บทที่ 2
สามีที่ไม่คุ้นเคยและความจริงที่โหดร้าย
การเผชิญหน้ากับเสิ่นอวี่หาน
ยามบ่ายคล้อย... แสงแดดอุ่นสาดลอดช่องหน้าต่างไม้ ซูอันอันยังคงนั่งพิงหัวเตียงไม้เก่า กอดผ้าห่มไว้แน่น ดวงตาเลื่อนลอย
‘โชคดีบ้าอะไร!......เธอช่างโชคที่ไหนกัน!!..’ นางพึมพำเบา ๆ พลางถอนใจ
‘มีที่ไหนกัน ทะลุมิติมาเป็สะใภ้ผู้ยากจน และยังมีเด็กติดท้องอีกคน...นางดีกว่านางเอกนิยายที่เคยอ่านที่ไหนกัน......อยากจะบ้าตาย!’
นางยกมือขึ้นกุมหน้าอก พยายามสงบสติอารมณ์ พลันนิ้วมือก็ััได้ถึงวัตถุแข็งเย็นชิ้นหนึ่งที่ห้อยอยู่บนลำคอใต้สาบเสื้อผ้าที่หยาบกระด้าง
“นี่มัน...”
นางดึงมันออกมาดูท่ามกลางแสงสลัว มันคือจี้หยกสีเขียวมรกตชิ้นเล็กๆ สลักเสลาเป็รูปหงส์โบราณที่งดงามอย่างประหลาด... จี้หยกหงส์?
หลินอันอันขมวดคิ้ว... นางมั่นใจว่าตนเองไม่เคยมีเครื่องประดับชิ้นนี้มาก่อน หรือว่ามันจะเป็ของเ้าของร่างเดิม? มันให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด แต่ก็นิ่งสนิท... นางไม่มีเวลามาสนใจมันในตอนนี้
นางเอกคนอื่นทะลุมิติมาก็เป็คุณหนูใหญ่ มีเงินมีอำนาจ หรืออย่างน้อยก็มีระบบคอยช่วย แต่ข้าเล่า? กลับกลายเป็สะใภ้ชาวนาท้องโต แถมสามียังเ็าเสียยิ่งกว่าหินผาในยามเหมันต์
เสียงฝีเท้าหนักแน่น ตึก...ตึก...ดังใกล้เข้ามา นางสะดุ้งเฮือก ประตูไม้เลื่อนออก เผยให้เห็นร่างชายหนุ่มสูงใหญ่กำยำ เขาคือ เสิ่นอวี่หาน สามีของเ้าของร่าง
เขาอายุยี่สิบสี่ปี ใบหน้าคมคายราวกับหยกสลัก ดวงตานิ่งสงบดุจผืนน้ำในคืนเดือนดับ ไม่ฉายแววใด ๆ ทั้งสิ้น สุขุมจนชวนให้ขัดใจ
“เ้าฟื้นแล้วหรือ?” เขาเอ่ยเสียงต่ำ ทุ้ม แต่ไร้ความอ่อนโยน ฟังดูคล้ายถามก้อนหินมากกว่าภรรยาที่เพิ่งเป็ลมหมดสติ
“นี่เขาไม่รู้จักคำว่า ‘ห่วงใย’ เลยหรือ?” ซูอันอันคิดอย่างขุ่นเคือง “หรือว่าสามีภรรยาในยุคนี้ต้องเ็าเยี่ยงนี้ทุกคน?”
นางกำผ้าห่มแน่น หัวใจเต้นแรงราวกับถูกเรียกสัมภาษณ์งาน นางพยักหน้าช้า ๆ พยายามกลบความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในอก
เสิ่นอวี่หานถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปกปิดไม่มิด “เ้าทำให้คนทั้งเรือนแตกตื่นไปหมด หมอบอกว่ามีเด็กในท้อง...เ้าคงรู้แล้ว”
โอเค ข้ารู้แล้ว และข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความตื่นเต้นเสียหน่อย
ซูอันอันกลืนคำบ่นลงคอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ดวงตาเอ่อคลอน้ำตา “ข้า...ข้ายังไม่พร้อม เ้า...เอ่อ...ท่านสามี ข้ายังไม่เข้าใจแม้กระทั่งว่าตนเองจะทำอะไรต่อไปดี”
นางพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น แต่ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ มันยากเหลือเกิน
เสิ่นอวี่หานขยับคิ้วเล็กน้อย นั่นเป็ปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่ชัดเจนที่สุดที่นางเคยเห็นจากเขา เขาจ้องมองนางนิ่ง ราวกับกำลังพิจารณาว่า “ภรรยา” ตรงหน้าคือคนเดิมหรือไม่
“หรือว่านาง...แสร้งทำเป็จำไม่ได้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ?” ความคิดนี้แวบเข้ามาในใจเขา แต่ก็ถูกปัดตกทันทีเมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริงของนาง
แววตาเ็านั้นพลันแฝงประกายอ่อนโยนเพียงชั่ววูบ ก่อนเขาจะเบือนสายตาหนี
“ต่อให้เ้าจะไม่พร้อม ก็ต้องเผชิญ...เด็กคนนี้คือสายเืของตระกูลเสิ่น”
ช่าง!...กดดันเก่งเสียจริง ถ้อยคำเรียบง่ายกลับหนักหน่วงยิ่งกว่าหินโม่ ซูอันอันได้แต่นั่งก้มหน้า ความกลัวและความไม่มั่นคงถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่น
“พูดง่ายเสียจริง ท่านแค่ต้องหาอาหารเข้าบ้าน แต่ข้าต้องแบกเ้าก้อนนี้ไปอีกตั้งเก้าเดือน ไหนจะค่าคลอด ค่าเลี้ยงดูอีกเล่า...” นางคิดอย่างเหนื่อยล้า
เสิ่นอวี่หานเดินไปหยุดข้างเตียง วางมือลงบนโต๊ะเล็ก “พักผ่อนเสีย อย่าคิดมาก” น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่น้ำหนักของมือที่วางลงนั้นหนักแน่น ราวกับกำลังกดอารมณ์บางอย่างไว้
ซูอันอันเงยหน้าขึ้น “ท่าน...ข้ากลัว”
เขาวูบไหวเล็กน้อย มองใบหน้าซีดเผือดของนางแล้วถอนหายใจเบา ๆ “เ้าจะเป็แม่คนแล้ว...เข้มแข็งหน่อย”
เขายืนอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับรอให้นางพูดอะไรบางอย่าง หรืออาจจะรอคำขอ แต่เมื่อเห็นนางเงียบไป เขาก็เดินหันหลังออกไป โดยไม่แตะต้องตัวนางแม้แต่น้อย
“นี่หรือคือสามี? มิแม้แต่จะเอื้อมมือแตะปลายแขนเพื่อปลอบโยน...เ็าเสียยิ่งกว่าหินผาในยามเหมันต์” นางคิดอย่างเหนื่อยหน่าย
ก่อนจะพ้นประตู เขาหันกลับมาแล้วเอ่ยว่า “เ้ายังมีข้าอยู่ ดูแลตนเองและลูกในท้องให้ดี”
ประโยคนี้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาเพียงเล็กน้อย...แต่ก็แค่เล็กน้อย
ก็ยังดี...แม้จะพูดน้อยเสียยิ่งกว่าหินริมลำธาร แต่คำสุดท้ายก็พอให้ข้ารู้ว่าเขาไม่คิดจะปล่อยข้าไว้ลำพัง นางเหลือบสายตาขึ้นมองสามีเ้าของร่างหนึ่งที
“ข้าจะทำอย่างไรดี...ทะลุมิติมาโดยมิทันตั้งตัว แล้วยังต้องอยู่กับบุรุษที่หล่อดุจหยกสลัก ...แต่เ็าเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปีบนยอดเขา ชีวิตข้านี่มันคล้ายนิยายตลกผสมโศกนาฏกรรมโดยแท้
พรุ่งนี้...ข้าจะลุกขึ้นมาดูว่าในเรือนนี้มีอะไรที่ข้าจะแปรเปลี่ยนเป็ตำลึงเงินได้บ้าง แม้แต่ผ้าปูเก่าก็อาจกลายเป็ผ้าห่อสมุนไพรได้...ใครจะไปรู้?”
“ต้องรอดก่อน...ไม่ใช่เพื่อข้าเท่านั้น แต่เพื่อเ้าตัวน้อยในครรภ์ และเพื่อชีวิตที่ข้าจะเขียนขึ้นใหม่ด้วยมือของตนเอง”
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็แม่บ้านไร่ที่มีชีวิตซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์จีนแล้วกระมัง
ก้าวแรกแห่งการยอมรับ
ยามสาย แสงอาทิตย์อุ่น ๆ สาดลอดแนวไม้ไผ่ริมทาง ซูอันอันเดินทอดน่องไปตามถนนดินเล็ก ๆ ที่ทอดผ่านหมู่บ้านอันเงียบสงบ
นางกอดท้องไว้เบา ๆ พลางถอนหายใจ
“จะมัวนั่งร้องไห้กอดผ้าห่มไปถึงเมื่อไหร่กัน? นี่มันไม่ใช่สไตล์หลินอันอัน!” นางคิดอย่างหงุดหงิด
ชาวบ้านกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น อุปกรณ์ทั้งหมดล้วนเรียบง่าย จอบ เสียม คันไถที่ทำจากไม้และเหล็กหยาบ ๆ แต่กลับใช้ได้ผลดีภายใต้ภูมิประเทศและสภาพอากาศที่แห้งแล้งเช่นนี้
“ถ้ามีรถไถสักคัน ทุกอย่างคงง่ายดายดุจลมพัดผ่านใบหลิว...” นางพึมพำเบา ๆ ก่อนจะถอนใจ “แต่ในโลกนี้ ข้าต้องพึ่งแรงแขนและความคิดเท่านั้น”
ซูอันอันหยุดมองร่องน้ำที่ชาวบ้านขุดไว้ตามแนวลาดเอียงของพื้นที่ นางคิดทันทีว่า “นี่มันคือโจทย์วิศวกรรมอาหารชัด ๆ...ไม่สิ วิศวกรรมการจัดการทรัพยากรพื้นฐานต่างหาก!”
