่สองสามวันนี้หวังหรูเมิ่งมักมาเรือนสาม แต่อาจเป็เพราะใกล้สิ้นปี ไท่ไท่สามจึงค่อนข้างยุ่งไม่มีเวลาต้อนรับขับสู้นาง แต่หวังหรูเมิ่งเองก็รู้ ถึงแม้จะยุ่งเพียงไหนก็สามารถปลีกตัวได้ หากเป็ไท่ไท่ใหญ่ นางจะกล้าปฏิเสธบอกว่าตนเองยุ่งหรือ?
ทว่าตอนนี้ตนเองก็ทำอะไรไม่ได้ จำต้องอดทน ใครให้เป้าหมายของนางคือฉีจือโจวกันเล่า
หากซูเยียนหรันกลับเมืองหลวง แล้วรู้ว่านางมาอยู่ที่นี่เพราะเหตุใด ต้องไม่ไว้หน้านางอย่างแน่นอน แม้ไม่นับว่าเป็เื่ที่ทุกคนต่างรู้ทั่วกัน แต่ปีนั้นซูเยียนหรันก็ตกหลุมรักฉีจือโจวอย่างไม่อาจควบคุมได้จริงๆ ถึงแม้กระทั่งแต่งงานออกไปแล้ว นางก็ยังจงเกลียดจงชังพี่สะใภ้สามที่ไม่สามารถช่วยให้นางได้สมหวังกับฉีจือโจว
เื่นี้คนนอกอาจไม่ทราบ แต่ไท่ไท่รองย่อมรู้ดี
ด้วยเหตุนี้หวังหรูเมิ่งก็รู้เช่นกัน
เฉียวเยว่เห็นสีหน้าวิตกกังวลของหวังหรูเมิ่งั้แ่กลับออกมาจากเรือนหลัก นางมาครานี้เพื่อทอดสะพานให้ท่านลุง ท่านแม่แสดงท่าทีเฉยเมยกับนาง คิดว่านางคงไม่พอใจมาก
แท้จริงแล้วเฉียวเยว่ก็ไม่เข้าใจอยู่บ้างเล็กน้อย ได้ยินว่าสมัยโบราณจะไม่ทำเื่ประเภทลักลอบพบกันเป็การส่วนตัว สตรีล้วนต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนประตูใหญ่ไม่ย่างประตูข้างไม่เหยียบ รอวันแต่งงาน รอเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวถึงจะได้รู้ว่าสามีของตนเองเป็อย่างไรมิใช่หรือ?
อีกอย่างถึงไม่เป็เช่นนี้ ก็ไปหาแม่สื่อแม่ชักให้ช่วยติดต่อให้ก็ได้ ใช่เื่ที่นางจะมาด้วยตนเองเสียที่ไหนกัน
ไม่เข้าใจสักนิดเลย ดูท่าเื่ที่เล่าลือกันมาั้แ่สมัยโบราณจะไม่ครอบคลุมถึงต้าฉี
เฉียวเยว่ค่อยรู้สึกดีขึ้น เบิกบานใจขึ้นมาบ้าง
"เฉียวเยว่?" หวังหรูเมิ่งยืนประจันหน้าอยู่กับเฉียวเยว่ ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม "เ้ากลับมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วหรือ ให้น้าอยู่เล่นเป็เพื่อนดีหรือไม่ ได้ยินว่า่นี้เ้ากำลังทำของขวัญให้ท่านอาหญิง น้าเก่งเื่การทำของขวัญอยู่นะ"
ตามกิจวัตรปรกติวันนี้ผู้าุโฉีต้องมาเยือน นางขบริมฝีปาก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรั้งอยู่เรือนสามให้ได้ สองสามครั้งก่อนนางแสดงความประสงค์โดยบอกเป็นัย แต่ไท่ไท่สามกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ ครานี้คิดว่าจะพูดออกไปตรงๆ นางไม่เชื่อว่าหากตนเองเป็ฝ่ายขอเข้าพบผู้าุโฉีด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ผลสุดท้ายจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ตนเอง้า
แต่ไม่นึกว่าวันนี้ไท่ไท่สามจะไม่ให้เข้าพบ ซ้ำยังให้คนมาขวางบอกให้นางกลับไป
"ไม่เอา นี่คือของขวัญของพวกเรา ข้าต้องเก็บเป็ความลับ" เฉียวเยว่ตอบอย่างนุ่มนวล
หวังหรูเมิ่งฉุนจัด ไท่ไท่สามไม่เข้าใจเหตุผล เด็กก็ยังไม่รู้ความ
"ไกวเยว่" เสียงบุรุษที่ค่อนข้างเ็าดังขึ้น เฉียวเยว่หันไป ก่อนที่จะวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ "ท่านลุง ท่านลุงมาได้อย่างไร?"
