ตอนที่ 3 กลิ่นหอมที่เคลือบยาพิษและอดีตที่ถูกเผาไหม้
ความมืดใน ตำหนักเย่ว์กวง (แสงจันทร์) ยามนี้ ดูเหมือนจะมีน้ำหนักมหาศาล มันกดทับลงบนไหล่บอบบางของสตรีผู้หนึ่งราวกับศิลาจารึกหลุมศพที่ไร้นาม กลิ่นอับชื้นของราที่เกาะตามฝาผนังไม้ผุพังผสมปนเปกับกลิ่นคาวเืจางๆ ที่หยดลงจากปลายนิ้วของนาง สร้างบรรยากาศที่ชวนให้หายใจไม่ออก
หลินอ้าย ในร่างของ ซูเฟยหลิน นั่งนิ่งประดุจรูปปั้นหินสลัก ทว่าในความเงียบงันที่น่าหวาดหวั่นนั้น ในสมองของนางกลับมีเสียงกรีดร้องของความทรงจำกำลังดังก้องกังวานราวกับทำนบแตก
มันไม่ใช่ความทรงจำที่ขมขื่นมาแต่เริ่ม... แต่มันเริ่มต้นด้วยความหวานหอมที่ลวงตา เปรียบดั่งน้ำผึ้งที่เคลือบอยู่บนคมมีด
ิญญาของบิวตี้บล็อกเกอร์สาวจากโลกอนาคต กำลังถูกฉุดกระชากดำดิ่งลงสู่ห้วงอดีตของเ้าของร่างเดิม เพื่อให้ได้รับรู้ถึงที่มาของรอยแผลเป็และความแค้นที่ฝังรากลึกถึงกระดูกดำ
...
ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน... รัชศกฉินที่ห้า
ยามนั้น ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนวังหลวงเร็วกว่าปกติ ดอกท้อสีชมพูอ่อนบานสะพรั่งไปทั่วอุทยานหลวง กลีบดอกปลิวว่อนตามสายลมราวกับหิมะสีเืจางๆ
ซูเฟยหลิน ในวัยสิบเจ็ดปี เพิ่งก้าวเข้าสู่วังหลังในฐานะสนมขั้นล่าง นางเดินเคียงคู่มากับเหล่านางสนมใหม่ที่ต่างแต่งกายประชันโฉมกันสุดฤทธิ์ ทว่าท่ามกลางหมู่มวลบุปผาที่พยายามชูช่อ เฟยหลินกลับโดดเด่นออกมาอย่างเงียบเชียบ
ผิวพรรณของนางผุดผ่องขาวนวลราวกับหยกมันแพะ ชั้นดีที่ยังมิผ่านการเจียระไน เพียงแค่แสงแดดยามเช้าตกกระทบ ก็ดูราวกับมีรัศมีเรืองรองออกมาจากใต้ิั ดวงตากลมโตสุกใสดุจดวงดารายามค่ำคืนที่ไร้เมฆหมอก ขนตายาวงอนงามกระพริบไหวราวกับปีกผีเสื้อ
ในขณะที่นางกำลังเอื้อมมือไปเด็ดดอกท้อกิ่งหนึ่งด้วยกริยาที่เป็ธรรมชาติ เสียงฝีเท้าหนักแน่นของขบวนเสด็จก็ผ่านมาพอดี
ฮ่องเต้ฉินอวี้ บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งใต้หล้า ทรงหยุดชะงักฝีพระบาท พระเนตรคมกริบที่มักจะฉายแววเบื่อหน่ายและเ็า ทรงจับจ้องไปที่ดวงหน้านั้นอย่างลืมองค์
ขันทีน้อย เสี่ยวจู ที่เดินตามเสด็จอยู่รั้งท้าย แอบลอบมองเฟยหลินพลางคิดในใจ '์ช่วย! แม่นางน้อยผู้นี้ช่างงามล่มเมืองยิ่งนัก งามจนน่ากลัว... งามจนข้าเกรงว่าชีวิตนางในวังหลังแห่งนี้คงจะสั้นกุดยิ่งกว่าก้านธูปที่ถูกจุดทิ้งไว้'
ความงามของนางคือ ภัยพิบัติ ที่นางไม่เคยรู้ตัว และในวันนั้น รอยยิ้มเดียวของนางที่ส่งให้ผีเสื้อตัวน้อย ก็ได้ไปกระตุกหนวดเสือที่หลับใหลอยู่บนบัลลังก์หงส์ให้ตื่นขึ้น
...
