ก่อนหน้านี้ หัวหน้าอาจารย์แห่งสำนักศึกษาหลวงได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่านี่เป็โอกาสสุดท้าย
หม่านสือชีพลาดการสอบซ่อม จะต้องถูกตัดชื่อออกจากสำนัก
หลายวันที่ผ่านมา พวกเขาต่างขะมักเขม้นกับการรวบรวมข้อมูล ท่องจำบทเรียนอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ไร้ประโยชน์ ทุกคนต่างร้อนรนใจ
“ข้าจะไปไหว้วานหาคนมาช่วย! ดูว่าจะขอผ่อนผันได้หรือไม่!” ิเยี่ยรีบวิ่งออกไปทันที
หยางจวินส่ายหัวด้วยความจนใจ ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวลา “เื่ราวจบลงแล้ว ข้าต้องรีบเขียนจดหมายรายงานท่านแม่ทัพเซี่ย จากลาครานี้ หากมีวาสนา เราคงได้พบกันใหม่ ดูแลตนเองด้วย”
ิหยวนรู้สึกใจหาย แต่ก็ไม่อาจรั้งอีกฝ่ายไว้ได้ จึงประสานมือคำนับส่งเขาที่หน้าประตู
ทันใดนั้นหยางจวินก็หยุดเดินแล้วหันกลับมา “แล้วเื่ที่เ้าถามข้าวันนั้น เ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าข้าไม่ใช่คนเ้าบทเ้ากลอน คำถามคำตอบพวกนั้นล้วนเตรียมโดยอาจารย์เซี่ย ข้ามีหน้าที่เพียงตั้งรับข้าศึก ไม่ได้คิดมากไปกว่านั้น คงเป็การไม่เหมาะสมสินะ?”
ิหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง
หยางจวินมองเขาอย่างกังวล “เ้าผิดหวังในตัวข้าหรือ?”
ิหยวนพลันยิ้มออกมา ราวกับน้ำแข็งที่ละลายเพราะสายลมอันอบอุ่นยามวสันต์ “ไม่เลย ไม่ได้ผิดหวังอันใด ท่านพูดได้ดีมาก”
หยางจวินเมื่อเห็นเขาทั้งดีใจทั้งเศร้าสลับกันไปมาเช่นนี้ ก็รู้สึกประหลาดใจ
“คุณชายหยาง!” หยางจวินกำลังจะขึ้นหลังม้า ิหยวนก็พลันนึกถึงเื่บางอย่าง จึงรีบเรียกเขาไว้
“นี่ ข้าให้ท่าน” ิหยวนหยิบห่อผ้าขนาดเล็กที่เย็บอย่างประณีตออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้เขา “ฝากมอบสิ่งนี้ให้น้องสาวที่ไม่เคยพบหน้าของท่านด้วย เดิมทีที่โคมไฟของนางหายไปก็เป็เพราะข้า ที่ทำให้นางต้องเสียใจ”
“นี่คือสิ่งใด?” หยางจวินโน้มตัวลงไปรับ มือข้างหนึ่งจับบังเหียนม้าไว้แน่น มือหนึ่งรับห่อผ้ามาเปิดออก ภายในเป็ชุดเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ทั้งปิ่นปักผม ต่างหู กำไล ไม่ได้ทำจากทอง เงิน หรือไข่มุก แต่ก็ประณีตงดงามน่ารัก หยางจวินไม่ต้องคิดก็รู้ว่าน้องสาวต้องชอบของขวัญชิ้นนี้แน่นอน
“เ้าช่างเป็คนรอบคอบ” หยางจวินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สองสามวันมานี้พวกเราก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เ้าไปหาสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน”
“ท่านมิใช่หรือที่ช่วยข้าหาบ่าวรับใช้ที่ทั้งฉลาดและทำงานเก่งมาให้ข้า?” ิหยวนแสร้งทำท่าลึกลับพลางส่ายหัว สุดท้ายก็กลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ เห็นมวยผมของอีกฝ่ายถูกลมพัดจนหลุดลุ่ย เขาจึงเอื้อมมือไปจัดให้ “ก้มลงมาหน่อย”
หยางจวินก้มหัวลงเล็กน้อย
“ก้มลงมาอีกหน่อยสิ”
หยางจวินเอ่ยติดตลก “คุณชายตัวน้อย้าหวีผมให้ข้าหรือ?”