พอหวังหรูเมิ่งได้เห็น หัวใจพลันเกิดความตื่นเต้น ์ไม่เพิกเฉยต่อคนที่มีความตั้งใจโดยแท้ นางพินิจฉีจือโจวั้แ่หัวจรดเท้า เดิมทีคิดว่าบุรุษผู้นี้มีหน้าที่การงานใหญ่โตจึงทำให้ผู้อื่นนิยมชมชอบ แต่เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตา นางก็เข้าใจได้ในบัดดลว่าเหตุใดถึงมีคนแล่นเข้าหาเขาราวกับฝูงเป็ด
ที่แท้ก็เป็บุรุษรูปงามมากคนหนึ่ง
ฉีจือโจวเห็นเด็กน้อยกำลังคุยอยู่กับใครบางคนแต่ไกล อากาศหนาวเย็นแบบนี้ยังลากเด็กออกมาคุยข้างนอก ฉีจือโจวบังเกิดความเดียดฉันท์คนผู้นี้อยู่ในใจ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็รู้ความประสงค์ของสตรีผู้นี้แล้วด้วย
"หนาวหรือไม่?" ฉีจือโจวอุ้มเฉียวเยว่ขึ้นมา
เฉียวเยว่หอมแก้มเขาหนึ่งฟอด แล้วตอบอย่างประจบเอาใจ "แค่เห็นท่านลุง ข้าก็ไม่หนาวแล้วล่ะ"
ฉีจือโจวยิ้มเล็กน้อย "เฉียวเยว่รู้จักเอาใจลุง"
หวังหรูเมิ่งถูกเพิกเฉยก็กัดริมฝีปาก หลังจากนั้นก็เอ่ยทักทาย แล้วยอบกายเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล "เสนาบดีฉี"
ฉีจือโจวพยักหน้าอย่างเ็า ก่อนจะอุ้มเฉียวเยว่เข้าไปด้านใน
หวังหรูเมิ่งมองตามเงาหลังของเขาไป มุมปากขยับเล็กน้อยคล้ายอยากจะเอ่ยวาจา แต่สุดท้ายก็ไร้ผล รู้สึกผิดหวังอยู่หลายส่วน
เห็นคนเดินไปแล้ว หวังหรูเมิ่งก็จำต้องกลับเรือนสอง
ไท่ไท่รองเห็นสีหน้าของนางดูผิดปรกติก็ถามไถ่ "วันนี้เ้าเป็อะไรไปอีกล่ะ?"
