ไม่ว่าจะเป็แห่งหนใดล้วนไม่ขาดแคลนพวกโรคริษยาจนตาแดง และยามนี้สกุลเคอก็เป็เช่นนั้น
ขณะพวกเขาทอดมองกลุ่มคนกำลังยุ่งงาน ปากยังกล่าววาจาหยามเหยียดเรื่อยเปื่อย
“โอ้ เคลื่อนย้ายต้นกล้างั้นหรือ วันนี้ยังดูเขียวชอุ่มโดยทั่ว แต่ไม่แน่ว่าวันพรุ่งอาจจะรากเน่า แล้ววันมะรืนก็ตายเป็เบือ ฮ่าๆๆ...”
“อย่ามัวเสียแรงเปล่าเลย ด้วยวิธีเพาะปลูกเช่นนี้ของพวกเ้า มิสู้ฉวยโอกาสยามยังมีเวลาเหลือเปลี่ยนไปใช้วิธีเพาะปลูกเช่นเมื่อก่อนเถิด อย่าได้รอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้วไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว เช่นนั้นคงได้ร้องไห้เจียนตายเสียแล้ว คิกๆ...”
เสียงเย้ยหยันยังคงดังขึ้นเป็ระลอก คนสกุลเฉินไม่เอ่ยคล้อยตาม ล้วนแต่ตั้งหน้าตั้งตาเพาะปลูกตามวิธีการที่เคอโยวหรานบอก ไม่กล้าปล่อยให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงนิด
หากกล่าวว่าเมื่อก่อนคนสกุลเฉินคิดว่า หากหลังฤดูใบไม้ร่วงไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว ซื้อข้าวกินก็ไม่เห็นจะเป็อันใด
ทว่ายามนี้ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องปลูกให้ได้ แม้ไม่มีหมั่นโถวให้นึ่งก็ยังต้องฮึดสู้ต่อไป [2] มิอาจปล่อยให้คนสกุลเคอหยามเหยียดเอาได้
คนสกุลเคอเห็นคนสกุลเฉินไม่โต้ตอบก็รู้สึกว่าน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก ดังนั้นจึงหันไปเย้ยหยันเคออู่ฝูแทน
“โอ้ เคออู่ฝู ภายในจวนของพวกเ้ายากไร้เสียจนมิอาจเปิดหม้อแล้วกระมัง? ยังกล้าก่อเื่วุ่นวายไปกับคนสกุลเฉินอีกหรือ?”
“ฮ่าๆๆ เคออู่ฝู เ้าไม่กลัวว่าหลังฤดูใบไม้ร่วงจะไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวจนคนทั้งครอบครัวอดตายอยู่ในหมู่บ้านเถาหยวนหรืออย่างไร?”
“จิ๊ๆ น่าเวทนายิ่งนัก เห็นพวกเ้าผอมจนหนังหุ้มกระดูกแล้วแท้ๆ หากฤดูใบไม้ร่วงยังไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าสกุลเฉินที่เ้าเอนเอียงเข้าข้างจะเจียดเงินทองให้พวกเ้าบ้างหรือไม่?”
“ไอ้หยา ช่างน่าสงสาร ถูกคนสกุลต้วนหลอกใช้ยังไม่รู้ตัว กลับถูกผู้อื่นซื้อตัวไปอย่างโง่เขลา ทั้งยังจะช่วยหาเงินให้ผู้อื่นอีกด้วย...”
เซ็งแซ่...
การถกเถียงของคนสกุลเคอดังไม่หยุดหย่อน แต่น่าเสียดายที่เคออู่ฝูกับคนสกุลเฉินล้วนไม่ตอบกลับ พวกเขาจึงพบเพียงความว่างเปล่า
คนสกุลเคอเห็นว่าที่นี่ช่างน่าเบื่อหน่ายนัก อีกทั้งพระอาทิตย์ยังสาดแสงจนคนวิงเวียน หลังจากหัวเราะเยาะคนสกุลเฉินเสร็จก็แยกย้ายกันกลับจวนไป
เถ้าแก่อวี๋ของโรงสุราฟู่หยวนในยามนี้ก็ไม่สู้ดีนักเช่นกัน เพราะโรงสุราของเขาแทบจะถูกผู้คนล้อมโจมตีแล้ว
“เถ้าแก่ นี่พวกเ้ามัวทำอันใดกัน? เกี๊ยวน้ำมรกตที่ข้าสั่งจองล่วงหน้าเมื่อหลายวันก่อน เหตุใดพอจะมากินวันนี้กลับไม่มีเล่า?”
