บนถนนสายเก่าแก่ตอนนี้มีม้าพันธุ์ดีกำลังวิ่งอยู่ มันถูกบังคับโดยชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่ง
หญิงสาวที่อยู่บนหลังม้านางนี้ช่างดูสะดุดตา นางสวมเสื้อผ้าสีแดงเสริมภาพลักษณ์ให้ยิ่งสวยสง่า และดวงตาคู่งามที่เปล่งประกายอย่างเย่อหยิ่ง
“เชียนเชียน กลับมาที่เมืองหยางโจวในคราวนี้เ้าจะต้องแสดงพร์ และความแข็งแกร่งของเ้าให้ทุกคนในตระกูลได้เป็ที่ประจักษ์”
ขณะนั้นชายหนุ่มที่ควบม้ามาด้วยกันก็พูดกับหญิงสาวในชุดสีแดง ด้วยั์ตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ชายคนนี้ก็คือหลินหง
ส่วนหญิงสาวในชุดแดงที่อยู่ข้างหลินหงนั้น เป็น้องสาวของเขาเองคือหลินเชียน ซึ่งเมื่อนานมาแล้วนางเคยเป็ที่ภาคภูมิใจของตระกูลหลินมาก่อน
หลินเชียนในวันนี้เมื่อเทียบกับแต่ก่อนแล้ว นางมีเสน่ห์และความโดดเด่นมากขึ้น
หนึ่งปีในเมืองหลวง นางใช้เวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้นเพื่อเพิ่มระดับจากขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 1 สู่ขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 4 ส่วนพร์นั้นไม่ต้องเอ่ยถึง ในหมู่พวกเขาแล้ว นางฝึกมากกว่าใครๆ ซึ่งหลินเชียนหวังที่จะกลายเป็ัในหมู่มนุษย์และเหนือกว่าทุกคน ด้วยความเย่อหยิ่งของนางทำให้นางต้องผลักดันและเข้มงวดกับตัวเอง จึงทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านพี่ ท่านเองก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ในเมืองหยางโจวล้วนไม่มีใครเป็คู่แข่งของท่านได้สักคน” หลินเชียนกล่าวเสียงเรียบ ทำให้มุมปากของหลินหงพลันปรากฏรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมา หลังจากที่ทั้งคู่ฝึกฝนมาอย่างหนัก พวกเขาก็สามารถกลับสู่ตระกูลหลินพร้อมกับความภาคภูมิอันยิ่งใหญ่ได้เสียที
“เชียนเชียน ข้ายังอ่อนแอนักเมื่อเทียบกับเ้า” หลินหงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม พร์ของหลินเชียนนั้นแข็งแกร่งมากกว่าเขาซึ่งเป็พี่ชายเสียอีก นอกจากนี้นางยังทำให้คุณชายต้าเผิงที่เป็ถึงแปดคุณชายแห่งเสวี่ยเยว่สนใจในตัวนางได้ ทำให้ผู้คนมากมายต่างอิจฉาริษยา และสหายทั้งหมดของนางในลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ต่างมีพร์มากกว่าหลินหง แต่ถึงอย่างนั้นแค่คุณชายต้าเผิงคนเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้คนมากมายต่างต้องคิดทบทวน
หลินเชียนไม่ได้พูดอะไรมากนัก นางรู้ดีว่าตระกูลหลินยังมีอีกคนที่นางไม่สามารถเทียบเคียงได้
เมื่อนานมาแล้ว หลินเฟิงคนนั้นเคยเป็เศษขยะตระกูลหลินมาก่อนและถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลิน ครั้งก่อนที่นางได้เห็นเขา เขาแข็งแกร่งเป็อย่างมาก จนถึงวันนี้ก็นานมาแล้ว หลินเฟิงคงจะแข็งแกร่งมากขึ้นหลายเท่านัก
หลินเชียนยังไม่รู้ถึงตำแหน่งที่หลินเฟิงเพิ่งได้รับการแต่งตั้ง นางและพี่ชายได้ฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อกลับมาที่เมืองหยางโจวอย่างแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
หลังจากฝึกฝนเสร็จ หลินเชียนก็มุ่งหน้ากลับเมืองหยางโจวทันที
บนถนนอันเก่าแก่แห่งนั้น ยังมีอีกหนึ่งร่างเงาที่กำลังควบม้าอยู่ คนคนนี้ก็ออกเดินทางจากเมืองหลวงมายังเมืองหยางโจวเช่นกัน
น่าหลันเฟิงมองชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างและส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
“ตู๋กู ขอบคุณที่มาเมืองหยางโจวกับข้า”
ั์ตาของน่าหลันเฟิงตอนนี้ราวกับตกอยู่ในห้วงความรัก ตู๋กูเสี่ยวเป็สมาชิกของตระกูลตู๋กูและเป็ถึงลูกหลานเสนาบดี มีเื้ัที่ทรงอิทธิพล นอกจากนี้ตู๋กูเสี่ยวยังแข็งแกร่งมาก ในตอนนี้เขาคือคนรักของน่าหลันเฟิง
นางคบกับตู๋กูเสี่ยวอย่างลับๆ มาได้เกือบจะสองปีแล้ว แม้จะไม่ได้คบกันอย่างเปิดเผย แต่นางกลับไม่รู้สึกรังเกียจ การเป็คนรักของตู๋กูเสี่ยวนั้นเป็สิ่งที่นางภาคภูมิใจอย่างมาก
