ยี่สิบปีให้หลัง
ขณะที่พระเอก นางเอกและนางเอกคนที่สองสังหารสัตว์อสูรอยู่ในป่าก็พบกับเมิ่งเฟย จงหลิง เจียงเทา หลิ่วซือและเซวียนหยวนหงทั้งหมดห้าคน พวกเขาแปดคนยากนักจะรวมตัวกันได้
“พี่สาม ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ” มองเห็นหลิ่วซาน หลิ่วซือดีใจเป็อย่างยิ่ง
แดนลับนี่ใหญ่จริงหนอ คิดไม่ถึงว่านางต้องตรากตรำค้นหายี่สิบปีถึงจะหาชายหญิงสุนัขคู่นี้พบ
“น้องสี่!” เมื่อเห็นหลิ่วซือ หลิ่วซานก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน พี่น้องสองคนกอดกันอย่างรักใคร่
“น้องสี่ เ้าระดับสร้างรากฐาน่กลางแล้ว พลังก้าวหน้าขึ้นมากนักเชียว!” เห็นพลังของหลิ่วซือยกระดับขึ้นมาไม่น้อย เป็ระดับสร้างรากฐาน่กลาง ในใจนางเอกดีใจยิ่งนัก
“ฮ่าๆๆ พอใช้ได้น่ะ เพราะข้ากินโอสถไปค่อนข้างมาก พลังของพี่สาวเองก็ก้าวหน้ามากเหมือนกันนะ!” หลิ่วสือส่ายศีรษะ เอ่ยอย่างถ่อมตัว
“ข้าหรือ ข้ายังเหมือนเดิม!” อันที่จริงยี่สิบปีมานี้ พวกเขาสามคนเดินทางด้วยกัน หาโชควาสนาดีๆ พบไม่น้อย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด พวกเขาฝึกฝนอย่างไรพลังเพียงเพิ่มขึ้น ไม่เลื่อนระดับ หลันอวี่ิยังคงพลังขีดสุดระดับสร้างรากฐาน เหยียนเหยียนยังคงพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย ส่วนตนยังคงพลังระดับสร้างรากฐาน่กลาง
“จากกันไปหลายปี องค์ชายหกยังสง่างามเหมือนเดิมนะ!” พระเอกมองเห็นเซวียนหยวนหงก่อนก็เป็ฝ่ายเข้าไปทักทาย
“ศิษย์พี่หลันชมเกินไปแล้ว! ทำไมไม่เห็นศิษย์พี่อวี๋เล่า? หรือศิษย์พี่หลันยังไม่พบศิษย์พี่อวี๋หรือ?” ไม่เห็นอวี๋ชิงโยวติดตามอยู่ข้างกายพระเอก เซวียนหยวนหงรู้สึกแปลกเล็กน้อย ในใจคิด ‘สองคนนี้ ไม่ใช่ตัวติดกันเป็เงาตามตัวอยู่เสมองั้นหรือ?’
“อา ศิษย์น้องข้า เมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่เขาเพิ่งเข้าแดนลับมาก็จากไปเสียแล้ว!” พูดถึงตรงนี้ พระเอกถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่ง แสดงความโศกเศร้าและเสียใจที่มีน้อยครั้งออกมากับเื่นี้
“หา? จากไปแล้ว พบสัตว์อสูรเข้าหรือ?”
