซื้อที่กองบัญชากะโหลกเืได้
คนที่อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยหากป้ายตัวตนใกล้จะหมดเขตก็สามารถนำหินวิเศษมาต่อเวลาได้ที่นี่
นอกจากนี้กองบัญชาการกะโหลกเืยังมีห้องฝึกตนอีกแปดห้องซึ่งสร้างไว้ให้สำหรับคนที่้าจะตั้งใจฝึกบำเพ็ญตบะ
ห้องฝึกตนทั้งแปดนั้นแบ่งออกเป็สองห้องต่อหนึ่งขอบเขต ซึ่งมีทั้งของขอบเขตท้าย์ กลาง์ ต้น์และเขตสามัญ
ห้องฝึกตนทั้งแปดอยู่ในหอเรือนหินสี่ชั้นแห่งหนึ่ง แต่ละชั้นมีห้องฝึกอยู่สองห้อง ชั้นล่างสุดเป็ของขอบเขตท้าย์ ชั้นบนสุดมีไว้ให้สำหรับผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญ
หลีเหย่พาเนี่ยเทียนมาถึงหน้าประตูของหอหิน ยังไม่ทันได้เข้าไปก็เห็นว่าด้านในหอหินฝั่งตรงข้ามมีศพหนึ่งถูกยกออกมา
บริเวณโดยรอบหอหินแห่งนั้นมีผู้ฝึกลมปราณมากมายรวมตัวกันอยู่ ผู้ฝึกลมปราณเ่าั้ล้วนมีสีหน้าดุร้าย ไอสังหารเดือดพล่าน
เห็นว่ามีศพหนึ่งถูกสมาชิกคนหนึ่งของกะโหลกเืแบกออกมาจากในหอหินด้วยท่าทีเ็า พวกผู้คนที่อยู่รอบด้านก็เอะอะกันขึ้นมาทันที โวยวายหมายจะเข้าไปข้างใน
และยังมีสมาชิกของกะโหลกเือีกหลายคนที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะหินเรียบง่ายตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังโบกมือเป็พัลวัน ้าให้ทุกคนลงเดิมพัน
บนโต๊ะมีหินวิเศษหลายก้อนวางกองอยู่คล้ายกำลังมีการพนันเกิดขึ้น
เนี่ยเทียนมองอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ทางด้านนั้นเขามีเื่อะไรกันหรือ?”
“อ้อ เ้าหมายถึงสนามต่อสู้หรือ?” หลีเหย่เหลือบตามองหนึ่งครั้งแล้วจึงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ว่าสถานที่ใดก็ตามในเมืองโพ่เมี่ยล้วนห้ามให้มีการต่อสู้กันเองเกิดขึ้น ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกขับไล่ออกนอกเมือง หนักสุดคือถูกกะโหลกเืปลิดชีพในทันที”
“มีเพียงสถานที่เดียวที่เป็ข้อยกเว้น ก็คือสนามต่อสู้”
“พวกคนที่มีความแค้นต่อกันหากทนไม่ไหวจริงๆ สามารถเลือกมาต่อสู้กันที่สนามแห่งนี้ จะสู้กันถึงเป็ถึงตายก็ได้”
“แน่นอนว่าหากคิดจะลงสนามต่อสู้ก็ต้องมีหินวิเศษที่มากเพียงพอตามที่กะโหลกเื้า มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะได้รับการอนุญาตจากกะโหลกเื และปล่อยให้พวกเขาต่อสู้ตัดสินเป็ตายกันเอง”
“สถานที่ที่มีการต่อสู้ก็จะมีพวกที่คิดฉกฉวยโอกาส กะโหลกเืก็คือเ้าบ้านที่รับลงเดิมพันโดยเฉพาะ พวกเขาอนุญาตให้คนไม่เกี่ยวข้องมาเดิมพันได้ หากเดิมพันถูกคนก็จะได้รับหินวิเศษหลายเท่าตัว หากเดิมพันผิดก็จะเสียหมดตัว”
