ตอนที่ 3: กงล้อมายา
ท่ามกลางความอึกทึกของตลาดกลางเมืองหลวงที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหลับใหล ข่าวลือมักจะเดินทางรวดเร็วยิ่งกว่าสายลมฤดูหนาวเสมอ ทว่าวันนี้... ลมที่พัดผ่านในยามนี้ กลับนำพาความหนาวเหน็บออกไปสู่ทุกหัวระแหง เสียงระฆังจากวังหลวงดังกังวานแ่เบามาแต่ไกล สำหรับผู้ที่รู้ความหมาย มันมิใช่เสียงแห่งนิมิตหมายอันดี แต่คือเสียงประกาศของความตายที่ฉาบไว้ในรูปของงานมงคล
“เ้าได้ยินเื่ราชโองการนั่นหรือยัง... ชินอ๋องโจวเหยียนกำลัง้าชายาเอก”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในมุมอับของโรงเตี๊ยม สตรีนางหนึ่งภายใต้หมวกคลุมหน้าปิดบังฐานะนั่งนิ่งสงบอยู่ในเงามืด นางมาที่นี่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางการค้าจากเล่าพ่อค้าที่มักมาพำนัก ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือ ‘ชะตากรรม’ ของบุรุษที่กำลังจะกลายเป็สามีของนางในอีกไม่ช้า
“ชายาเอกอย่างนั้นหรือ? พูดให้ถูกก็คือส่งคนไปลงนรกมากกว่า” ชายวัยกลางคนคนเดิมลดเสียงลงพลางทำสีหน้าหวาดผวา “ข้าได้ยินมาว่าหลังจากศึกครานั้น ท่านอ๋องมิได้เพียงแค่เสียขา แต่ใบหน้าซีกขาวยังถูกไฟคลอกจนเสียโฉมราวอสุรกาย มิหนำซ้ำอารมณ์ยังแปรปรวนวิปริตอีก ว่ากันว่าในคืนเดือนดับ... เขาคลั่งจนพลั้งมือฆ่าคนไปไม่น้อย!”
เซิ่นอวี้ นั่งฟังถ้อยคำเ่าั้ด้วยความสงบ มือเรียวยกจอกชาดินเผาที่เย็นชืดขึ้นจิบ รสขมฝาดของมันไม่ได้ทำให้สีหน้านางเปลี่ยนไป ทว่าในห้วงคำนึงกลับย้อนลึกไปยังภาพเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน...
อสุรกายงั้นหรือ? นางทวนคำในใจ
ภาพความทรงจำที่พร่าเลือนเริ่มแจ่มชัด ยามนั้นนางยังเป็เพียงดรุณีน้อยที่ลอบหนีออกมาจากจวน เพื่อยืนแทรกตัวท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด รอชมบารมีของ ‘แม่ทัพไร้พ่าย’
ทันทีที่ประตูเมืองเปิดออก เสียงแตรสังข์ดังกึกก้องกัมปนาท พื้นดินสั่นะเืด้วยจังหวะย่ำเท้าของกองทัพเกราะเหล็ก ทว่าท่ามกลางธงรบที่โบกสะบัด สิ่งเดียวที่ตรึงทุกสายตาไว้คือบุรุษบนหลังอาชาสีนิล
โจวเหยียนในวันนั้น... คือดวงตะวันเจิดจ้าที่สุดแห่งแผ่นดินต้าเฉิง เขาอยู่ในชุดเกราะที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนตาพร่า แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงดูองอาจดุจขุนเขา แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นมีความทระนงที่สะกดให้ผู้คนต้องสยบ ยามนั้นเขาคือวีรบุรุษ คือเทพาที่ไร้มลทิน
ทว่าบัดนี้... เสียงถ้วยดินเผากระทบโต๊ะเบาๆ ดึงนางกลับสู่ความจริงอันเหี้ยมเกลียว สังคมกลับตราหน้าบุรุษผู้เคยเป็แสงสว่างว่าเป็ ‘ปีศาจ’ เพียงเพราะเขาเสียสละเืเนื้อและรูปโฉมเพื่อชายแดน
โลกใบนี้ช่างโหดร้ายต่อผู้ที่หมดประโยชน์เสมอ... เซิ่นอวี้คิดในใจ นางวางเงินไม่กี่อีแปะลงบนโต๊ะไม้ที่ผุพัง ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้เสียงนินทาเ่าั้พัดผ่านไปกับลมหนาว โดยไม่มีใครรู้เลยว่าในดวงตาของนาง... โจวเหยียนยังคงเป็ดวงตะวันดวงเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ท่ามกลางความวิจิตรของ นครจิ่งหลัว กำแพงเมืองสีชาดที่ตั้งตระหง่านดูเหมือนจะปกป้องความลับและความริษยาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจวนขุนนาง แต่ทว่ายามนี้ ณ จวนตระกูลเซิ่น กลิ่นอายความตึงเครียดกลับข้นคลัก ทันทีที่ขบวนขันทีจากวังหลวงก้าวข้ามธรณีประตู
บนลานกว้าง นายท่านเซิ่น ฮูหยินรอง และเซิ่นหรง ต่างทรุดกายลงคุกเข่าด้วยอาการสั่นเทา ข้ารับใช้ทุกคนต่างหมอบราบลงกับพื้น ไม่เว้นแม้แต่ เซิ่นอวี้ ที่บัดนี้คุกเข่าอยู่อย่างเงียบเชียบในกลุ่มท้ายแถว เสื้อผ้าเนื้อหยาบทำให้นางดูกลมกลืนไปกับบ่าวไพร่จนเกือบแยกไม่ออก
ขันทีอูจือ ก้าวออกมาด้านหน้า ประคองม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองอร่ามไว้เหนือศีรษะ
“ตระกูลเซิ่นรับพระราชโองการ!” เสียงเล็กแหลมทว่าทรงอำนาจประกาศก้อง “ฮ่องเต้มีพระเมตตาประทานสมรสเพื่อเป็เกียรติแก่ตระกูลเซิ่น ให้คุณหนูใหญ่ตระกูลเซิ่น ตบแต่งเป็ฮูหยินเอกในแม่ทัพโจวเหยียน กำหนดการเคลื่อนขบวนเ้าสาวในอีกเจ็ดวันข้างหน้า จบราชโองการ!”
สิ้นเสียงนั้น นายท่านเซิ่นและฮูหยินรองถึงกับหน้าถอดสีแม้จะรู้ร่วงหน้ามานานแล้ว แต่ร่างกายก็ยังสั่นสะท้านเหมือนถูกสายฟ้าฟาด การส่งลูกสาวสุดที่รักไปหา 'อสุรกาย' ก็ไม่ต่างจากการส่งนางไปตาย
เมื่อพิธีจบลง ขันทีอูจือโบกมือให้ผู้ติดตามถอยห่าง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้นายท่านเซิ่นด้วยรอยยิ้มพราย
“ท่านกงกง... ท่านก็รู้ว่าแม่ทัพผู้นั้น...” ฮูหยินรองเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า ขณะที่เซิ่นหรงยังคงสะอื้นอยู่ในท่าหมอบ
ขันทีอูจือชำเลืองไปยังท้ายแถวที่เซิ่นอวี้คุกเข่าอยู่ เขาขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแฝงเล่ห์ “ราชโองการระบุเพียง 'บุตรสาวตระกูลเซิ่น' แม้จะเอ่ยชื่อคุณหนูใหญ่ไปบ้าง... แต่หากระหว่างนี้คุณหนูใหญ่เกิด 'ล้มป่วยกะทันหัน' จนมิอาจเข้าพิธีได้ เพื่อมิให้เป็การขัดพระเมตตา ตระกูลเซิ่นจึงต้องส่ง 'คุณหนูอีกคน' ไปแทนเพื่อแสดงความจงรักภักดี... แบบนี้ใครจะกล้าตำหนิพวกท่าน?”