“ข้าเพิ่งจะตอบแทนบุญคุณที่ท่านให้ยืมเสื้อที่ป่าช้าครั้งก่อนไป แต่ต้องมาติดค้างน้ำใจจากโสมูเาของท่านอีกครั้ง ดูท่าแม้ข้าจะตอบแทนด้วยการมอบกายถวายตัวให้ก็คงไม่อาจตอบแทนได้หมด” ิหยวนเอ่ยติดตลกพลางทำเหมือนจะเอื้อมมือไปจัดปอยผมที่ร่วงลงมาให้เขา ทว่ากลับเกี่ยวปิ่นปักผมของเขาหลุดออกมาแทน กวาน [1] หลุดออกจากศีรษะ ทำให้ผมสีดำขลับของหยางจวินปรกสยายลงมา
ิหยวนดีใจที่แผนร้ายสำเร็จ พลันปรบมือ “ในเมืองไม่ปลอดภัย ท่านเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ย่อมมีรังสีความน่าเกรงขาม ปลอมตัวเป็จอมยุทธ์จะปลอดภัยกว่า”
“เ้า...” หยางจวินได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น
หยางจวินเอื้อมมือจะแย่งกวานกลับมา แต่ิหยวนกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว แล้วตบก้นม้าของหยางจวินอย่างแรง จนม้าส่งเสียงร้องฮี้ ก่อนจะกระทืบเท้าวิ่งออกไป
คำพูดของอัศวินบนหลังม้า ถูกกลืนหายไปกับสายลม
ิหยวนยืนมองเขาจากไปจนลับสายตา ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปด้วยรอยยิ้ม
ภายในห้อง หม่านสือชียังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ก้มหน้าซุกอยู่ระหว่างหัวเข่า มือทั้งสองข้างกำแน่นจนสั่นเทา
ิหยวนนั่งลงข้างๆ เขา “เ้าไม่กังวลบ้างหรือ? อยากถูกตัดชื่อออกจากสำนักจริงๆ หรือ?”
“เป็ไปได้อย่างไร” หม่านสือชีฝืนยิ้ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนล้า หลังจากผ่านเื่เลวร้ายมา “เมื่อครู่พี่ใหญ่เฉาเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ตอนนี้เขารอดชีวิตมาได้ ข้ารู้สึกโชคดีมากแล้ว ขอบคุณ์ที่เมตตา”
ิหยวนมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง รู้สึกว่าเด็กหนุ่มเืร้อนผู้นี้เติบโตเป็ผู้ใหญ่มากขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
“ไม่หวั่นแม้ยามภัยมา ซื่อสัตย์ต่อสหาย ยอมสละได้แม้ชีวิต เ้าช่างคู่ควรกับฉายา ‘วีรบุรุษ’ ในตำราโบราณ”
“ไม่มีทาง” หม่านสือชีเอ่ยอย่างเขินอายพลางเกาหัว ิหยวนเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขามีลักยิ้มสองข้างด้วย “ท่านพี่อู๋จิ่วช่วยข้าไว้มากมาย ข้าเพียงทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น”
ิหยวนพลันนึกถึงเื่บางอย่างขึ้นมาได้ “เ้าบอกว่าเ้าเกือบจมน้ำตายที่แม่น้ำฉินหวยในครานั้นเกิดเื่อันใดขึ้น?”
หม่านสือชีอายจนใบหน้าแดงก่ำ บิดมืออยู่นานกว่าจะยอมเงยหน้าขึ้นมองิหยวน ก่อนที่จะมองไปที่เฉาอู๋จิ่วที่นอนหลับอยู่บนเตียง “ข้าไม่ชอบเล่าเรียนมาั้แ่เด็ก ชอบฝึกวรยุทธ์ ใฝ่ฝันอยากออกรบเพื่อบ้านเมือง ผลสุดท้าย ถูกคนในบ้านบังคับให้มาเรียนที่สำนักศึกษาหลวง ข้าไม่มีทางเลือก... จึงทำตัวเกเร ไม่ยอมเข้าเรียน ไม่ยอมอ่านตำรา เอาแต่เที่ยวเตร่เสเพล ดื่มสุราไปวันๆ กลับจวนทีไรก็เมาหัวราน้ำไม่ได้สติทุกที เป็คุณชายเหลวแหลกโดยสมบูรณ์แบบ”
ิหยวนมองเขาด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ เขาคาดไม่ถึงว่าคุณชายสิบเจ็ดแห่งสกุลหม่านจะมีด้านมืดเช่นนี้ หม่านสือชีที่เขารู้จักนั้นเป็เด็กหนุ่มที่มุ่งมั่นตั้งใจ ตรงไปตรงมา และเรียบง่ายที่สุด
หม่านสือชีเห็นสายตาอีกฝ่ายจึงได้แต่ลูบจมูกยิ้มแห้งๆ
“เราสองตระกูลสนิทกัน ครอบครัวข้าจึงฝากฝังให้พี่อู๋จิ่วดูแลข้า ่แรกๆ เขาก็ไม่ได้สนใจข้ามากนัก ปล่อยให้ข้าทำตามใจ จนกระทั่งวันหนึ่งข้ากับสหายร่วมสำนักดื่มสุราจนเมาไม่ได้สติที่ร้านสุราบนเรือแห่งหนึ่งริมแม่น้ำฉินหวย ไม่รู้ว่าเขาตามมาได้อย่างไร จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วสาดสุราทั้งไหใส่หน้าข้า แม้ตอนนั้นข้าจะสร่างเมาแล้ว แต่ก็ยังไม่สำนึกผิด กลับอาละวาดใส่เขาไม่หยุด เขาก็ไม่สนใจ กลับสั่งให้บ่าวรับใช้สองคนโยนข้าลงแม่น้ำ วันนั้นน้ำในแม่น้ำเย็นเฉียบเข้ากระดูก พอตกลงไปข้าก็สร่างเมาทันที พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำ แต่เพราะฤทธิ์สุราแขนขาจึงอ่อนแรง กว่าจะปีนขึ้นมาบนเรือได้ก็เล่นเอาเหนื่อย ไม่ทันได้พักหายใจ เขาก็สั่งให้โยนข้าลงน้ำอีกครั้ง พอขึ้นมา ก็โดนโยนลงไปใหม่ ทำอย่างนั้นอยู่สามรอบ จนกระทั่งรอบสุดท้ายพอข้าขึ้นมาจากน้ำได้ ข้าถึงกับคุกเข่าร้องไห้ขอร้องเขา บอกว่าข้าผิดไปแล้ว พี่ชาย จะไม่ทำเช่นนี้อีก ขอร้องอย่าโยนข้าลงน้ำอีกเลย!”