งานเลี้ยงฉลองเทศกาลล่าสัตว์ ณ ลานกว้าง
เสียงดนตรีบรรเลงเพลงทำนองอ่อนหวาน นางรำจากกองสังคีตกำลังร่ายรำอย่างงดงาม แต่สายตาของฮ่องเต้กลับคอยชำเลืองมองไปที่ที่นั่งระดับล่าง ที่ซึ่งซูเฟยหลินนั่งก้มหน้าอย่างเจียมตนอยู่
บนบัลลังก์ข้างกายั พระสนมเอกเสิ่นหลาน (เสิ่นกุ้ยเฟย) สตรีผู้มีความงามเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก นั่งหลังตรงสง่างาม นิ้วเรียวยาวที่สวมปลอกเล็บทองคำประดับพลอยแดง เคาะลงบนที่วางแขนเบาๆ เป็จังหวะที่ดูผ่อนคลาย แต่แท้จริงแล้วคือกำลังนับถอยหลังชีวิตของศัตรูหัวใจ
นางกำนัลคนสนิทของเสิ่นหลานก้มลงกระซิบ
"พระสนมเพคะ... ฝ่าาทรงทอดพระเนตรนางแพศยาแซ่ซูผู้นั้นมาสามครั้งแล้วเพคะ"
เสิ่นหลานไม่ตอบ นางเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบ มุมปากยกยิ้มบางเบาที่ดูเปี่ยมเมตตา แต่แววตานั้นว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่น่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธเกรี้ยว มันคือสายตาของคนที่กำลังคำนวณอย่างใจเย็นว่า
"ต้องใช้ยาพิษกี่หยด ถึงจะดับแสงของดวงดาวดวงนี้ได้โดยที่มือข้าไม่เปื้อนเื"
คืนนั้น เสิ่นหลานไม่ได้แสดงท่าทีหึงหวง ตรงกันข้าม นางกลับเรียกซูเฟยหลินให้ไปเข้าเฝ้าที่ ตำหนักคุนหนิง ตำหนักส่วนตัวที่หรูหราที่สุดรองจากตำหนักฮองเฮา
กลิ่นหอมของกำยานราคาแพงลอยอบอวลไปทั่วห้อง เฟยหลินผู้ไร้เดียงสาคุกเข่าลงด้วยความนอบน้อม ตัวสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความเกรงกลัวบารมี
"ลุกขึ้นเถิด น้องหญิงเฟยหลิน" เสิ่นหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับพี่สาวที่เอ็นดูน้องน้อย นางกวักมือเรียกให้เฟยหลินเข้ามาใกล้ๆ แล้วใช้มือเชยคางมนขึ้นพิจารณา
"ช่างงดงามนัก... ผิวพรรณของเ้านวลเนียนถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าฝ่าาถึงได้ละสายพระเนตรมิได้"
"พระสนมเอกทรงล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว หม่อมฉันมิบังอาจ..." เฟยหลินรีบปฏิเสธด้วยความตื่นตระหนก
เสิ่นหลานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางลุกเดินไปที่ตู้เครื่องแป้งที่ทำจากไม้จันทน์หอมแกะสลัก หยิบตลับกระเบื้องเคลือบสีขาวมุกใบเล็กที่วาดลวดลายัทองอย่างประณีตออกมา
"ในวังหลังแห่งนี้ ความงามคืออาวุธ แต่กาลเวลาก็คือศัตรู ผิวหน้าของเ้าบางใสยิ่งนัก หากต้องลมแดดลมฝน แห้งกร้านไปตามกาลเวลา ข้าคงเสียดายแย่" นางยื่นตลับนั้นให้เฟยหลิน
"ข้ามีแป้งไข่มุกั ที่ปรุงจากสมุนไพรหายากทางใต้และไข่มุกพันปี มอบให้เ้าไว้ประทินผิว ถือเป็ของขวัญรับขวัญน้องใหม่จากพี่สาวคนนี้"
เฟยหลินรับตลับแป้งนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ความซาบซึ้งใจท่วมท้นอก นางคิดว่านี่คือมิตรภาพที่แท้จริงท่ามกลางวังหลังที่ทุกคนบอกว่าโหดร้าย
"ขอบพระทัยพระสนมเอกที่เมตตาเพคะ! หม่อมฉัน... หม่อมฉันจะจดจำความหวังดีนี้ไว้จนวันตาย จะใช้มันทุกวันมิให้ขาดเลยเพคะ!"
