“เคร้ง!”
ขวานรบสองคมที่ไล่ตามเนี่ยตงไห่พลันร่วงลงพื้น ประกายแสงสีทองดับสนิทไม่หลงเหลือ
“กร๊อบ!”
ต้วนหยวนที่คุกเข่าข้างเดียวพยายามจะลุกขึ้นยืน ทว่าหน้าอกกลับมีเสียงกระดูกแตกดังลั่นออกมา
เืคำใหญ่พุ่งพรวดออกมาจากปากของต้วนหยวนอย่างมิอาจควบคุมได้ เขาไม่เพียงแต่ลุกขึ้นยืนไม่ได้ ยังนั่งแปะลงไปกับพื้นด้วย
สายตาที่ต้วนหยวนมองไปยังเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความตะลึงหวาดกลัวและไม่อยากเชื่อ
เนี่ยเทียน... มีตบะอยู่แค่ท้าย์่ต้น อีกทั้งเมื่อครู่นี้ก็ไม่ได้ปลดปล่อยอาวุธวิเศษใดออกมา เพียงแค่ใช้เคล็ดลับวิเศษที่แปลกประหลาดบางอย่างก็สามารถกระตุ้นพละกำลังน่าหวาดกลัวซึ่งราวกับน้ำป่าไหลหลากที่ทำลายเขื่อน พริบตาเดียวก็ทำร้ายเขาจนาเ็สาหัสได้
เขาใช้กระแสจิตไปตรวจสอบร่างกายของตัวเองจึงพบว่าหมัดเดียวของเนี่ยเทียน ทำให้กระดูกของเขาแตกออกถึงสี่ท่อน
ไม่เพียงเท่านี้ เพลิงพิโรธเชี่ยวกรากระลอกหนึ่งยังคงไหลวนอยู่ในร่างกายของเขา ส่งผ่านความเ็ปรวดร้าวไปตามเืเนื้อและเส้นเอ็นของเขา
เจอการโจมตีไปครั้งเดียว ต้วนหยวนไม่มีแม้แต่แรงจะควบคุมขวานรบสองคม จึงมิอาจสร้างภัยคุกคามใดๆ ให้กับเนี่ยตงไห่ได้อีก
“นั่นคือ...”
หูฉิงเหวินที่ถือคันธนู รวมไปถึงจ้าวไห่เฟิงที่ควบคุมหอกกระดูกสามเล่มต่างก็ฉายความประหลาดใจออกมาทางดวงตา
พวกเขาล้วนมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาคาดไม่ถึง
พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเนี่ยเทียนที่ขอบเขตห่างกับต้วนหยวนถึงหนึ่งขั้นเต็มจะสามารถทำร้ายต้วนหยวนได้
นี่มันผิดปกติมาก!
“ก่อนหน้านี้พวกเ้าพูดเองไม่ใช่หรือ? ขอบเขตไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ใช้วัดศักยภาพของคนคนหนึ่ง” เนี่ยเทียนแสยะปากพูดด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม “คาถาวิเศษที่สูงส่งลึกลับ เคล็ดลับวิเศษที่ประณีตละเอียดอ่อน สามารถชดเชยความไม่พอของขอบเขตได้ ที่ข้าสามารถทำร้ายเ้าได้ก็เป็เพราะเคล็ดลับวิเศษที่ประณีตวิจิตรอย่างไรเล่า”
“เคล็ดลับวิเศษที่ตาเฒ่าอูเป็ผู้สอน... น่ากลัวได้ขนาดนี้จริงๆ หรือ?” จ้าวไห่เฟิงตะลึงลาน
“กลับมา!”