“ใช่แล้ว พวกเราก็สั่งจองเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน พวกเ้าควรจะมีคำอธิบายสักหน่อยกระมัง ภรรยาของข้าชอบกินผักกาดหยกขาวนั่น พวกเ้าเปิดร้านทำกิจการค้าขาย แต่เหตุใดวาจาจึงมิอาจเชื่อถือได้เสียแล้ว?” ...
เซ็งแซ่...
เสียงวิจารณ์ดังขึ้นต่อเนื่อง ทำเอาเถ้าแก่อวี๋จวนจะจมคำวิจารณ์จนตาย
ยามนี้เขารู้สึกขมขื่นยิ่งกว่ากินหวงเหลียน [2] เสียอีก ศิษย์น้องของนายท่านช่างวางใจมิได้จริงๆ ท่านรู้บ้างหรือไม่?
ลงนามในสัญญาแบ่งกำไรคนละห้าส่วนไปแล้วแท้ๆ แต่วันนี้กลับไม่ส่งเต้าหู้มา จะก่อเื่วุ่นวายจนเป็เช่นไรกัน?
เถ้าแก่อวี๋จะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลังเคอโยวหรานหอบเงินกลับจวน เดิมทีนางคิดจะแจ้งผู้ใหญ่บ้านเฉินให้เริ่มทำงานต่อไป
แต่ผู้ใดจะไปนึกว่าจะถูกเคอเจิ้งหนานกับนายอำเภอมาก่อกวน หลังจากนั้นคนทั้งครอบครัวยังมัวแต่ดีใจที่พี่สะใภ้รองกับถงซื่อต่างตั้งครรภ์ จนถึงขั้นทิ้งเื่แจ้งผู้ใหญ่บ้านเฉินให้เริ่มทำงานต่อไว้นอกกลีบเมฆเสียแล้ว
ทางด้านผู้ใหญ่บ้านเฉินถูกนายอำเภอเดินทางมาค้นจวนด้วยตนเอง จึงยิ่งไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม ภายในใจยังนึกดีใจที่บังเอิญโชคดีเสียด้วยซ้ำ
เพราะเชื่อคำกล่าวของเคอโยวหราน เขาจึงซ่อนวัตถุดิบไว้ในอุโมงค์ใต้ดินที่มิดชิดมากที่สุด ไม่ได้ถูกนายอำเภอตรวจพบแต่อย่างใด
ครั้นยามนี้ยังมิได้รับคำตอบที่แน่ชัดจากเคอโยวหราน สกุลเฉินมีหรือจะยังกล้าทำเต้าหู้ต่อ
เขาพบว่าเคอโยวหรานไม่ต่างกับเทพพยากรณ์ หากเชื่อฟังนาง สกุลเฉินล้วนสามารถหลบเลี่ยงโชคร้ายไปได้หลายครั้ง ทั้งยังหาเงินได้เป็จำนวนไม่น้อยอีกด้วย
สกุลเฉินได้เห็นคำกล่าวของเคอโยวหรานเป็ดั่ง ‘ราชโองการ’ โดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
ยามนี้เคอโยวหรานมิได้แจ้งพวกเขา ดังนั้นผู้ใหญ่บ้านเฉินจึงพาคนทั้งครอบครัวไปยุ่งงานในทุ่งนาแทน
ทุกคนต่างเฝ้าหวังถึงผลผลิตเป็เท่าตัว่หลังฤดูใบไม้ร่วงที่เคอโยวหรานเอ่ยถึง มีหรือจะรู้ว่าทางฝั่งเถ้าแก่อวี๋จะร้อนใจดั่งไฟลนก้นเพราะวันนี้ไม่มีเต้าหู้ไปส่ง
เถ้าแก่อวี๋ผู้น่าสงสารทำได้เพียงปาดเหงื่อไม่หยุด พยายามคิดหาหนทางต่างๆ เพื่อสงบอารมณ์ของเหล่าแเื่
“ทุกท่านอย่าเพิ่งใจร้อนและโปรดฟังข้าสักเล็กน้อย วัตถุดิบทำเกี๊ยวน้ำมรกตหายากผิดปกติ ข้าก็พยายามสอบถามทุกแห่งหนแล้วเช่นกัน ทันทีที่หาซื้อวัตถุดิบได้ จะรีบจัดเตรียมให้ทุกท่านทันที
ผู้ที่ไม่ได้รับเกี๊ยวน้ำมรกตและผักกาดหยกขาวในวันนี้ วันหน้าข้าจะลดครึ่งราคาทั้งหมด เป็อย่างไร?”