่แรกหวังหรูเมิ่งยังสามารถนิ่งเฉยได้อยู่ แต่สิ้นปีใกล้เข้ามาทุกที ประกอบกับซูเยียนหรันก็กำลังจะกลับมาแล้ว พวกนางจะไม่อนาทรร้อนใจได้อย่างไร
"ไปเจอตะปูมาอีกแล้วล่ะสิ เ้าคิดจะทำเช่นไร" ไท่ไท่รองถาม
หวังหรูเมิ่งเงยดวงหน้าหยาดเยิ้มขึ้นมา "เมื่อครู่ข้าเจอฉีจือโจวแล้ว" สายตาของนางเต็มไปด้วยความชื่นชมหลงใหล "เป็บุรุษที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน"
ปรกติบุรุษเพียงมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตหน่อยก็เพียงพอที่จะทำให้สตรีเกิดความนิยมชมชอบแล้ว แต่ฉีจือโจวกลับหน้าตาดีด้วย ยิ่งทำให้คนรู้สึกเจริญตาเจริญใจ
"พี่สาว ข้าต้องแต่งให้ฉีจือโจวให้ได้" หวังหรูเมิ่งกล่าว
เสียงของนางหนักแน่นขึ้นมา ความคิดของนางตอนนี้แตกต่างไปจากเดิมแล้ว ตอนแรกนางเพียงคาดหวังที่จะได้ตำแหน่งฐานะที่ดี ทว่าบัดนี้กลับยิ่งต้องตาต้องใจคนผู้นั้น
ในเมื่อเต็มใจ นางย่อมไม่คิดจะล้มเลิกแม้แต่น้อย
"พี่สาว ท่านช่วยข้าคิดหาวิธีหน่อยสิ ยังมีวิธีไหนอีกบ้าง ที่เรือนสามของพวกเขาจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวด้วย"
จุดนี้หวังหรูเมิ่งรู้ดี นางเคยมีความคิดจะเข้าหาเด็กน้อยเ่าั้ ทว่าแม้แต่เด็กเล็กๆ ยังเต็มไปด้วยกลอุบาย
"ข้าต้องคิดให้ดีๆ แต่เวลาของข้าเหลือไม่มากแล้ว พี่สาว ท่านว่าพวกเราควรจะทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด"
แม้หวังหรูเมิ่งจะเป็คนเฉียบแหลม แต่ยามนี้กลับละล้าละลัง
ไท่ไท่รองอับจนวาจาไปชั่วขณะ
หรงเยว่ยืนฟังอยู่หน้าประตู แล้วจากไปอย่างเงียบเชียบ นางกัดริมฝีปาก ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นางได้ยินผู้อื่นพูดว่าท่านน้ามาที่นี่เพราะมีจิตคิดหมายต่อเสนาบดีฉี แต่นางยังไม่อยากจะเชื่อ แม้ว่าท่านน้าจะไม่ได้สนิทกับนางมากนัก แต่ก็นับว่าเป็คนในครอบครัว เป็น้าแท้ๆ ของนางเอง
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ผู้อื่นล้วนพูดถูกเผง หรงเยว่รู้สึกไม่สบายใจ นางไม่ปรารถนาให้ท่านน้าของตนเองเฝ้าแต่คิดวางแผนการจะแต่งงานกับท่านลุงของเฉียวเยว่ทั้งวี่ทั้งวัน แม้ว่าผู้อื่นจะดีแล้วอย่างไร สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ชอบท่าน!
ยิ่งไปกว่านั้นเป็สตรีแต่กลับไม่สงวนท่าทีแม้แต่น้อย ไม่น่าแปลกใจที่จะถูกผู้อื่นรังเกียจ
หรงเยว่คิดเช่นนี้ก็ค่อยๆ เยื้องย่างไปเรือนสาม ถึงแม้ว่าเรือนสามจะมีคนเฝ้าอยู่หลายคน แต่พวกเขามิได้เคร่งครัดมากกับเด็กๆ
หลังจากรายงานแล้ว หรงเยว่ก็ถูกพาเข้ามาที่ห้องหนังสือของเฉียวเยว่ เดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเฉียวเยว่ดังมาจากในห้อง
พอนางเข้าประตูมา เฉียวเยว่ก็ดีใจมาก "พี่หญิงหรงเยว่รีบเข้ามานั่ง ท่านมาได้อย่างไร คิดถึงน้องสาวที่งดงามดุจบุปผาชวนให้คนหลงรักอย่างข้าใช่หรือไม่?"
ยังไม่ลืมชมก้นเหม็นๆ ของตนเอง
หรงเยว่ไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับพี่สาวน้องสาวคนอื่นๆ ครานี้นางเพียงเดินมาเรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย
แต่พอมายืนอยู่ตรงนี้พลันรู้สึกเก้อเขินอยู่หลายส่วน และท่านลุงฉีที่เล่าลือกันก็ไม่อยู่ที่นี่
เฉียวเยว่เห็นนางเหม่อลอย ก็ทำตาปริบๆ "ท่านเคลิบเคลิ้มกับความงดงามของข้าอีกแล้วหรือ? น่าลำบากใจจริงๆ พวกท่านชมชอบข้า จนข้ารู้สึกว่าตนเองเป็เทพธิดาน้อยที่ใครเห็นใครก็รักไปจริงๆ แล้ว"
นางชมตนเองเช่นนี้ทุกวัน หรงเยว่ฟังจนชินเสียแล้ว
พอเห็นเฉียวเยว่กำลังทำงานฝีมือ นางก็เอ่ยถาม "นี่คือของที่เ้าจะมอบให้ท่านอาหรือ?"
ยังทำไม่เสร็จ แต่ดูออกว่าเป็ปิ่นไข่มุกชิ้นหนึ่ง
เฉียวเยว่พยักหน้า ยิ้มตาหยี "ใช่แล้ว พี่สาวรีบนั่งเร็ว"
หลังจากนั้นก็เอ่ยถาม "ท่านคิดว่าสวยหรือไม่?"
หรงเยว่ไม่เคยพูดถ้อยคำที่น่าฟังมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมตอบไปว่า "น่าเกลียด"
เฉียวทำสีหน้าดีอกดีใจ "ประเสริฐยิ่ง ต้องสวยอย่างแน่นอน ข้านึกแล้วว่าต้องเป็เช่นนี้"
หรงเยว่หัวเราะพรืดออกมา ไม่เข้าใจตรรกะของเฉียวเยว่แม้แต่น้อย เฉียวเยว่เดินวนเป็วงกลมรอบตัวนาง "ท่านปากกับใจไม่ตรงกันที่สุด บอกว่าน่าเกลียด แสดงว่าต้องสวยมาก"
หรงเยว่ "..."
หลังจากนิ่งไปสักพัก นางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "ท่านลุงของเ้าล่ะ?"
หลังจากถามออกไปแล้วก็รู้สึกว่าตนเองทำเกินขอบเขต นี่คือสิ่งที่ไม่ควรถาม พลันรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เฉียวเยว่เองกลับไม่รู้สึกว่าจะเป็อะไร "ไปหาท่านพ่อแล้ว"
เฉียวเยว่ทำท่าน้อยเนื้อต่ำใจ ดวงหน้าน้อยอวบอิ่มแลดูสลดหดหู่อยู่หลายส่วน "ก่อนท่านลุงจะไปยังบอกว่า เฉียวเยว่เด็กดี ไม่อนุญาตให้ไปแอบฟัง ฮึ พูดเหมือนกับข้าเป็เด็กชอบแอบฟังผู้ใหญ่คุยกันอย่างนั้นแหละ แท้จริงแล้วมิใช่เสียหน่อย"
หรงเยว่รู้สึกปวดฟันเล็กน้อย เหตุใดจะไม่ใช่
นางนี่แหละตัวดีเลย
เห็นหรงเยว่เริ่มจะผ่อนคลายบ้างแล้ว เฉียวเยว่ก็ขึ้นมานั่งขัดสมาธิ แล้วเริ่มเอ่ยปาก "พี่หญิงหรงเยว่ สำนักศึกษาสตรี... เรียนยากหรือไม่?"
หรงเยว่เลิกคิ้ว "ไยเ้าไม่ไปถามพี่สาวของตนเองเล่า?"
เฉียวเยว่แค่นเสียงเยาะ "พี่หญิงหรงเยว่ช่างเขลายิ่งนัก ท่านไม่คิดบ้างเล่า พี่สาวของข้าเป็คนเช่นไร นางเคยรู้สึกว่ามีเื่ยากในโลกนี้ด้วยหรือ? ไม่ว่าสิ่งใดล้วนบอกว่าไม่ยาก ข้าถึงไม่อยากถามนาง"
จะว่าไปนี่ก็เป็เื่จริง ซูอิ้งเยว่ไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งใดเป็เื่ยากมาก่อน แต่พวกนางกลับไม่เหมือนกัน
"นับว่าดีใช้ได้ ่สองสามปีนี้หากเ้าเพลาการเล่นลงหน่อย ก็จะไม่มีปัญหาอะไรมากมาย"
เฉียวเยว่เกาศีรษะ "ข้าเปล่าเล่นเลยนะ ข้าเป็เด็กดีที่มีความจริงจังมาก" นางถอนหายใจ "พวกท่านนี่ไม่รู้อะไรเลย"
"เฉียวเยว่กำลังคุยอะไรอยู่?"