เขากวักมือหนึ่งครั้ง หอกกระดูกสามเล่มที่กลายร่างเป็แท่งน้ำแข็งเย็นเยียบซึ่งพุ่งเข้าใส่อันหรงอย่างต่อเนื่องพลันบินออกมาจากรอบกายของอันหรง
มือเรียวยาวของหูฉิงเหวินวางไว้บนลูกศร เพียงแค่เล็งไปที่อันเหอ แต่ไม่ได้ยิงออกไป
อันหรงและอันเหอพลันผ่อนลมหายใจ แล้วจึงสังเกตเห็นเนี่ยเทียนได้ทันที
“ต้วนหยวน เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” จ้าวไห่เฟิงขมวดคิ้วถาม
ต้วนหยวนที่นั่งอยู่บนพื้น สาบเสื้อตรงหน้าเต็มไปด้วยรอยเื ซึ่งรอยเ่าั้... ล้วนเกิดจากเืที่เขากระอักออกมา
ต้วนหยวนในเวลานี้ทำได้เพียงยิ้มขื่นให้กับเขาหนึ่งครั้งแล้วนั่งทำสมาธิ คิดกำจัดพละกำลังที่แทรกซึมอยู่ในร่างของเขาซึ่งกำลังทำลายเืเนื้อและเส้นเอ็นของเขาอย่างต่อเนื่อง
เขาไม่มีเวลามัวมาสนทนาอีก
“าเ็หนักขนาดนี้เชียวหรือ...” จ้าวไห่เฟิงยิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่
เนี่ยเทียนที่เพิ่งปล่อยหมัดไปฝืนตัวเองให้ยืนอยู่ที่เดิม กำลังที่เกรียงไกรของเขาเสื่อมเป็ม้าตีนปลายแล้ว
สภาพของเขา... ไม่ได้ดีไปกว่าต้วนหยวนเท่าไหร่นัก
หมัดพิโรธรูปแบบที่หนึ่งแทบจะสูบเอาพลังิญญาและพลังที่ซุกซ่อนอยู่ในเืเนื้อของเขาไปจนสิ้น
เขาในตอนนี้ นอกจากพลังจิตที่ยังคงเปี่ยมล้นแล้ว เกรงว่าคงไม่เหลือกำลังมาต่อกรกับใครได้อีก
สีหน้าเขาเรียบเฉย ทว่าในใจกลับร้องทุกข์อยู่กับตัวเอง เขารู้ว่านับแต่ตอนนี้เป็ต้นไป เขาไม่เพียงแต่ช่วยท่านตาของเขาและอันหรงไม่ได้แล้ว ยังจะกลายมาเป็ภาระให้พวกเขาด้วย
ขอแค่จ้าวไห่เฟิงลงมือกับเขา ถ้าเช่นนั้นท่วงท่าดุดันที่เขาแสร้งทำอยู่ในตอนนี้ย่อมต้องถูกเปิดโปงออกมาในพริบตาเดียว
ทั้งๆ ที่รู้ว่าหลังจากร่ายหมัดพิโรธแล้วผลลัพธ์จะเป็อย่างในตอนนี้ เขาก็ยังเลือกทำด้วยความจนใจ
เพราะว่าต้วนหยวนแข็งแกร่งมากเกินไป อีกทั้งขอบเขตยังสูงกว่าเขาหนึ่งขั้นเต็ม นอกจากหมัดพิโรธรูปแบบที่หนึ่งซึ่งเขาบรรลุมาจากดินแดนลึกลับนั้นแล้ว เขาก็คิดหาวิธีอื่นที่จะทำให้ต้วนหยวนาเ็สาหัสไม่ได้อีก
“ช่างเถอะ ในเมื่อเป็ลูกศิษย์ของตาเฒ่าอู ต่อให้ขอบเขตจะต่ำต้อย แต่ก็มีคุณสมบัติมากพอจะให้ข้าลงมือเอง” จ้าวไห่เฟิงพลันพูดขึ้นมา
“ฟู่วๆ!”
หอกกระดูกซีดขาวสามเล่มพลันปล่อยไอน้ำแข็งออกมาเป็กลุ่มก้อน ไอน้ำแข็งเ่าั้ต่างก็แฝงไว้ด้วยความเย็นน่าครั่นคร้าม
เห็นได้ชัดว่าจ้าวไห่เฟิงเตรียมจะลงมือแล้ว
“ระวัง!”
เมื่อเนี่ยตงไห่และอันหรงสามคนมองเห็นว่าจ้าวไห่เฟิงย้ายเป้าหมายมาเล่นงานเนี่ยเทียน จึงพุ่งเข้ามารวมตัวกันในทันที
ั์ตาเนี่ยเทียนฉายแววขมขื่น มองเห็นหอกกระดูกสามเล่มรวบรวมพลังความเย็นคาตา แต่กลับไร้วิธีใดมารับมือ
“ตึกๆๆ!”
เนี่ยเทียนที่หมดสิ้นพลังกายไร้เรี่ยวแรงใดให้ต่อกร กลับได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำขึ้นมากะทันหัน
ความคิดของิญญามหัศจรรย์ที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ััได้ลอยจากทิศทางที่ห่างไกล เยื้องกรายมายังเมืองเฮยอวิ๋น
“เกราะัเพลิง!”
เพียงครู่เดียว เนี่ยเทียนก็ตั้งตัวได้ใหม่ ั์ตาฉายความปีติยินดีอย่างชัดเจน
เกราะัเพลิงที่ลอยวนเวียนอยู่ในเทือกเขาชื่อเหยียนอยู่นานเพื่อเก็บสะสมเส้นผลึกเพลิงพิภพอย่างต่อเนื่อง ได้ตามหาปราณของเขาเจอ และกำลังมุ่งหน้ามาจากเทือกเขาชื่อเหยียน!