“ไม่ใช่ พบค่ายกลสังหารอันหนึ่ง!” พระเอกเล่าเื่่เวลานั้นอย่างกระชับรอบหนึ่ง
“ศิษย์พี่จง ศิษย์พี่เจียง สหายผู้ฝึกตนเมิ่ง!” นางเอกคนที่สองก้าวเข้ามาทักทาย
“สหายผู้ฝึกตนหลิน!” ทั้งสามคนก้มศีรษะคำนับกลับ
“ข้ายังคิดว่าตอนนี้ศิษย์พี่จงอยู่ที่เขาแสงทองเลยนะ? คิดไม่ถึง ศิษย์พี่จงกลับอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?” การพบจงหลิง ทำให้หลินเหยียนเหยียนแปลกใจเล็กน้อย ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าคนที่อยู่บนเขาแสงทองคือหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย
“เขาแสงทอง? นั่นเป็สถานที่อย่างไรหรือ?” จงหลิงมองอีกฝ่ายอย่างฉงน ไม่เข้าใจอยู่บ้างว่าทำไมอีกฝ่ายถึงพูดเช่นนี้
“เขาแสงทองอยู่ทางตะวันออกของแดนลับ เป็เขาวิเศษแห่งหนึ่งที่มีโชควาสนาใหญ่ น่าเสียดายนักพวกเราสี่คนช้าไปก้าวหนึ่ง เมื่อเดินทางไปถึง ที่แห่งนั้นกลับตั้งค่ายกลสังหารขั้นสามอันหนึ่งขึ้นมา” หลินเหยียนเหยียนพูดด้วยสีหน้าเสียดาย
“ฮ่าๆๆ สหายผู้ฝึกตนหลินล้อเล่นแล้ว หากเป็ค่ายกลสังหารขั้นสาม ย่อมไม่ยากสำหรับสหายผู้ฝึกตนหลินสิ!” ด้วยความสามารถของนาง เพียงค่ายกลสังหารขั้นสาม จะทำลายยากได้อย่างไรเล่า?
“ใช่ หากเป็ค่ายกลสังหารธรรมดา ข้าคงทำลายได้ แต่ค่ายกลสังหารนั่น ฐานค่ายกลที่ใช้เป็ของค่ายกลสังหารอสนีบาตอัคคี ดูเหมือนค่ายกลสังหารขั้นสาม แต่ความรู้สึกกลับเหมือนค่ายกลสังหารขั้นสี่ยิ่งนัก ศิษย์พี่อวี๋ไม่เชื่อคำห้ามของข้า ตอนโจมตีดวงตาค่ายกลใช้พลังโจมตีเจ็ดส่วนจึงถูกค่ายกลสังหารสะท้อนกลับ หนึ่งกระบวนท่าจบชีวิตในทันที! ตอนที่ข้าเห็นค่ายกลสังหารนั่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ ยังคิดว่าเป็ฝีมือของศิษย์พี่จงเสียอีก!” นางเอกคนที่สองมองจงหลิงพลางบอกเื่ค่ายกลสังหารกับอีกฝ่าย
“อ้อ? มีค่ายกลสังหารที่ร้ายกาจเช่นนี้ด้วยหรือ? ทำไมข้าไม่รู้เลย?” หรือจะเป็ค่ายกลสังหารยันต์อสนีบาตอัคคี์? เป็ศิษย์น้องหลิ่วเองหรือ?
“ฮ่าๆๆ ศิษย์พี่จงไม่รู้หรือ? ข้าจำได้ว่าศิษย์พี่จงเป็คนที่ชอบสร้างค่ายกลเองที่สุด! ข้ายังคิดว่านั่นเป็ค่ายกลสังหารที่ศิษย์พี่จงกับสหายผู้ฝึกตนหลิ่วสร้างออกมาเชียวนะ?” หลินเหยียนเหยียนจ้องจงหลิงพลางหยั่งเชิง
“ไม่ ข้ากับศิษย์น้องหลิ่วเคยร่วมกันสร้างค่ายกลป้องกันพันยันต์เท่านั้น ไม่มีค่ายกลอื่นหรอก นอกจากนี้ ศิษย์น้องหลิ่วเป็ผู้ใช้ยันต์ ไม่เป็วิชาค่ายกลอันใดด้วย!” ในเมื่ออวี๋ชิงโยวตายด้วยค่ายกลนั่น ถ้าเช่นนั้น จงหลิงไม่โง่ยอมรับว่าค่ายกลนั้นเป็นางกับหลิ่วเทียนฉีสร้างขึ้นหรอก
‘หลิงหลิง ที่นางพูดถึงคงไม่ใช่ค่ายกลสังหารอสนีบาตอัคคี์ที่เ้ากับหลิ่วเทียนฉีทำออกมากระมัง?’ เมิ่งเฟยที่ยืนอยู่ด้านข้างส่งกระแสจิตหา
‘น่าจะใช่ คิดว่าคงเป็ศิษย์น้องหลิ่วที่วาง!’ จงหลิงก้มศีรษะส่งกระแสจิตตอบ
“อ้อ? เป็เช่นนี้หรือ พวกเรายังคิดว่านั่นเป็ค่ายกลที่ศิษย์พี่จงกับสหายผู้ฝึกตนหลิ่ววางด้วยกันอยู่เลยเชียว!” นางเอกคนที่สองหรี่ตา ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย ไม่ใช่ค่ายกลที่จงหลิงสร้างงั้นหรือ? เป็ไปได้อย่างไร?