น่าหลันเฟิงคือลูกสาวของเ้าเมืองหยางโจว แต่มันก็เป็เพียงเมืองเล็กๆ เมื่อเทียบกับตระกูลเสนาบดีแล้วก็เหมือนกับมดปลวกเท่านั้น ไม่มีอะไรเทียบเคียงได้ ซึ่งน่าหลันเฟิงรู้ดีว่าด้วยสถานะของอีกฝ่ายที่สูงส่งเช่นนั้น แต่ยังอุตส่าห์กลับเมืองหยางโจวกับนางด้วย นางจึงรู้สึกเป็เกียรติอย่างมากและนั่นก็ยิ่งทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งเป็ที่สุด
“เ้าก็ติดตามข้ามานานแล้ว ข้าบอกแล้วว่าข้าจะให้ฐานะและชื่อเสียงกับเ้า”
ตู๋กูเสี่ยวกล่าวอย่างสงบ ทำให้บนใบหน้าของน่าหลันเฟิงเปี่ยมไปด้วยความสุข ฐานะและชื่อเสียงนั้นเป็สิ่งที่นางคาดหวังมาโดยตลอด
“ย๊ะ!”
น่าหลันเฟิงใช้แส้กระตุ้นม้าของนางให้วิ่งเร็วขึ้น ซึ่งทำให้ผมยาวสลวยพลิ้วไหวไปตามแรงลม ตอนนี้หัวใจของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“หลินเชียนแห่งตระกูลหลิน ข้าสงสัยเหลือเกินว่าเ้าจะสู้ข้าได้หรือไม่?”
ทว่าสีหน้าของน่าหลันเฟิงดูใจร้อนเป็ที่สุด การกลับมาของนางในคราวนี้ที่มาพร้อมกับตู๋กูเสี่ยว พวกเขาต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
ในยามนี้หลินเชียนและน่าหลันเฟิง พวกนางต่างอารมณ์ดีเป็ที่สุด เพราะทั้งคู่ต่างคิดว่าการกลับมายังเมืองหยางโจวในคราวนี้ พวกนางจะเจิดจรัสและกลายเป็ตัวละครหลักที่ไม่เป็สองรองใคร
ซึ่งหลินเชียนและน่าหลันเฟิงหาได้รู้ว่า ขณะที่พวกนางกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหยางโจวนั้น ในเวลาเดียวกันนอกเมืองหลวงก็ได้มีม้าัสองตัวกำลังออกเดินทาง
บนหลังม้าัมีคนสองคนนั่งอยู่ โดยคนหนึ่งเป็ชาย ส่วนอีกคนเป็หญิงสาว
ชายผู้นั้นมีหน้าตาหล่อเหลาและสะอาดสะอ้าน ส่วนผู้หญิงก็มีผิวขาวราวกับหิมะ เมื่อทั้งสองอยู่ด้วยกันเช่นนี้ก็ราวกับเป็เทพเซียนที่ลงมาจุติ
หลินเฟิงเหลือบมองถนนอันเก่าแก่และหันกลับไปมองนอกเมือง ชีวิตนั้นไม่มีอะไรแน่นอน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีใครสามารถทำนายหนทางข้างหน้าได้ว่าจะเป็เช่นไร
หลินเฟิงยังจำได้ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาและบิดาได้ถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลิน หลังจากนั้นหลินเฟิงก็ได้แสดงให้คนทั้งเมืองหยางโจวได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตน
ทว่าเมื่อกลับไปนิกายหยุนไห่แล้ว นิกายกลับถูกทำลายลง หลินเฟิงจึงออกเดินทางสู่เมืองหลวง สำหรับเขาแล้วอนาคตของตนล้วนเต็มไปด้วยความปรารถนา
ตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว เขายังคงมุ่งมั่นในการแสวงหาเส้นทางแห่งนักรบ อย่างไรก็ตามความคิดของเขากลับเปลี่ยนไปจากตอนแรก ในปีที่ผ่านมาเขาผ่านเื่ต่างๆ มามากมาย แล้วเขาก็คุ้นเคยกับโลกใบนี้เป็อย่างดีแล้ว
ชายหนุ่มที่มาจากต่างโลก ค่อยๆ เติมเต็มและเรียนรู้ทักษะยุทธ์ เขาในตอนนี้ได้บ่มเพาะจนมาถึงระดับขอบเขตแห่งจิติญญาขั้นที่ 8 และบรรลุขอบเขตผสานกับเทวโลกแล้ว ด้วยพร์ที่แข็งแกร่งนี้ทำให้ผู้คนต่างตกตะลึง
เมื่อมองเมิ่งฉิงที่อยู่ข้างๆ แล้ว รอยยิ้มอ่อนโยนพลันปรากฏบนใบหน้าของหลินเฟิง ที่ผ่านมามีเพียงหญิงสาวที่บริสุทธิ์ผู้นี้อยู่ข้างกายเขาอย่างเงียบเชียบโดยไม่รู้สึกเสียใจอะไร ทุกอย่างที่นางทำทั้งหมดก็เพื่อหลินเฟิง เมิ่งฉิงนั้นราวกับเป็นางฟ้าที่์ประทานให้แก่เขาโดยเฉพาะ
เมิ่งฉิงััได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับหลินเฟิงขณะมองไปยังหนทางอันยาวไกลเบื้องหน้า แต่นางยังเลือกที่จะนิ่งเงียบและมีท่าทางเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง เพราะท่าทางเช่นนี้เมิ่งฉิงจึงดูเหมือนเทพธิดาแห่งเทือกเขาน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้น
“เมิ่งฉิง ยังจำครั้งแรกที่พวกเราขี่ม้าได้หรือไม่?”