คล้ายััได้ว่าเขาตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่ถึงขีดสุด ความเร็วที่เกราะัเพลิงใช้บินมาจึงเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การเข้ามาใกล้ของเกราะัเพลิงทำให้ไฟแห่งความหวังของเนี่ยเทียนถูกจุดขึ้นใหม่ รู้สึกว่าพวกจ้าวไห่เฟิงสามคนคงยากที่จะทำอันตรายเขาได้อีก
จ้าวไห่เฟิงที่กระตุ้นพลังความเย็นในร่างเพื่อผลักดันให้หอกกระดูกสามเล่มนั้นเล่นงานเนี่ยเทียนพลันบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในใจ
เขาที่ฝึกคาวิเศษน้ำแข็ง มีััที่เฉียบไวต่อปราณความหนาวเย็นสุดขั้วและความร้อนแผดเผามาั้แ่เกิด
เกราะัเพลิงยังมาไม่ถึง เขาก็ััได้ว่าอุณหภูมิของตลอดทั้งเมืองเฮยอวิ๋นกำลังไต่ระดับขึ้นสูง
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าความเร็วที่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นนั้นเร็วผิดปกติ ทำให้เขารู้สึกกดดันในใจ ครั่นเนื้อครั่นตัวไม่เป็สุขอย่างถึงที่สุด
จ้าวไห่เฟิงอยู่ในวังยมบาล แต่ไหนแต่ไรมาก็มีชื่อเสียงด้านความใจเย็นและเด็ดขาดมาโดยตลอด เขาวิเคราะห์อย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งก็พลันพูดกับหูฉิงเหวินว่า “พาตัวต้วนหยวนไป พวกเรากลับ”
“เ้าว่าอย่างไรนะ?” หูฉิงเหวินถามอย่างไม่เข้าใจ
ต้วนหยวนผู้นั้นก็ลืมตาโพลง มองเขาด้วยความสงสัยเต็มใบหน้า
“กลับกันเถอะ” จ้าวไห่เฟิงขมวดคิ้วน้อยๆ กล่าว “คราวนี้ถือว่าพวกเราโชคไม่ดี ส่วนเื่กุญแจประตู์ พวกเราสามารถได้มาโดยหนทางอื่น”
แม้ว่าหูฉิงเหวินและต้วนหยวนจะฉงนสนเท่ห์อย่างยิ่ง แต่กลับรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนทำอะไรเหลวไหล
พวกเขารู้ว่าเขาต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่นอน
“ตกลง!”
หูฉิงเหวินเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างมาก พอได้ยินว่าเขาเปลี่ยนความคิดก็เก็บธนูของตัวเองทันที แล้วแบกต้วนหยวนไว้บนหลัง
“ไป” จ้าวไห่เฟิงบอกเป็นัยให้พวกเขาจากไปก่อน จากนั้นก็หันมามองเนี่ยเทียน เอ่ย “เ้าเองก็มีกุญแจที่จะได้เข้าไปในประตู์เช่นกัน ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็ไปเจอกันอีกครั้งในประตู์เถอะ”
กล่าวจบเขาก็จากไปพร้อมกับหูฉิงเหวินท่ามกลางสายตาตะลึงระคนสงสัยของเนี่ยตงไห่ อันหรง และอันเหอ
“นี่มันเื่อะไรกัน?” อันหรงสับสนงุนงง
เนี่ยตงไห่เองก็ส่ายหัวแสดงความไม่เข้าใจ “ไม่รู้ว่าเ้าเด็กนั่นคิดอะไรอยู่ ด้วยฝีมือของเขา หากยืนหยัดที่จะต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ ก็ใช่ว่า... พวกเราจะต่อกรได้”
“คนที่ถูกฝึกมาจากวังยมบาล ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว” อันเหอเองก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
พวกเขาล้วนไม่คิดที่จะไล่ตามพวกจ้าวไห่เฟิงสามคนนั้นไป ราวกับรู้ว่าหากกล้าตามไป ทำให้จ้าวไห่เฟิงเดือดดาลขึ้นมาจริงๆ พวกเขามีแต่จะยิ่งาเ็หนักมากไปกว่าเดิม
“เ้าหมอนั่น... ได้กลิ่นอันตรายจากเกราะัเพลิงด้วยหรือ?” เนี่ยเทียนแสดงความประหลาดใจออกมาทางดวงตา
เนื่องจากเขามีความเชื่อมโยงทางจิติญญาอันละเอียดอ่อนกับเกราะัเพลิงจึงััได้ว่ามันเข้ามาใกล้แล้ว
นอกจากเขา อันหรงที่มีขอบเขตสูงสุดก็ยังััไม่ถึง
ทั้งๆ ที่จ้าวไห่เฟิงผู้นั้นเตรียมจะลงมือแล้วแท้ๆ แต่กลับหยุดชะงักกะทันหัน อีกทั้งยังมองประเมินไปรอบด้านด้วยความระแวดระวัง แอบััได้ถึงคลื่นอุณหภูมิร้อน เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เป็อีกคนหนึ่งที่ััได้
เขาััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของอุณหภูมิในเมืองเฮยอวิ๋น อาจจะเดาไปว่ามีผู้แข็งแกร่งที่เชี่ยวชาญคาถาวิเศษเปลวเพลิงกำลังเร่งรุดเดินทางมาที่นี่ ถึงได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวถอนตัวออกไปก่อน
คนผู้นี้รู้หนักรู้เบา ความสามารถในการรับััก็น่าตะลึง พอรับรู้ถึงวิกฤตก็รีบทิ้งทุกสิ่ง ถอนตัวออกไปอย่างเฉียบขาด
จ้าวไห่เฟิงผู้นี้ย่อมเป็คนรุ่นเดียวกันที่รับมือได้ยากที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา!