เสิ่นหลานมองดูเด็กสาวที่โขกศีรษะขอบคุณนางด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
'ใช่... จงจำไว้จนวันตาย และจงใช้มันทุกวัน... เพราะมันจะเป็สิ่งที่ส่งเ้าไปสู่ความตายทั้งเป็'
...
ภาพความทรงจำหมุนวนราวกับพายุหมุน หลินอ้ายในร่างปัจจุบันหลับตาแน่น ขมวดคิ้วด้วยความเ็ปที่ซึมลึกอยู่ในระดับเซลล์ผิว ความทรงจำของร่างกาย ทำงานอย่างรุนแรง
หลังจากใช้แป้งตลับนั้นได้เพียงหนึ่งเดือน...
"อาชิง... อาชิง!" เสียงของเฟยหลินในอดีตตื่นตระหนก นางนั่งส่องกระจกด้วยมือที่สั่นเทา
"เหตุใดวันนี้ข้าจึงรู้สึกร้อนที่โหนกแก้มซ้ายนัก? มันคันยุบยิบเหมือนมีมดเป็พันตัวกำลังไต่ตอมอยู่ใต้ิั!"
นางกำนัลอาชิงในวัยเยาว์รีบวิ่งเข้ามาดู รอยแดงจางๆ ปรากฏขึ้นบนแก้มเนียนใส
"คงเป็เพราะอากาศเปลี่ยนเพคะพระสนม หรือไม่ก็แพ้เกสรดอกไม้ เดี๋ยวทายาหม่องสักหน่อยคงหาย..."
แต่มันไม่เคยหาย...
ยิ่งทาแป้งไข่มุกั เพื่อปกปิดรอยแดง อาการก็ยิ่งลุกลาม รอยแดงเริ่มเปลี่ยนเป็สีคล้ำ ม่วง เขียว และกลายเป็สีดำสนิทในที่สุด ิัที่เคยตึงกระชับเริ่มแห้งแตกเป็สะเก็ดและหนาตัวขึ้น
ในสมองของ หลินอ้าย ผู้อยู่ในโลกปัจจุบัน วิเคราะห์ส่วนผสมของแป้งนรกนั่นทันทีด้วยความรู้ทางเคมี
"กลิ่นหอมเย็นๆ เหมือนดอกไม้ป่า... นั่นคือการกลบกลิ่นของ สารหนู (Arsenic) ส่วนความขาวเนียนที่เคลือบผิวได้ดีผิดปกติ มันคือ ตะกั่วขาว (White Lead) และที่เลวร้ายที่สุดคือสมุนไพรรากไม้พิษจำพวก ยางน่อง ที่จะทำปฏิกิริยาเมื่อถูกแสงแดด มันคือ Photo-toxicity (พิษจากแสง) ขั้นรุนแรง!"
นี่ไม่ใช่เครื่องสำอาง... แต่มันคือน้ำกรดที่มาในรูปแบบของฝุ่นแป้ง! มันค่อยๆ กัดกินิัชั้นหนังแท้ ทำลายคอลลาเจนและเม็ดสี จนเกิดภาวะเนื้อตาย (Necrosis) อย่างถาวร
เ้าของร่างเดิมไม่รู้เื่นี้ นางยังคงใช้มันด้วยความศรัทธา ยิ่งหน้าพัง นางก็ยิ่งโบกแป้งหนาขึ้นเพื่อปกปิด ตามคำแนะนำของนางกำนัลที่เสิ่นหลานส่งมาคอยสอดแนม จนกระทั่งวันหนึ่ง... วันที่นางตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าใบหน้าซีกซ้ายของตนเองดูไม่ต่างจากเปลือกไม้ที่ถูกไฟเผา
...
วันที่ฝนหลงฤดูตกลงมาดั่งน้ำตาฟ้า
บรรยากาศในความทรงจำเปลี่ยนเป็มืดครึ้ม สายฝนกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว ซูเฟยหลินที่สวมเพียงชุดบางเบา วิ่งฝ่าสายฝนไปยังตำหนักของเสิ่นหลาน ร่างกายของนางเปียกโชก ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง รอยปานสีดำบนหน้าดูน่ากลัวยิ่งขึ้นเมื่อเปียกน้ำ
นางคุกเข่าลงที่หน้าประตูบานใหญ่สีแดงชาด เอาศีรษะโขกพื้นหินแข็งๆ จนหน้าผากแตกเืไหลปนไปกับน้ำฝน
"พี่หญิงเสิ่นหลาน! ท่านพี่! ได้โปรดออกมาพบข้าเถิด! แป้งของท่าน... มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ข้าเ็ปเหลือเกิน... ช่วยข้าด้วย!"