ทางฝั่งนี้ เถ้าแก่อวี๋กำลังปลอบประโลมแเื่ด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุน ส่วนทางฝั่งเคอโยวหรานกำลังไล่ตามเงาของต้วนเหลยถิงเข้าไปในตรอกเล็กแห่งหนึ่ง
ในที่สุดก็มาหยุดลงบนหลังคาเรือนหลังของหอชุนเฟิงและพบกับต้วนเหลยถิง
นางขยับเข้าไปใกล้ดั่งสายลมระลอกหนึ่ง ต้วนเหลยถิงเงยหน้าขึ้นมองเคอโยวหราน ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงเอ่ยถามดังสู่โสตประสาท
“เหตุใดเ้าถึงตามมาเล่า? ที่นี่อันตรายเกินไป รีบกลับไปเร็วเข้า”
เคอโยวหรานหมอบอยู่ข้างกายเขา สายตามองไปทางรูเล็กด้านล่างที่ต้วนเหลยถิงเปิดเอาไว้ จากนั้นส่งกระแสจิตเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ข้าก็มาช่วยท่านอย่างไรเล่า อีกทั้งยามนี้ข้ายังตัวคนเดียว ท่านวางใจให้ข้าย้อนกลับไปคนเดียวโดยที่ไม่มีผู้ใดปกป้องหรือเ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงลอบถอนหายใจ ช่างเป็แม่นางน้อยที่ไม่ยอมให้ผู้อื่นเบาใจเสียจริง เขาขยับเข้าใกล้เคอโยวหรานแล้วส่งกระแสจิตเอ่ยว่า
“จำต้องอยู่ใกล้ข้าเอาไว้ อย่าได้วิ่งเต้นไปทั่วเด็ดขาด วรยุทธ์ของชายสวมหมวกผ้าคลุมผู้นี้ไม่ธรรมดา เมื่อก่อนทั้งครอบครัวของพวกเราต้องพากันหลบหนีเพราะการตามไล่ล่าของเขา
มิใช่เื่ง่ายกว่าจะสลัดเขาออกไปได้และมาซ่อนตัวอยู่ที่ชายแดนแห่งนี้ นึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะไล่ตามมาเร็วขนาดนี้”
แพขนตาของเคอโยวหรานสั่นไหวก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย เมื่อก่อนต้วนเหลยถิงสู้คนผู้นี้มิได้ ไม่รู้ว่าต้วนเหลยถิงในยามนี้จะรับมือกับคนผู้นี้ไหวหรือไม่?
จะไปสนใจทำไมกัน อย่างมากที่สุดหากสามีของนางชนะไม่ได้ นางก็แค่ใช้พิษ จะเป็เื่ใหญ่สักเพียงใดกันเชียว? ลองดูเสียก่อนว่าชายสวมหมวกผ้าคลุมลึกลับผู้นี้คิดจะทำอันใด?