นายท่านเซิ่นชะงัก สายตาที่สับสนเริ่มมีความหวัง “ท่านหมายความว่า...”
“ละครฉากใหญ่ที่ต้องเตรียมคือความกตัญญูของคุณหนูรอง...” อูจือหัวเราะเบาๆ ในลำคอ สายตาจับจ้องไปที่เซิ่นอวี้อย่างจงใจ “ถ้านางยอมเสียสละตัวเองเพื่อพี่สาวและเกียรติของตระกูล... เื่ราวเช่นนี้สิถึงจะถูกใจเบื้องบน”
เซิ่นอวี้ที่คุกเข่าอยู่ไกลออกไป ััได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา นางไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย... ละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่ม และนางก็ยินดีที่จะสวมบทบาทนั้น เพื่อก้าวออกไปจากกรงขังแห่งนี้เสียที
ละครฉากวิปลาส
เช้าวันต่อมา บรรยากาศของจวนถูกฉีกทึ้งด้วยเสียงกัมปนาทจากเรือนพักของคุณหนูใหญ่
เพล้ง! โครม!
แจกันกระเบื้องเคลือบจากเตาหลวงและเครื่องประดับราคาสูงลิ่วถูกกวาดลงกองระเนระนาด เซิ่นหรง ยืนหอบหายใจอย่างรุนแรง เส้นผมที่เคยรวบไว้อย่างประณีตบัดนี้หลุดรุ่ย แผ่นหลังสั่นเทา ดวงตาที่ใครต่างยกย่องว่าสุกสกาวกลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยความคุ้มคลั่งที่ดูสมจริงจนน่าขนลุก
“ไม่! ข้าไม่แต่ง! ส่งข้าไปหาอสุรกายนั่น... สู้ฆ่าข้าเสียดีกว่า!”
นางกรีดร้องพลางกวาดข้าวของชิ้นสุดท้ายลงพื้น เสียงหัวเราะสลับกับเสียงสะอื้นไห้ดังลอดออกไปนอกหน้าต่างที่ถูกแง้มไว้จงใจ เพื่อให้บ่าวไพร่และ 'หูตา' ภายนอกได้ยินอย่างถนัดถนี่
ฮูหยินรองรีบถลาเข้าไปกอดปลอบลูกสาวพลางร้องไห้โฮ “โถ... หรงเอ๋อร์ของแม่! ท่านพี่! ลูกสาวเราเสียสติไปแล้ว!”
ภายใต้ใบหน้าที่ซบลงกับไหล่มารดา แววตาที่คุ้มคลั่งของเซิ่นหรงพลันแปรเปลี่ยนเป็ความเ็าครู่หนึ่ง นางกระซิบเสียงเบาหวิว “ท่านแม่... บ่าวพวกนั้นไปรายงานกันหรือยัง?”
ฮูหยินรองลอบบีบแขนลูกสาวเป็สัญญาณ ก่อนจะร้องระงมต่อ “โถ่ลูกแม่! ใครก็ได้ไปตามหมอมาเร็ว! คุณหนูใหญ่ถูกความหวาดกลัวเข้าแทรกซึมจนวิปลาสไปเสียแล้ว!”
เซิ่นอวี้ที่ยืนนิ่งสงบอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลนัก มองดู 'ละครฉากใหญ่' นั้นด้วยแววตาเฉยเมย มุมปากขยับยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นมิได้แฝงความสมเพช แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่รู้ดีว่า... ยิ่งพวกนางแสดงบทวิปลาสได้แเีเท่าไหร่ ประตูสู่เสรีภาพของนางก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้นเท่านั้น
“ช่างเป็ศิลปะการแสดงที่ประณีตนัก... ท่านพี่”
เซิ่นอวี้พึมพำกับสายลม ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าเรือนพัก เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเป็ 'หมาก' ที่จะะโออกจากกระดานนี้ไปตลอดกาล!