ขณะที่หลี่เหย่เอ่ยอธิบาย ผู้แข็งแกร่งกลาง์่ท้ายคนหนึ่งที่ร่างโชกไปด้วยเืก็เดินอย่างเย่อหยิ่งออกมาจากสนามต่อสู้
คนผู้นั้นเพิ่งจะผ่านการเข่นฆ่านองเืและได้เป็ฝ่ายคว้าชัยชนะในท้ายที่สุด
เมื่อเขาเดินออกมา คนที่เดิมพันข้างเขาต่างก็หัวเราะฮ่าๆ ด้วยความเบิกบานใจ แสดงความยินดีกับเขาที่ทำให้ตัวเองชนะหินวิเศษ
ส่วนพวกคนที่ไม่ได้ลงเดิมพันข้างเขากลับมีสายตาดุร้าย มองเขาด้วยความเ็า ราวกับว่าหากอยู่ข้างนอกจะต้องสังหารคนผู้นี้ให้ได้
คนผู้นั้นไม่คิดจัดการแม้กระทั่งาแของตัวเอง หลังจากรับเอาหินวิเศษที่เป็เดิมพันของตัวเองไปแล้วก็จากไปอย่างรีบร้อน
เมื่อเขาจากไป ผู้ฝึกลมปราณอีกสองคนที่รออยู่ก่อนแล้วก็ถูกสมาชิกของกะโหลกเืพาตัวเข้าไปในสนามต่อสู้ เพื่อเริ่มการสู้รบนองเืครั้งต่อไป
“การต่อสู้นี้มีคนตายทุกวันเลยหรือ?” เนี่ยเทียนถามด้วยความอยากรู้
“อืม เป็อย่างนี้ทุกวันนั่นแหละ มักจะต้องมีพวกกินอยู่อิ่มท้องจนว่างงานอยากต่อสู้เพื่อแสดงความกล้าหาญของตัวเอง และยังมีอีกบางส่วนที่มีความแค้นใหญ่หลวงต่อกันในเมืองโพ่เมี่ยหรือไม่ก็ในเทือกเขาฮ่วนคง” หลีเหย่ทำสีหน้ารังเกียจ “คนมากมายไม่กล้าออกไปสู้กันนอกเมือง กลัวว่าหากชนะแล้วจะไปเจอกับเ้าพวกที่ป้วนเปี้ยนอยู่นอกเมืองเข้า จึงได้แต่เลือกสนามต่อสู้มาตัดสินปัญหา”
“คนแบบนี้มีมากมายนักล่ะ สนามต่อสู้มักมีคนลงมาประลองกันทุกวัน และก็ต้องมีคนตายทุกวัน”
“ไปกันเถอะ ไม่มีอะไรน่าดูหรอก มีแต่พวกโง่เง่าที่ไม่รู้ว่าจะเอาพละกำลังไประบายที่ไหน ยอมให้เ้าบ้านอย่างกะโหลกเืมีรายรับเพิ่มมาเปล่าๆ ก็เท่านั้น”
หลีเหย่เอ่ยเร่งให้เนี่ยเทียนเข้าไปในหอหินสี่ชั้น
พอเข้าไปได้หน้าประตูก็มีสมาชิกคนหนึ่งของกะโหลกเืถามขึ้นด้วยความตะลึงและแปลกใจ “หลีเหย่ เหตุใดเ้าถึงมาที่นี่ได้เล่า”
สมาชิกหลายคนของกะโหลกเืล้วนรู้จักเขา รู้ว่าเขาหลงใหลอยู่กับการหลอมอาวุธ ไม่สนใจการเลื่อนขอบเขตของตบะตัวเอง
หลีเหย่อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยมาหลายปี ไม่เคยใช้ห้องฝึกตนของที่นี่มาก่อน พออยู่ๆ เห็นว่าหลีเหย่มาเยือน คนผู้นั้นจึงดูแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด
“แน่นอนว่าข้าย่อมไม่ได้มาฝึกตน” หลีเหย่ชี้ไปที่เนี่ยเทียน “ข้าพาเพื่อนมา เ้าช่วยจัดการให้หน่อย เขา้ายืมใช้ห้องฝึกตนสำหรับท้าย์”
“อ้อ ใช่แล้วหัวเทียน เ้าคิดจะใช้นานแค่ไหน?”
เนี่ยเทียนตอบรับ “ใช้สิบชั่วยามก่อนก็แล้วกัน”
“หินวิเศษหนึ่งร้อยก้อน ลงทะเบียนก่อน” สมาชิกกะโหลกเืผู้นั้นกล่าว
เนี่ยเทียนไม่พูดมาก หยิบเอาหินวิเศษหนึ่งร้อยก้อนจากกำไลเก็บของออกมามอบให้คนผู้นั้นทันที
“ช้าก่อน” หลังจากคนผู้นั้นรับเอาหินวิเศษหนึ่งร้อยก้อนมาก็ก้มหน้ามองตารางอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “่นี้คนที่มายืมใช้ห้องฝึกตนค่อนข้างมีมาก หากดูตามลำดับแล้วเ้าต้องรออีกสามวัน”
หลีเหย่อึ้งไปครู่ “สือชิง ่นี้แม้แต่ห้องฝึกตนที่เป็ของท้าย์ก็ขายดีขนาดนี้เชียวหรือ?”
สมาชิกกะโหลกเืนามว่าสือชิงทำหน้าจนใจ ยื่นมือออกมาชี้ห้องฝึกตนสำหรับท้าย์ห้องหนึ่งแล้วเอ่ยเบาๆ “คุณหนูของเรา ไม่สิ คุณชายน้อยของพวกเราอยู่ด้านในนั้น”
หลีเหย่ตะลึง “นางขยันแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
“เ้าเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ คราวก่อนตอนที่กะโหลกเืของพวกเราต่อสู้กับเดือนดับที่นอกเมือง นางเสียเปรียบคนอื่น เลยรู้สึกว่าขอบเขตตัวเองไม่สูงมากพอจึงตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก” สือชิงอธิบาย “ตอนนี้นางอยู่ขอบเขตท้าย์่ท้าย และก็ใกล้จะฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว ดังนั้น่นี้จึงยึดครองห้องฝึกตนห้องหนึ่งนานเลยล่ะ”
“คนอื่นๆ จึงได้แต่ใช้ห้องฝึกตนที่เหลืออยู่ ดังนั้นจึงลำบากเล็กน้อย”
“แบบนี้เองหรือ” หลีเหย่ลูบคลำปลายคางที่ไม่มีหนวด กล่าวว่า “หัวเทียนคือเพื่อนของข้า สือชิง เ้าช่วยจัดการแทรกแถวให้เขาหน่อยเถอะ อย่างไรเ้าก็คงไม่ปฏิเสธให้ข้าเสียหน้าหรอกกระมัง?”
สือชิงมองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้งและลังเลอยู่เล็กน้อย จากนั้นจึงรับปากอย่างฝืนใจ “ก็ได้ ครึ่งชั่วยามให้หลัง เมื่อคนของอีกห้องหนึ่งออกมา ข้าจะให้เพื่อนของเ้าได้เข้าไปก่อนก็แล้วกัน แต่พวกเราตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนนะว่าใช้ได้แค่สิบชั่วยามเท่านั้น ไม่สามารถได้ในระยะยาว มิฉะนั้นข้าก็ยากจะอธิบายให้คนอื่นฟัง”
“รู้แล้วน่า” หลีเหย่ตอบรับอย่างรำคาญใจ
จากนั้นเนี่ยเทียนและหลีเหย่สองคนก็ไม่ได้จากไปไหนไกล แต่รออยู่ตรงหน้าประตูห้องหอหินแห่งนี้
“คุณชายน้อยที่พวกเ้าพูดถึงคือใคร?” เนี่ยเทียนเอ่ยถามอย่างเบื่อหน่าย
“ลูกสาวคนเล็กของผู้นำกะโหลกเื นางไม่ชอบให้คนอื่นมองนางเป็ผู้หญิง” หลีเหย่เอ่ยอธิบาย “เ้าไม่ต้องไปสนใจนาง แค่ต้องระวังไว้เล็กน้อย นางน่ารำคาญนักล่ะ จำไว้ว่าอย่าไปทำให้นางโกรธเคืองก็พอแล้ว มิฉะนั้นเ้าจะอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยได้อย่างยากลำบาก หากนางหมายหัวใครขึ้นมา นั่นก็เรียกได้ว่าเป็ความวุ่นวายอย่างไม่จบไม่สิ้นจริงๆ”
“อ้อ” เนี่ยเทียนพยักหน้า
คนทั้งสองยืนอยู่ด้านนอกครู่หนึ่งก็มองเห็นว่าสนามต่อสู้ฝั่งตรงข้ามมีศพอีกสองศพถูกแบกออกมา
คนที่เดิมพันชนะะโโหวกเหวกเสียงดัง กำเริบเสิบสานอย่างมาก
ผู้ที่พนันแพ้กลับด่ากราด แทบอยากจะพุ่งเข้าไปเป็คนต่อสู้ในสนามเสียเอง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตท้าย์่กลางคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องฝึกตนด้วยสีหน้ากระปรี้กระเปร่า แล้วจากไปพร้อมกับความพึงพอใจ
“เอาล่ะ ถึงตาเพื่อนของเ้าแล้ว” สือชิงะโพูดดังมาจากด้านใน
“เ้าไปเถอะ ข้าไม่อยู่เป็เพื่อนเ้าแล้ว” หลีเหย่บอกเป็นัยให้เนี่ยเทียนเดินเข้าไปแล้วกล่าวว่า “ขอแค่เ้าไม่เป็บ้าไปต่อสู้กับคนอื่นในสนามต่อสู้ ที่นี่ก็ถือว่าปลอดภัยมาก ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล รอจนออกมาแล้วเ้าก็กลับไปเอง ระหว่างทางเ้าเองก็ไม่ต้องกังวล ในเมืองโพ่เมี่ยนอกจากสนามการต่อสู้แล้ว ด้านอื่นๆ ก็ล้วนปลอดภัยทั้งหมด”
“อืม”
หลังจากที่ลากับหลีเหย่ เนี่ยเทียนก็เข้าไปอยู่ในห้องฝึกตนที่ต้องจ่ายหินวิเศษชั่วยามละสิบก้อนภายใต้การจัดการจากสือชิง
พอเข้ามาในห้องฝึกเขาก็ได้กลิ่นปราณิญญาที่โชยมาปะทะจมูก อีกทั้งยังััได้ถึงความสงบสุขของจิตใจ ซึ่งเหมาะสมกับการฝึกบำเพ็ญตบะอย่างถึงที่สุด
ในห้องฝึกตนที่กว้างขวาง เขานั่งลงอย่างไม่คิดมาก หลังจากรับััอย่างละเอียดก็รู้สึกได้ถึงระดับความเข้มข้นของปราณิญญาฟ้าดินของที่แห่งนี้ แม้ว่าเทียบพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ติด แต่ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน
อยู่ที่นี่ไม่จำเป็ต้องใช้หินวิเศษฝึกฝน แค่รับเอาปราณิญญาฟ้าดินที่เข้มข้นบริสุทธิ์นั้นเข้าไปไว้ในมหาสมุทริญญาก็จะฝึกได้เร็วยิ่งกว่าใช้หินวิเศษหลายเท่าตัว
“เป็สถานที่ที่ดียิ่งนัก!”
เนี่ยเทียนเอ่ยชมหนึ่งประโยคแล้วสงบจิตใจ ไม่ใช้หินวิเศษ ทำเพียงแค่ใช้ปราณิญญาของที่แห่งนี้มาชุบหลอมมหาสมุทริญญาอย่างเดียว เพื่อขยายมหาสมุทริญญาให้ถึงขีดสุด
ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ว่าการฝึกบำเพ็ญตบะในที่แห่งนี้ได้ผลดีเสียยิ่งกว่าการฝึกในห้องหินที่หลีเหย่จัดหามาให้เขาจริงดังคาด
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ตื่นขึ้นมาจากการฝึกบำเพ็ญตบะ พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ถึงเวทลับสร้างลูกปราณิญญาที่เขาฝึกมาจากดินแดนลึกลับ
ตอนอยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เมื่อเขาร่ายเวทลับนั้นก็สามารถรวบรวมปราณิญญาฟ้าดินมาได้อย่างรวดเร็ว แปลงปราณิญญาให้กลายมาเป็ลูกปราณิญญา จากนั้นก็ดูดซับเอาปราณิญญาที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่ามาจากในลูกปราณิญญา
“น่าจะได้นะ”
เขายื่นมือออกมาข้างหนึ่ง พยายามใช้ความคิดรวบรวมปราณิญญาขึ้นมา
“อู้ๆๆ!”
ในห้องฝึกตน ปราณิญญาที่มีอยู่ทั่วทุกแห่งในฟ้าดินพลันมารวมตัวกันจากแปดทิศ ทะลักทะลายเข้ามาอยู่กลางฝ่ามือข้างนั้นของเขา
ไม่นานลูกปราณิญญาลูกหนึ่งที่ด้อยกว่าตอนอยู่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
เขาเอาปราณิญญาที่อยู่ด้านในลูกปราณิญญาซึ่งรูปร่างเหมือนทั้งหมอกและของเหลวมาชักนำมหาสมุทริญญา แล้วก็ค้นพบทันทีว่าคลื่นพลังิญญาสามลูกในมหาสมุทริญญากำลังโคจรอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วในการขยายของมหาสมุทริญญาของเขาก็พลันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่าถึงอย่างไรห้องฝึกตนแห่งนี้ก็ไม่ใช่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และไม่ใช่ดินแดนลึกลับที่เขาฝึกตนก่อนหน้านี้
สถานที่แห่งนี้ปราณิญญาฟ้าดินมีจำกัด อีกทั้งยังได้มาจากหินวิเศษที่อยู่ในค่ายกลด้านล่าง กว่าค่ายกลนั้นแปลงหินวิเศษให้เป็ปราณิญญาและกว่าจะกระจายมาถึงห้องฝึกตนได้ก็ยังจำเป็ต้องใช้เวลา
หลังจากที่ความเร็วในการรวบรวมพลังิญญาฟ้าดินของเนี่ยเทียนเกินกว่าความเร็วของค่ายกลที่แปลงหินวิเศษให้กลายมาเป็ปราณิญญา ค่ายกลอีกประเภทหนึ่งที่ซุกซ่อนไว้ในห้องฝึกตนแห่งนี้ก็โคจรขึ้นมาเองในทันที
ค่ายกลนั้นได้ค่อยๆ ชักนำเอาปราณิญญาซึ่งเตรียมไว้ให้ผู้ฝึกลมปราณท้าย์ที่อยู่ในห้องฝึกตนห้องข้างๆ กันมาอย่างช้าๆ
“อู้ๆๆ!”
ในท่อพิเศษที่เชื่อมต่อกันระหว่างใต้ดินของห้องฝึกตนทั้งสองเปี่ยมล้นไปด้วยพลังิญญาที่เข้มข้น
ปราณิญญาของอีกห้องหนึ่งค่อยๆ ไหลหายไป จากแต่เดิมที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุดกลับเริ่มเปลี่ยนมาเป็บางเบา
ที่นั่นลูกสาวคนเล็กของผู้นำกะโหลกเืพลันใตื่นขึ้นมาจากการฝึกบำเพ็ญตบะ
นางััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบไว
-----