หลินเฟิงถามพร้อมรอยยิ้มละไม เมิ่งฉิงก็พยักหน้าเล็กน้อย แน่นอนว่านางจำเื่นั้นได้ดี
“งั้นข้าก็จะทำเช่นนั้นอีกครั้ง”
รอยยิ้มของหลินเฟิงเปล่งประกายอย่างเ้าเล่ห์ จากนั้นเขาก็ทะยานขึ้นไปในอากาศก่อนจะร่อนลงด้านหลังของเมิ่งฉิง
ม้าัส่งเสียงร้องคราหนึ่งและยกเท้าหน้าขึ้นสูง ทำให้ตัวของเมิ่งฉิงเอียงไปข้างหลังเล็กน้อย ตอนนี้เองที่ร่างของทั้งสองได้แนบชิดกัน
เมิ่งฉิงพลันแข็งทื่อ ั์ตาเกิดความผันผวนทันที หลินเฟิง… เ้าหมอนี่…
“ข้าจะบังคับม้าเอง”
หลินเฟิงยิ้มอย่างร่าเริง จากนั้นค่อยเอื้อมมือไปจับบังเหียนที่เมิ่งฉิงกำลังจับอยู่และควบม้าออกไป
มือของเมิ่งฉิงราวกับถูกไฟฟ้าสถิต นางรู้สึกได้ถึงอกแกร่งของหลินเฟิงที่อยู่ด้านหลังนาง ในใจนางเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาแต่ก็ไม่ขัดขืนแต่อย่างใด แล้วนั่งอยู่เช่นนั้นเงียบๆ บางครั้งนางก็ปล่อยกายพิงหน้าอกของหลินเฟิงไปทั้งอย่างนั้น
มันทั้งสงบ อบอุ่นและปลอดภัย
…
บนูเารกร้างที่ห่างจากเมืองหยางโจวไปกว่าร้อยลี้ ตอนนี้มีผู้คนอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก
คนพวกนี้ต่างกำลังฝึกฝนการบ่มเพาะ หรือบางคนก็แยกตัวออกไปฝึกฝนคนเดียว
ท่ามกลางผู้คนบนูเาอันกว้างใหญ่ ยังมีม้าอยู่เป็จำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเป็ม้าโลหิต
บนหน้าผาได้มีร่างเงาหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ และหลับตาลง เขากำลังปล่อยจิตใจไปกับสายลมอันว่างเปล่าและไร้ตัวตน
เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง คนผู้นี้ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับแสงอันเจิดจรัสที่เปล่งออกมา ประกอบกับตัวอักษรขนาดใหญ่บนใบหน้าของเขา ยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขามและโอหังอย่างมาก
“ใบมีดวายุ!”
สิ้นเสียงแ่เบานั้น ฉับพลันใบมีดในมือของชายผู้นี้ก็ตัดผ่านสายลมไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับมันเป็หนึ่งเดียวกับสายลมที่ไร้รูปร่างนั้น
“ฉึก!!!”
ในจุดที่ห่างไกลจากหน้าผา ได้เกิดเสียงหนึ่งดังขั้น ทันใดนั้นก้อนหินขนาดใหญ่ก็แตกออกเป็เสี่ยงๆ
“ฟู่…”
ั์ตาของป้าเตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็เก็บมีดไว้ด้านหลังตามเดิมและมองไปยังที่ห่างไกล แล้วเขาก็เห็นร่างเงาสองร่างกำลังตรงมายังเทือกเขาแห่งนี้
“ในที่สุดก็มาแล้ว”
เมื่อเห็นร่างเงาทั้งสองนั้น ใบหน้าอำมหิตของป้าเตาพลันเกิดรอยยิ้มขึ้น กองทหารม้าโลหิตรอพวกเขาอยู่ที่นี่และเตรียมพร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองหยางโจว!