ตอนที่1 คำสาบานเื
รัชศกเทียนอู่ที่ 14 อาณาจักรต้าจิ่งท่ามกลางความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านมาจากเทือกเขาคุนหลุน แผ่นดินต้าจิ่งกำลังตกอยู่ในสภาวะที่อำนาจในราชสำนักสั่นคลอนราวกับตะเกียงกลางพายุ จักรพรรดิเฒ่าประชวรหนักจนไม่อาจว่าราชการ อำนาจบริหารทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือกรงเล็บเหล็กของสภาขุนนาง และบุรุษผู้ถูกขนานนามว่า พยัคฆ์ทมิฬ...ชินอ๋องเซียวโม่เฉินผู้กุมชะตาฟ้าดิน
เมืองเยี่ยนจิงที่เคยเป็ชัยภูมิรูปัคาบแก้ว บัดนี้กลับดูเหมือนัที่กำลังหลั่งเื กลิ่นอายของการทรยศซึมลึกไปในทุกอณูอากาศ แผ่นดินที่เคยสงบสุขด้วยคมดาบของตระกูลหลิน บัดนี้กลับกลายเป็ทุ่งสังหารที่ความยุติธรรมถูกฝังกลบด้วยหิมะจนหนาเตอะ
หุบเขาไร้ชื่อ ทางตอนเหนือของต้าจิ่ง
เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านยอดสน มันไม่ใช่เพียงลมหนาวธรรมดา แต่คือ ลมกรรโชกิญญา ที่พัดพากลิ่นไอแห่งความตายมาสู่ผู้ที่ยังเหลือรอด บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรงและขาด่ของสตรีเพียงนางเดียวที่คุกเข่าอยู่ท่ามกลางพายุหนาว
หลินชิงเหยา บุตรีคนเดียวของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน หลินจื่อเหยียน นางซึ่งเคยเป็ดั่งไข่มุกบนฝ่ามือที่คนทั้งตระกูลทะนุถนอม บัดนี้ทรุดกายลงบนพื้นหิมะที่เย็นเยียบจนชาไปถึงกระดูก ความหนาวไม่ได้กัดกินเพียงิั แต่มันเสียดแทงเข้าไปถึงดวงใจที่แตกสลายจนเป็ผงธุลี
เบื้องหน้าของนางคือหลุมศพขนาดใหญ่ที่ไร้ป้ายชื่อ... มันถูกขุดขึ้นอย่างลวกๆ ในคืนที่พายุโถมกระหน่ำ สุสานรวมที่ฝังร่างของคนตระกูลหลินกว่าร้อยชีวิต ทั้งบ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์ พี่ชายที่เพิ่งแต่งงาน และท่านแม่ที่มักจะแย้มยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเสมอ ทุกอย่างกลายเป็เพียงกองซากศพที่ไร้เกียรติเพียงเพราะคำกล่าวหาว่า ฏ ที่ถูกยัดเยียดให้ในชั่วข้ามคืน
เมื่อสามวันก่อน...
จวนแม่ทัพหลินยังคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะ กลิ่นอายของเหล้าดอกท้ออบอวลไปทั่วงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ ทว่าเพียงราชโองการฉบับเดียวที่ถูกส่งมาพร้อมกับกองกำลัง องครักษ์เสื้อแพร ทุกอย่างก็มลายหายไปในกองเพลิงและคมดาบจนสิ้น
นางจำภาพนั้นได้ติดตา... ภาพของบิดาที่ถูกโซ่ตรวนล่ามคอ ถูกบั่นศีรษะกลางลานปะาท่ามกลางสายตาฝูงชนที่เคยโห่ร้องสรรเสริญ และชายผู้นั้นเซียวโม่เฉิน ชินอ๋องผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรสลัก เขานั่งจิบชาบนปะรำพิธีอย่างใจเย็น ชายแขนเสื้อลายัสี่เล็บสะบัดพลิ้วตามแรงลม ราวกับว่าการดับลมหายใจคนทั้งตระกูลเป็เพียงเื่สันทนาการยามบ่ายที่น่าเบื่อหน่าย
“ตระกูลหลินอำนาจล้นฟ้า ถึงเวลาต้องคืนสู่ดิน”
นั่นคือประโยคเดียวที่เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เรียบเฉยที่สุด ก่อนที่ศีรษะของบิดานางจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
“ท่านพ่อ...!”
เสียงพึมพำของนางแหบพร่า น้ำตาที่ไหลออกมาเหือดแห้งกลายเป็เกล็ดน้ำแข็งเกาะที่ขนตาจนเจ็บแสบ หลินชิงเหยาก้มมองมือที่เรียวบางของตนเอง บัดนี้มันเต็มไปด้วยรอยแผลจากการขุดคุ้ยหิมะเพื่อค้นหาเศษเสี้ยวของความจริง
นางหยิบเศษผ้าสีน้ำเงินครามซึ่งเป็ชายเสื้อของบิดาขึ้นมาซุกแนบอก ลายเมฆามงคลที่นางปักด้วยมือตนเองบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเืและดินโคลน ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่นั้นคุกรุ่นกลายเป็เพลิงแค้นที่แผดเผาอยู่ในทรวง
“ความยุติธรรมที่พวกท่านยึดถือ... สุดท้ายกลับแลกมาด้วยความตายที่ไร้เกียรติเช่นนี้หรือ?”
นางหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม เสียงหัวเราะแ่เบาที่พัดไปตามลมนั้นเยือกเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะ ในอดีต หลินชิงเหยาคือสตรีที่เพียบพร้อมด้วยศาสตร์และศิลป์ อ่อนโยนจนไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบมด ทว่าในนาทีนี้ ความอ่อนน้อมเ่าั้ถูกทำลายสิ้น
สมองของนางเริ่มหมุนวนด้วยกลอุบายที่บิดาเคยสอนผ่านตำราพิชัยา “หากจะล้มั์ อย่าใช้กำลัง แต่จงใช้จุดอ่อนที่ั์มองข้าม” และจุดอ่อนของบุรุษทุกคน รวมถึงเซียวโม่เฉิน คือความลำพองใจในอำนาจและความงามที่ลวงตา
หลินชิงเหยาหยิบกริชเล่มเล็กที่บิดามอบให้ในวันเกิดครบรอบสิบห้าปีออกมา มันคือ กริชวารีเย็น ที่ตีจากเหล็กไหลชั้นดี คมมีดสะท้อนแสงแดดอันรำไรที่ลอดผ่านหมู่เมฆดำที่ตั้งเค้าจะตกหนักอีกรอบ
นางไม่ได้ใช้มันเพื่อปลิดชีพตนเองหนีความอัปยศตามแบบสตรีทั่วไป... แต่ใช้มันกรีดลงบนฝ่ามือซ้ายอย่างแรง!
เฉี๊ยะ!
เืสีสดไหลรินหยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลน ราวกับดอกเหมยที่เบ่งบานกลางฤดูหนาว หลินชิงเหยาชูมือที่ชุ่มเืขึ้นฟ้า ปล่อยให้ความร้อนของเืปะทะกับความเย็นจัดของอากาศ ขณะที่แววตาหงส์ที่เคยอ่อนหวาน บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็คมกล้าและมืดดำดุจเหวลึกไร้ก้นบึ้ง
“ข้า... หลินชิงเหยา ขอสาบานต่อิญญาบรรพบุรุษทุกดวงที่สิงสถิตอยู่ในสุสานหิมะแห่งนี้ เืทุกหยดที่ตระกูลหลินต้องเสียไป ข้าจะเอาคืนจากเซียวโม่เฉินให้ครบถ้วนเป็พันเท่า! ข้าจะใช้ความงามที่เขามองว่าไร้ค่า... ล่อลวงเขาเข้าสู่กองเพลิง ข้าจะใช้ความภักดีลวงตา... ฉีกกระชากหัวใจที่ไร้ความรู้สึกนั่นออกมาให้สุนัขมันกิน!”
นางกดาแลงบนหิมะเย็นจัดเพื่อห้ามเื ความเ็ปทางกายนั้นเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับความร้าวรานที่เห็นครอบครัวถูกทำลาย
“ในเมื่อ์ไร้ตา... ข้าก็จะกลายเป็มารร้ายเสียเอง”
หลินชิงเหยาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้ขาจะสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าแต่นางกลับตั้งมั่นอย่างน่าประหลาด นางถอดชุดสีขาวสะอาดตาที่เป็ผ้าไว้ทุกข์สัญลักษณ์ของความอ่อนแอและความสูญเสียโยนลงไปในหลุมศพที่ไร้ป้ายอย่างไม่ใยดี
นางคว้าเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีแดงชาดที่ชิงมาจากโจรป่า (กลุ่มชายที่โชคร้ายพอจะดักปล้นนางเมื่อคืนก่อน และนางก็ได้สังหารมันด้วยกริชเล่มนี้เป็ครั้งแรก) มาคลุมร่าง สีแดงของมันโดดเด่นตัดกับสีขาวของหิมะ ราวกับกองเพลิงที่กำลังลุกโชนท่ามกลางทุ่งน้ำแข็ง
นางหันหลังให้สุสานแห่งนั้น ทิศทางที่นางจะมุ่งหน้าไปคือ เมืองเยี่ยนจิง สถานที่ซึ่งศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของนางพำนักอยู่ นางรู้ดีว่าการเข้าหาเซียวโม่เฉินเปรียบเหมือนการเดินเข้าหาคมดาบ หรือการเดิมพันด้วยดวงิญญากับพญามัจจุราช
แต่สตรีที่ไม่มีอะไรจะเสียเช่นนาง... ย่อมกล้าหาญยิ่งกว่าขุนนางผู้ทรงอำนาจคนใดในแผ่นดิน
“เซียวโม่เฉิน...เ้าคนชั่วเตรียมใจรับ รางวัล จากข้าได้เลย”
สายลมแรงพัดพากลิ่นเืและคำสาบานของนางหายไปในเทือกเขา ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าเล็กๆ บนพื้นหิมะที่มุ่งหน้าสู่ใจกลางอำนาจของแผ่นดินต้าจิ่ง และการล้างแค้นที่สั่นะเืบัลลังก์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