ฉีจือโจวกลับมาแล้ว หรงเยว่รีบลุกขึ้นคารวะ ชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งไม่พูดอะไรอีก หลังจากนั้นก็รีบกลับทันที
"ท่านลุงทำให้พี่หญิงสามใหนีไปแล้ว" เฉียวเยว่กล่าว
ฉีจือโจวลูบพวงแก้มอวบของนาง "แน่ใจหรือว่านางมิได้ใหนีไปเพราะเด็กตัวน้อยอย่างเ้า"
"ไม่ใช่เสียหน่อย" เฉียวเยว่ท้วงติงทันควัน
ฉีจือโจวกลับไม่ถามอันใด เพียงเอ่ยเสียงเรียบ "เ้าบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ไกวเยว่ ลุงจะพาเ้าออกไปเที่ยวข้างนอกดีหรือไม่?"
เฉียวเยว่ดวงตาลุกวาว รีบถามทันที "ไปไหนหรือเ้าคะ?"
มุมปากของฉีจือโจวโค้งขึ้นอมยิ้ม "จวนหรงอ๋อง"
ดวงหน้าของเฉียวเยว่เปลี่ยนเป็รูปอักษร 囧 ทันควัน นางเกาเสื้อผ้าของตนเองพลางพูดตะกุกตะกัก "ทะ... ทำไมต้องไปจวนหรงอ๋องด้วยเล่า?"
ดวงหน้ามีความลังเลเจืออยู่ นางรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย หรงอ๋องผู้นั้นค่อนข้างจะน่ากลัว
ฉีจือโจวอมยิ้ม "ไม่ดีหรือ? ข้าได้ยินบิดาเ้าบอกว่าเ้าใคร่อยากชิมฝีมือการทำขนมของหรงอ๋อง เมื่อเป็เช่นนี้ ผู้เป็ลุงจะไม่สนองความ้าของเฉียวเยว่ได้อย่างไร?"
เฉียวเยว่นึกดู แล้วตอบอย่างจริงจัง "แต่หรงอ๋องดูเป็คนที่ไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย อีกอย่างถึงพวกเราจะไป ก็ไม่แน่ว่าเขาจะลงมือทำของกินให้ด้วยตนเองเสียหน่อย ถึงข้าจะตะกละเพียงไหน ก็ยังรักชีวิตตนเองอยู่นะเ้าคะ"
ฉีจือโจวหัวเราะ "เ้าเพิ่งห้าขวบ"
เฉียวเยว่พยักหน้า หลังจากนั้นก็ส่ายหน้า
ฉีจือโจวเลิกคิ้ว
"อีกเดือนกว่าก็ปีใหม่ ถึงเวลานั้นข้าก็หกขวบแล้ว"
เฉียวเยว่พึงพอใจมากที่ตนเองค่อยๆ เติบโต "ข้าจะเป็พี่สาวที่โตแล้ว"
ฉีจือโจวอับจนถ้อยคำ เขาบีบพวงแก้มน้อยของนาง "วันเกิดของเ้าเป็ฤดูร้อน กว่าจะโตยังอีกนาน"
เฉียวเยว่กลับไม่นำพา ทั้งยังดูมีความสุขมาก "พ้นปีใหม่นี้ไปข้าก็โตแล้ว"
"ข้าโตแล้ว และยังเฉลียวฉลาด จึงมิอาจล่วงเกินหรงอ๋องได้"
พูดได้ดี
ฉีจือโจวตอบอ้อ แล้วอมยิ้ม "เมื่อเป็เช่นนี้ ไม่ไปก็ได้"
ไม่ไป... ก็ได้
เฉียวเยว่ฟังสี่คำนี้แล้ว พลันรู้สึกปวดท้องขึ้นมา แท้จริงแล้ว... นางเองก็อยากไป
เห็นสีหน้าสับสนว้าวุ่นของนาง ในที่สุดฉีจือโจวก็หัวเราะออกมา "ตกลงเ้าจะไปข้างนอกกับลุงหรือไม่?"
เฉียวเยว่ถอนหายใจ ตอบว่า "ไปสิเ้าคะ อันที่จริงข้าก็อยากไป"
นางเอานิ้วชนกัน "ควบคุมพลังความอยากกินภายในใจของตนเองไม่อยู่" หลังจากนั้นก็ถอนหายใจออกมา "ช่างเป็เื่น่าเศร้าของนักกินจริงๆ"
ฉีจือโจวสุดจะอดกลั้น หัวเราะออกมา