“ฮ่าๆๆๆ เ้าเองก็มีมุมอ่อนแอว่าง่ายเหมือนกันนี่”
ิหยวนหัวเราะเสียงดัง หม่านสือชีเองก็นึกถึง่เวลาเ่าั้ มุมปากจึงเผยรอยยิ้ม
“แล้วอย่างไรต่อเล่า? เขาโยนเ้าลงไปอีกหรือไม่?”
“ไม่ ตอนนั้นข้านอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ส่วนพี่อู๋จิ่วยืนอยู่ตรงหน้าข้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าว่า ‘บรรพบุรุษของเ้าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ เก่งกาจทั้งบุ๋นทั้งบู๊ แต่กลับมีลูกหลานเช่นนี้ เพียงแค่ไม่พอใจก็ทำตัวเสเพลเหลวไหล ไร้ประโยชน์”
“ดังนั้นเ้าจึงสำนึกผิดคิดได้?”
“เ้าคิดว่าข้าเป็คนเช่นนั้นหรือ?” หม่านสือชีลูบหนวดเคราบางๆ บนริมฝีปาก เอ่ยอย่างเขินอาย “ตอนนั้นข้าะโใส่เขาว่า ข้าจะเป็แม่ทัพใหญ่ ปกป้องบ้านเมือง ไม่จำเป็ต้องมาเรียนรู้ปรัชญาอันใดพวกนั้น เขาได้แต่ยิ้มเยาะ เ้าคงจินตนาการภาพออกใช่หรือไม่? เขามองข้าแล้วพูดว่า ‘ข้าไม่รู้ว่าปรัชญาพวกนั้นมันไปขัดขวางเ้าตอนฝึกวรยุทธ์ หรือตอนออกรบตอนไหน ไร้ความมุ่งมั่นเอง กลับโทษคนอื่น โทษฟ้าดิน ดีจริงๆ’”
ิหยวนยิ้มออกมา เขาจินตนาการภาพสหายเฉาออก
“ตอนนั้นข้าทั้งโกรธทั้งโมโห จึงตัดสินใจตั้งใจเรียนเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เขาและครอบครัวของข้าเห็น”
“แล้วพวกเ้ากลับมาดีกันได้อย่างไร?”
ิหยวนคิดว่าน่าจะมีเื่ราวพลิกผัน ทว่าหม่านสือชีกลับก้มหน้าด้วยความเขินอาย “ข้าคิดว่าทุกอย่างจะเป็เช่นนั้น ใครจะไปรู้ว่าเพราะดื่มสุรา แช่ในน้ำ โดนลมเย็นพัด จึงป่วยหนัก นอนซมอยู่บนเตียงหลายวัน เขาเป็คนดูแลข้า ป้อนยา ป้อนข้าว เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้า ตอนนั้นข้าอายุเพียงสิบกว่าปี เป็ครั้งแรกที่จากบ้านมาไกล ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ข้างกาย ตอนนั้นข้ารู้สึกซาบซึ้งจนน้ำหูน้ำตาไหล ไหนเลยจะยังมีหน้าไปดื้อรั้นกับเขา เขาสั่งให้ทำอันใดข้าย่อมทำตามอย่างว่าง่าย ไม่กล้าเดินผิดลู่ทางอีก”
ิหยวนมองหม่านสือชีที มองเฉาอู๋จิ่วที รู้สึกทั้งขำทั้งแปลกใจ เขาปัดก้นและลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปหาคนช่วยอีกแรง ดูสิว่าพอมีทางแก้ไขหรือไม่ เ้ารีบบอกให้คนในบ้านมาดูแลเฉาอู๋จิ่ว แล้วไปรับผิดกับหัวหน้าอาจารย์เถอะ”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] "กวาน冠" คือ สิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะ เปรียบได้กับรัดเกล้าที่จะสวมครอบรัดมวยผม เด็กชายจีนเมื่อมีอายุครบ 20 ปีเต็ม ก็จะมีพิธีสวมกวาน เรียกว่า "จี๋กวาน及冠”