เสียงะโของนางแข่งกับเสียงฟ้าร้อง ทว่าประตูบานใหญ่นั้นยังคงปิดสนิท
ทหารยามเฝ้าประตู สองนายยืนนิ่งอยู่ภายใต้ชายคา พวกเขามองดูสนมสาวที่เคยงดงามที่สุดในวัง บัดนี้กลายสภาพเป็หญิงวิปลาสที่น่าเวทนา
ทหารนายหนึ่งแอบคิดในใจ
'ช่างน่าสงสาร... ดอกไม้งามเมื่อถูกเด็ดออกจากต้น หากไม่เหี่ยวเฉาตาย ก็ต้องถูกขยี้ด้วยส้นเท้า นี่คือกฎของวังหลวงที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้'
ผ่านไปเนิ่นนาน ประตูบานเล็กด้านข้างจึงเปิดออก นางกำนัลคนสนิทของเสิ่นหลานเดินออกมา กางร่มคันงามสีแดงสดที่ดูขัดตา นางมองเฟยหลินด้วยสายตาเหยียดหยาม แล้วถ่ายทอดคำพูดของนายหญิงออกมา
"พระสนมเอกฝากบอกว่า... สตรีที่เสียโฉม ก็เหมือนภาพวาดที่เปื้อนหมึก จะเก็บไว้ให้ระคายสายตาไปทำไม? ความงามที่ดูแลไม่ได้ คือความผิดของเ้าเอง"
"ไม่จริง... นางสัญญาว่าจะดูแลข้าดั่งน้องสาว..." เฟยหลินสะอื้น ฮักจนตัวโยน
"และอีกอย่าง..." นางกำนัลแสยะยิ้ม
"ฝ่าาทรงมีรับสั่งแล้วว่า ไม่ประสงค์จะทอดพระเนตรเห็นสิ่งอัปมงคลเช่นเ้าอีก ให้เนรเทศไปอยู่ตำหนักเย็นท้ายวัง อย่าได้เสนอหน้าออกมาให้เป็กาลกิณีแก่ทางเดินั!"
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆ กลบเสียงกรีดร้องที่ขาดห้วงของเฟยหลิน วันนั้นเองที่นางถูกกระชากจาก์ลงสู่นรก ถูกแย่งชิงทุกอย่างแม้กระทั่งเครื่องประดับชิ้นสุดท้าย และถูกสั่งให้นำเครื่องแป้งทั้งหมดไปเผาทิ้ง... เหลือไว้เพียงความแค้นและใบหน้าที่แหลกสลาย
...
กลับสู่ปัจจุบัน: ความเป็จริงที่แหลกสลายแต่ทรงพลัง
หลินอ้ายลืมตาโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดในตำหนักเย็น แววตาที่เคยสับสนและเ็ปเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำในบ่อลึก
หยดน้ำตาอุ่นๆ ไหลลงมาอาบรอยปานที่ขรุขระ แต่มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแออีกต่อไป มันคือน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะโหมไฟแค้นให้ลุกโชน
"เสิ่นหลาน..."
หลินอ้ายกระซิบชื่อนั้นออกมา เสียงของนางสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะแรงอาฆาตที่อัดแน่นจนแทบะเิอก
"ท่านมอบความตายที่สวยงามให้ข้า... โดยใช้คำว่าพี่น้องบังหน้า ยืมมือผู้อื่นฆ่าคนโดยไม่เห็นเื... ฉลาดนัก"
นางลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบเศษกระจกแตกๆ ชิ้นเดิมขึ้นมาอีกครั้ง เืที่ปลายนิ้วเริ่มแห้งกรังเป็สีดำคล้ำ เหมือนกับรอยปานบนหน้า
"เ้าของร่างเดิมอาจจะโง่เขลาที่หลงเชื่อใจคน แต่ข้า... หลินอ้าย ไม่ใช่สตรีในห้องหอที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา" นางพูดกับเงาตัวเองในกระจก
"ในเมื่อท่านชอบเล่นกับความงามนัก ข้าก็จะใช้ความถนัดของข้า... มอบความงามที่เป็ความตาย คืนให้ท่านเป็การตอบแทน!"
ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนถูกบดขยี้ด้วยหินก้อนใหญ่ ความงามในอดีตเปรียบเสมือนภาพหลอนที่ตอกย้ำความอัปลักษณ์ในปัจจุบัน หลินอ้ายกำเศษกระจกแน่นจนมันบาดลึกเข้าไปในฝ่ามืออีกครั้ง แต่ความเจ็บที่มือนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บในใจของเฟยหลินที่ถูกทรยศ
นางเดินไปที่โต๊ะ เกือบจะสะดุดล้มเพราะความมืดและความหิวโหย แต่จิตใจที่แข็งแกร่งพยุงให้นางยืนหยัดอยู่ได้
"อาชิง... จุดเทียนเพิ่ม!" เสียงสั่งเฉียบขาดดังก้อง
อาชิงที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตาไฟสะดุ้งตื่น
"แต่... แต่พระสนมเพคะ เราเหลือเทียนไขเพียงก้อนเดียว... หากใช้หมด คืนพรุ่งนี้เราจะต้องอยู่ในความมืดนะเพคะ"
"จุดมัน!"
หลินอ้ายตวาดเบาๆ แต่มีอำนาจสะกดข่มรัศมี
"คืนนี้ข้าจะไม่ยอมนอนในความมืดเพื่อรอความตายอีกต่อไป แสงสว่างเพียงน้อยนิดก็มีค่า หากมันทำให้ข้ามองเห็นหนทางที่จะลากคอพวกมันลงมาได้! ข้าจะใช้แสงสว่างสุดท้ายนี้ จารึกความแค้นของข้าลงบนหน้ากากผีเสื้อนี้เอง!"
อาชิงรีบกุลีกุจอไปจุดเทียนด้วยมือที่สั่นเทา แสงสว่างสีส้มสาดส่องไปทั่วห้อง เผยให้เห็นใบหน้าของหลินอ้ายที่เปื้อนคราบน้ำตาและเื
หลินอ้ายนั่งลง เริ่มลงมือบดถ่านไม้และผสมชาดอีกครั้ง ครั้งนี้มือของนางไม่สั่นอีกต่อไป การเคลื่อนไหวของนางมั่นคง แม่นยำ ราวกับศัลยแพทย์ที่กำลังจะลงมีดผ่าตัด
นางนึกถึงคำคมจีนโบราณคำหนึ่งขึ้นมา
'จวินจื่อเป้าโฉว สือเหนียนปู้หว่าน' (วิญญูชนล้างแค้น สิบปีมิสาย)
"แต่ข้าไม่ใช่วิญญูชน... และข้าจะไม่รอถึงสิบปี" หลินอ้ายแสยะยิ้มที่มุมปาก ขณะจรดปลายพู่กันทำเองลงบนรอยปาน
"ข้าคือสตรีที่พวกเ้าสร้างขึ้นมาเอง... สตรีที่ไม่มีอะไรจะเสีย!"
ทุกการวาดฝีแปรงลงบนใบหน้าคือการกรีดเืลงบนบัญชีแค้น นางขยี้ความรู้สึกอ่อนแอทิ้งไป เหลือเพียงความเยือกเย็นที่เป็น้ำแข็งยิ่งกว่าจิตใจของเสิ่นหลาน
นางค่อยๆ วาดลวดลายปีกผีเสื้อทับลงไปบนรอยแผลเป็ ลายเส้นสีดำตัดขอบคมกริบ ถมทับรอยนูนด้วยเงา และไฮไลท์รอยลึกด้วยผงแป้งที่เหลืออยู่ ผีเสื้อบนหน้าของนางเริ่มก่อตัวเป็รูปร่าง มันไม่ใช่ผีเสื้อที่งดงามอ่อนช้อยเหมือนในสวนดอกไม้ แต่มันคือ ผีเสื้อราตรี ที่พร้อมจะโผบินเข้ากองไฟเพื่อแผดเผาทุกอย่าง
คืนนั้น... ตำหนักเย็นที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ กลับมีประกายไฟแห่งความอาฆาตลุกโชนอยู่ในดวงตาของสตรีผู้ฟื้นจากความตาย
อาชิงมองดูภาพนั้นด้วยความรู้สึกขนลุกซู่ นางไม่เคยเห็นใครที่ดูงดงามและน่ากลัวได้เท่านี้มาก่อน ราวกับว่านางพญามารได้จุติลงมาแล้ว
"เสิ่นหลาน... เฉินกุ้ยเหริน... และฮ่องเต้ผู้ตาบอด..." หลินอ้ายพึมพำขณะมองผลงานชิ้นเอกในกระจก
"จงเตรียมตัวรับของขวัญจากข้าเถิด เพราะพรุ่งนี้... ซูเฟยหลินผู้นี้ จะเดินออกจากเงามืด เพื่อไปกระชากหน้ากากของพวกเ้าทุกคน!"