เมื่อคิดเช่นนี้ โสตประสาททั้งห้าของเคอโยวหรานก็ถูกเปิดออก ตั้งใจจดจ้องไปยังห้องที่อยู่ด้านล่างอย่างระแวดระวัง
ภายในห้อง นอกจากชายสวมหมวกผ้าคลุมก็ไม่พบผู้ใดแม้แต่คนเดียว ทั่วทั้งร่างของคนผู้นี้ถูกบดบังด้วยหมวกผ้าคลุม มองไม่เห็นใบหน้าของเขาแม้แต่นิด
บนโต๊ะมีถ้วยน้ำชากับกาน้ำชาวางเอาไว้ แต่เขากลับไม่แตะต้อง คาดว่าคงจะระวังตัวอย่างยิ่ง
เคอโยวหรานหันไปส่งกระแสจิตเอ่ยถามอย่างอดมิได้ “ที่นี่คือที่ใดหรือเ้าคะ? เหตุใดชายสวมหมวกผ้าคลุมถึงเอาแต่นั่งอยู่ในห้องไม่ทำอันใดสักอย่าง? เขากำลังรอผู้ใดกัน?”
ต้วนเหลยถิงไม่ตอบ เพียงแต่ดวงตาที่ทอดมองเคอโยวหรานกลับฉายแววลุ่มลึกหลายส่วน ทั้งยังย้อมด้วยสีแดงระเรื่อเล็กน้อยโดยมิอาจสังเกตเห็น
ไม่รอให้ต้วนเหลยถิงตอบกลับ เคอโยวหรานพลันได้รับคำตอบจากห้องที่อยู่ด้านล่างเสียแล้ว
สตรีวัยแรกแย้มสวมเพียงผ้าเนื้อบางคลุมเนินอกเดินเข้ามาในห้อง เรือนร่างของนางช่างอ่อนช้อยงดงามดั่งบุปผา
หลังจากสตรีผู้นั้นเข้ามาและปิดประตูให้เรียบร้อยก็คลี่ยิ้มออดอ้อน นางนั่งลงบนตักของชายสวมหมวกผ้าคลุมก่อนจะเอ่ยอย่างสะบัดสะบิ้งว่า
“ไอ้หยา นายท่าน นี่ยังเวลากลางวันแท้ๆ ท่านก็อดกลั้นความโดดเดี่ยวไม่ไหวจนต้องมายังหอชุนเฟิงเสียแล้ว ข้ายังไม่ทันนอนเต็มตื่น...อ๊ะ...”
สตรีผู้นั้นยังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกบุรุษสวมหมวกผ้าคลุมอุ้มขึ้นมาในท่าองค์หญิง ตามด้วยสาวเท้าไปยังข้างเตียงก่อนจะกดตัวคนลงบนเตียงอย่างมิอาจรีรอ...
เคอโยวหราน “...?”
์!
นี่มิใช่ภาพวังวสันต์ฉบับสมจริงหรอกหรือ? ตนกับสามีได้มาดูการแสดงสดเช่นนี้จะเกินไปแล้วกระมัง นี่มันเื่อันใดกัน?
เคอโยวหรานเอานิ้วชี้ลูบปลายจมูก ดวงหน้าแดงระเรื่อหันมองไปทางต้วนเหลยถิงก่อนจะยกยิ้มกระดากอาย
โชคดีที่มีผ้าปิดหน้าบดบังเอาไว้ ต้วนเหลยถิงจึงไม่เห็นว่าดวงตาเรียวเล็กของนางแดงเถือก มิเช่นนั้นเขาอาจจัดการแม่นางน้อยจอมยั่วยวนบนหลังคาเรือนแห่งนี้เสียแล้ว
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ไม่มีหมั่นโถวให้นึ่งก็ยังต้องฮึดสู้ต่อไป 不蒸馒头争口气 หมายถึง แม้สภาพในยามนี้ไม่สู้ดี แต่ก็ยังต้องพยายามอย่างภาคภูมิต่อไป
[2] หวงเหลียน 黄连 หมายถึง สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์เย็นและขมที่สุด ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจ ลำไส้ใหญ่ ตับ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี และม้าม