“ฮ่าๆๆ สหายผู้ฝึกตนหลินยกยอข้าเกินไปแล้ว ไยข้าจะมีความสามารถปานนั้นเล่า!” จงหลิงส่ายศีรษะแล้วเอ่ยอย่างถ่อมตัว
“เปรี้ยง เปรี้ยง...”
ผู้คนกำลังคุยสัพเพเหระกันอยู่ ทันใดนั้น ฟากฟ้าทิศตะวันออกกลับมีเมฆดำเข้าปกคลุม อสนีบาตสีทองสายแล้วสายเล่าร่วงลงจากเมฆดำทะมึน ะเืฟ้าะเืดิน พลังมหาศาลนัก!
“นี่ นี่คือ...” ผู้คนมองอสนีบาตสีทองที่ร่วงลงจากนภาเส้นแล้วเส้นเล่าบริเวณขอบฟ้า ตื่นตะลึงอย่างหนัก
“คงไม่ใช่อสนีบาตภัยของการผนึกดวงปราณกระมัง?” เมิ่งเฟยเบิกดวงเนตรงาม พูดอย่างเหลือเชื่อ
“น่าจะใช่ ดูสภาพแล้วคนที่ผนึกดวงปราณน่าจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ฝึกกระบี่ ไม่เช่นนั้น อสนีบาตภัยไม่มีทางรุนแรงเช่นนี้!” เจียงเทามองขอบฟ้า คิดว่าเป็อสนีบาตภัยยามผนึกดวงปราณเช่นกัน
“พรวด พรวด...” พระเอก นางเอกและนางเอกคนที่สองอ้าปากประอักเืพร้อมกัน
“พี่สาม ท่านเป็อะไร?” หลิ่วซือร้องใ รีบเข้าไปพยุงนางเอก
“ไม่ ไม่เป็ไร!” หลิ่วซานส่ายหน้า เอาโอสถรักษาอาการาเ็เม็ดหนึ่งออกมาแล้วกลืนลงไป
“เป็พวกเขา ต้องเป็พวกเขาแน่ คนที่เขาแสงทอง!” นางเอกคนที่สองกลืนโอสถรักษาอาการาเ็เม็ดหนึ่งด้วย นางถลึงตามองไปทางเขาแสงทองอย่างชิงชัง น่าชังนัก ถึงกับ ถึงกับผนึกดวงปราณเชียวหรือ!
“ดูท่าสมบัติที่เขาแสงทองจะไม่ธรรมดาจริงนะ!” พระเอกพูดพลางถอนหายใจเสียงเบา
หากตอนนั้นเดินทางไปถึงเขาแสงทองก่อนก้าวหนึ่ง ถ้าเช่นนั้น ผู้ที่ผนึกดวงปราณคงเป็ตน น่าเสียดาย น่าเสียดายเหลือเกิน!
“ข้ารู้สึกเหมือนดวงใจถูกสิ่งใดควักออกไปก้อนหนึ่ง เจ็บนัก!” หลิ่วซานกดหน้าอก มองไปทางบุรุษข้างกาย
“อืม ข้าก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอกอยู่หลายครั้งเช่นกัน!” พระเอกพยักหน้ารับ
“หากรู้ว่าสมบัติที่เขาแสงทองร้ายกาจปานนี้ พวกเราน่าจะคิดวิธีทำลายค่ายกล ไม่น่าถอดใจง่ายเช่นนั้นเลย!” พูดถึงตรงนี้ นางเอกคนที่สองนึกเสียใจขึ้นมา
ในตอนนั้น นางรู้สึกไม่ดีกับค่ายกลสังหารอันนั้นมาก พวกเขาเพิ่งลงมือทำลายค่ายกล อวี๋ชิงโยวก็ตายเสียแล้ว ที่เหลืออีกสามคนล้วนาเ็หนัก ดังนั้น จึงได้แต่ถอดใจจากเขาแสงทอง หาก หากรู้มาก่อนว่าสมบัติในที่แห่งนั้นดีปานนี้ ช่วยให้ผนึกดวงปราณได้ นางจะเลิกราโดยดีง่ายๆ ได้อย่างไรเล่า?
“ก็ไม่รู้ว่าเป็ใครที่โชคดีปานนี้ ถึงกับผนึกดวงปราณในแดนลับได้เชียว!” เซวียนหยวนหงมองอสนีบาตภัยพลังมหาศาลที่อยู่ทางทิศตะวันออกพลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอิจฉา
“หากมีค่ายกล ก็อาจเป็คนแคว้นหลันสุ่ยกับแคว้นอูเอ่อร์กระมัง!” จงหลิงมองทิศตะวันออก พูดขึ้นอย่างไม่สนใจ
“ถูกต้อง ผู้ใช้ค่ายกลจากแคว้นเทียนโยวกับแคว้นจินอวี่ของพวกเราล้วนอยู่ที่นี่มิใช่หรือไง? จะเป็พวกเราได้อย่างไรเล่า!” เมิ่งเฟยพยักหน้า เอ่ยเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
“ไม่ ข้ารู้สึกว่าเป็หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย!” พระเอกส่ายศีรษะ บอกความเห็นของตน
“น้องเจ็ด ไม่มีทางหรอก น้องเจ็ดเป็ผู้ใช้ยันต์นะ? จะเข้าใจค่ายกลได้อย่างไรเล่า? เป็ไปไม่ได้หรอก!” หลิ่วซือส่ายศีรษะพลางบอก
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่หลันบอกว่าที่แห่งนั้นมีค่ายกลป้องกันอยู่ไม่ใช่หรือ? ในเมื่อมีค่ายกลย่อมต้องมีผู้ใช้ค่ายกล จะเป็ศิษย์น้องหลิ่วกับศิษย์น้องเฉียวได้อย่างไรเล่า?” เซวียนหยวนหงส่ายศีรษะพลางตอบกลับเช่นกัน
“ใช่ ข้าก็คิดว่าไม่ใช่พวกน้องเจ็ด!” นางเอกส่ายศีรษะ
ได้ยินผู้คนว่าเช่นนี้ พระเอกได้แต่เม้มปาก “อาจเป็การกระทำของผู้ใช้ค่ายกลจากสองแคว้นอื่นกระมัง!”
เขาก็คิดว่าการคาดเดาของตนไร้ที่มาที่ไปอยู่บ้าง เฉียวรุ่ยเป็ผู้ฝึกยุทธ์ หลิ่วเทียนฉีเป็ผู้ใช้ยันต์ ตามหลักแล้ว ทั้งสองคนไม่มีทางเข้าใจค่ายกลได้ แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงยังคิดว่าเื่นี้ต้องเกี่ยวเนื่องกับสองคนนั้น
.........
เขาแสงทอง
หลิ่วเทียนฉียืนอยู่ด้านข้าง มองดูเฉียวรุ่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้เมฆสายฟ้า รับการชำระล้างจากอสนีบาต กำลังผนึกดวงปราณอยู่ บนใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความกังวล แม้เสี่ยวรุ่ยเป็ผู้ฝึกยุทธ์ แต่อสนีบาตภัยรุนแรงปานนี้ ไม่รู้ว่าเสี่ยวรุ่ยจะทนได้หรือไม่
หากไม่ใช่เพราะอสนีบาตภัยนี่มีพลังแห่งธรรมชาติอยู่ ยิ่งมีคนเข้ามายุ่งหรือช่วยเหลือ อสนีบาตภัยจะยิ่งผ่าลงมารุนแรง หลิ่วเทียนฉีคงพุ่งเข้าไปช่วยคนรักขวางอสนีบาตภัยตั้งนานแล้ว! คิดไม่ถึง อสนีบาตภัยของผู้ฝึกยุทธ์จะรุนแรงปานนี้ ดูท่าภายหลังต้องให้เสี่ยวรุ่ยฝึกฝนร่างกายมากเข้าถึงจะดี ไม่เช่นนั้น หากอสานีบาตภัยระดับจิตแรกกำเนิดรุนแรงกว่านี้ เกรงว่าเสี่ยวรุ่ยอาจทนไม่ได้!
เริ่มแรก เฉียวรุ่ยเตรียมตัวฝืนต้านอสนีบาตภัยของตนโดยตรง แต่ถูกผ่าไปครึ่งหนึ่งกลับรู้สึกว่าตนได้รับาเ็ทั่วร่าง คล้ายว่าแม้แต่กระดูกก็ใกล้จะถูกผ่าจนแหลกสลายไปเสียแล้ว
กระทั่งอสนีบาตภัยดำเนินมาครึ่งหนึ่ง เฉียวรุ่ยเริ่มทนไม่ไหว จึงสาดอุปกรณ์อาคมที่ไม่สมบูรณ์ และยังมียันต์ล่อสายฟ้า ยันต์คุ้มกายที่หลิ่วเทียนฉีเตรียมให้เขาขว้างออกไปกำโต ท้ายที่สุด อสนีบาตภัยยิ่งผ่ารุนแรง เฉียวรุ่ยจึงเอาจินเยี่ยนกับร่มหมื่นตะวันออกมากันโดยตรง
เรียกได้ว่าควักสมบัติจนหมดตัว กระทั่งจินเยี่ยนที่ออกมายังถูกผ่าทั้งร่างจนาเ็ ร่มหมื่นตะวันเป็รอยปริเต็มไปหมด ณ ตอนนี้จึงสิ้นสุด นับว่าผ่านพ้นอสนีบาตภัย เขาผนึกดวงปราณสำเร็จ
“เสี่ยวรุ่ย!” หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักทนอสนีบาตพ้นไปได้ ทรุดฮวบลงกับพื้นก็รีบร้อนก้าวเข้ามาอุ้มไว้
“เทียนฉี เจ็บ เจ็บจัง!” เฉียวรุ่ยนอนพังพาบอยู่ในอ้อมแขนเขา ขมวดคิ้วน้อยพลางบอกอย่างน่าสงสาร
“คนดี ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะรักษาอาการาเ็ให้เ้า ทายาให้เ้าเอง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ จูบริมฝีปากน้อยของคนรัก รีบร้อนเอาโอสถที่ตระเตรียมไว้เรียบร้อยให้เฉียวรุ่ยกิน จากนั้นอุ้มคนรักเข้าไปในกระโจมอย่างระมัดระวัง ถอดเสื้อผ้าขาดวิ่นบนร่างอีกฝ่ายออก เอาน้ำยาวิเศษกับยาทาแผลออกมา ทายาบนาแที่มีเืโชกบนร่างคนรักทีละแผล
“อื้อ เจ็บจัง!” เฉียวรุ่ยขมวดคิ้วน้อยๆ เจ็บจนกำหมัดแน่น
“เสี่ยวรุ่ยเด็กดี หลับสักตื่นนะ ข้าจะช่วยเ้าจัดการาแพวกนี้เอง!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอายันต์สงบจิตแผ่นหนึ่งออกมาแปะไว้บนหน้าผากคนรักทันที
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า หลับไปอย่างรวดเร็ว หลิ่วเทียนฉีจึงช่วยคนรักจัดการาแบนร่างต่ออย่างระมัดระวัง