ในฐานะนักศึกษาวิศวกรรมอาหาร นางไม่ได้เรียนแค่เื่สูตรอาหาร แต่ยังรวมถึงการเก็บรักษาผลผลิต การจัดการน้ำเสีย และการควบคุมอุณหภูมิในยุคที่ไม่มีตู้เย็น
ความรู้เหล่านี้คือทองคำบริสุทธิ์ในโลกที่ขาดแคลนเช่นนี้
พลันสายตาเหลือบไปเห็นทหารแคว้นเว่ยสวมชุดเกราะบาง ๆ เดินลาดตระเวนอยู่เป็ระยะ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความเหนื่อยล้า
“ทหารแคว้นฉิน...นี่มันยุคาเจ็ดรัฐเลยหรือเปล่าเนี่ย!” นางคิดอย่างตื่นตระหนก “บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย แล้วข้าก็เป็เพียงหญิงตั้งครรภ์ในชนบท...นี่มิใช่เวลาที่ข้าจะนั่งจดสูตรอาหารอย่างสบายใจเสียแล้ว”
บ้านเรือนรอบตัวปลูกเรียงกันเป็แถว หลังคามุงแฝกเรียบง่าย แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซูอันอันเริ่มคิดว่า ความรู้สมัยใหม่ที่นางมี โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมอาหาร เช่น การหมักดองเพื่อยืดอายุอาหาร
การสร้างระบบกรองน้ำง่าย ๆ และการจัดการน้ำ อาจเป็ทางรอดเดียวของหมู่บ้านและครอบครัว
การเดินทางพันลี้เริ่มจากก้าวแรกของเท้า[1]
นางนึกถึงสำนวนโบราณที่เคยอ่านมา
“ข้าจะพลิกเรือนดินหลังนี้ให้กลายเป็แหล่งผลิตอาหารแห่งยุค แม้จะต้องใช้เพียงมือเปล่าและความรู้จากโลกเดิม” นางประกาศในใจอย่างแน่วแน่
ยามเย็น นางเดินกลับมายังเรือนตระกูลเสิ่น เห็นครอบครัวกำลังซ่อมหลังคาที่เสียหาย พวกเขาทำงานหนัก แต่ก็มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเล็ก ๆ น้อย ๆ
“ครอบครัวนี้มิได้ร่ำรวย...แต่มีความอบอุ่นและความเข้มแข็ง” นางคิดอย่างเงียบ ๆ
นางเริ่ม วางแผนทันที
แผนที่หนึ่ง การจัดการอาหาร ต้องแน่ใจว่าเ้าตัวน้อยในครรภ์จะได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะโปรตีนและวิตามินซีจากวัตถุดิบที่หาได้
“แครอท...มันฝรั่ง...ข้าต้องหาให้ได้!”
แผนที่สอง การจัดการน้ำ ต้องมีน้ำสะอาดสำหรับการบริโภคและสุขอนามัยที่ดี
“ระบบกรองน้ำแบบง่าย ๆ....ข้าจะสร้างมันขึ้นมา”
แผนที่สาม การจัดการความเครียด อันนี้สำคัญที่สุด ทั้งของตนเองและของสามีผู้เ็า
“หากเขายังทำหน้าบึ้งตึงใส่ข้าอีก...ข้าอาจคลอดลูกก่อนกำหนดให้ดู!”
นางหยิบผ้าปูเก่า ๆ มาฉีกเป็ชิ้นเล็ก ๆ แล้วเริ่มจดสิ่งที่ต้องทำลงบนแผ่นไม้บาง ๆ โดยใช้ถ่านไม้แทนดินสอ
ซูอันอันนั่งลงริมประตูบ้าน มองหมู่บ้านที่ค่อย ๆ คลายความวุ่นวาย แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลงบนหลังคาและทุ่งนา สะท้อนให้เห็นทั้งความเหน็ดเหนื่อยและความอบอุ่น
นางถอนหายใจลึก ๆ ยิ้มบาง ๆ
“เอาเถอะ...ไหน ๆ ก็มาแล้ว ชีวิตวิศวะที่เคยคิดว่ายากแล้ว เจอชีวิตแม่บ้านท้องแก่ในยุคายากกว่าร้อยเท่า...แต่ข้านี่แหละ หลินอันอัน จะเป็ผู้เขียนสูตรให้ชีวิตนี้ผ่านไปให้ได้!”
ความไม่มั่นคงยังคงอยู่ แต่ตอนนี้มันถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นดื้อรั้น แบบที่นักศึกษาปีสุดท้ายมีก่อนส่งวิทยานิพนธ์
[1] การเดินทางพันลี้เริ่มจากก้าวแรกของเท้า : มาจากคำสอนของ เล่าจื๊อ ในคัมภีร์เต๋าเต๋อจิง มีความหมายว่า การเดินทางที่ยิ่งใหญ่หรือเป้าหมายที่ท้าทายที่สุด ไม่ว่ายาวไกลแค่ไหน ล้วนเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ และการลงมือทำก้าวแรก