โม่ซีแห่งสำนักภูตผี และอวี๋ถงแห่งสำนักโลหิต เมื่อเทียบกับเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่าอ่อนด้อยกว่าขั้นหนึ่ง
“รู้สึกร้อนหรือไม่?” อยู่ๆ อันเหอก็พูดขึ้นมา
“นั่นเป็เพราะเ้าเด็กของวังยมบาลคนนั้นจากไปแล้ว คนผู้นี้เชี่ยวชาญวิชาน้ำแข็ง อาวุธวิเศษของเขาก็ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง การดำรงอยู่ของเขา ทำให้ฟ้าดินทุกแห่งของพวกเราคล้ายถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหนึ่งชั้น” อันหรงถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วกล่าวต่อ “เขาไปแล้ว พวกเราถึงได้รู้สึกว่าอุณหภูมิของเมืองเฮยอวิ๋นกลับมาเป็ปกติ เ้าหมอนี่น่ากลัวยิ่งนัก วังยมบาลสามารถฝึกฝนลูกศิษย์แบบนี้ออกมาได้ รากฐานแก่นแท้ของพวกเขาก็ช่างน่าตะลึงจริงๆ”
“ไม่ ดูเหมือนว่าไม่ได้เป็เพราะเขา ก่อนหน้าที่สามคนนั้นจะมา เมืองเฮยอวิ๋นก็ไม่ได้ร้อนอบอ้าวขนาดนี้” อันเหอกล่าว
“แล้วเป็เพราะอะไรล่ะ?” อันหรงไม่เข้าใจ
เวลานี้ เนี่ยเทียนพลันหันไปมองท้องฟ้าราตรีที่เป็สีเทา
ม่านรัตติกาลค่อยๆ จางหายไป เริ่มแทนที่มาด้วยแสงอรุณ
กลางท้องฟ้าสีเทาเข้ม ลำแสงเปลวเพลิงเส้นหนึ่งซึ่งมีรูปร่างเป็ัพลันพุ่งเข้ามาใกล้
“ไม่จริงกะมัง? หินอุกกาบาตจากนอกโลกอีกก้อนหรือ?” อันหรงอุทานด้วยความหดหู่
เนี่ยตงไห่และอันเหอเองก็พลันหน้าเผือดสี ต่างตกตะลึงจนไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
หินอุกกาบาตจากนอกโลกก้อนก่อนหน้านี้ทำลายตระกูลอวิ๋นจนย่อยยับไปทั้งตระกูล มีอีกก้อนพุ่งกระแทกใส่เมืองเฮยอวิ๋นแบบนี้ จะก่อให้เกิดภัยพิบัติที่เลวร้ายขนาดไหนกัน?
“มาอีกแล้ว!”
“์!”
“ทุกคนรีบหนีเร็ว!”
บนถนน ชาวเมืองเฮยอวิ๋นมากมายต่างก็ร้องอุทานแตกตื่น หนีกระเจิงกันไปสี่ทิศ
“ฟิ้ว!”
ลำแสงที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้โชติ่นั้นมาปรากฏตัวอยู่เหนือตระกูลอวิ๋นอย่างรวดเร็ว
“พุ่งเข้าหาตระกูลอวิ๋นอีกแล้วรึ?” พวกเนี่ยตงไห่หน้าซีดขาว
“ไม่ใช่” ในที่สุดเนี่ยเทียนก็เอ่ยปาก เอ่ยปลอบใจคนทั้งสาม “มันพุ่งมาหาข้า”
-----
