ณ หอคอยเทียนกัง ชั้นที่หนึ่ง
สถานที่แห่งนี้แตกต่างไปจากหอคอยขัดเกลาของเผ่าหยาจื้อ หอคอยเทียนกังเป็เหมือนโลกเล็กๆ อีกใบหนึ่งที่แยกเป็อิสระ
ที่แห่งนี้มีพลังิญญาฟ้าดินที่เข้มข้นเป็พิเศษ มียอดเขาสูงตระหง่าน เต็มไปด้วยหมู่ต้นไม้จำนวนมาก เพียงแต่ ในบางครั้งก็มีเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นมาเป็ระยะๆ ก่อตัวเป็คลื่นเสียงที่โหมกระหน่ำ พัดพาเศษฝุ่นและใบไม้จนกระจัดกระจาย
หลังจากเข้าสู่หอคอยเทียนกัง เจ็ดสิบสองอสูรธรณีต่างถูกสุ่มส่งตัวไปยังส่วนต่างๆ ของหอคอยเทียนกัง และฉินอวี่ได้ถูกส่งตัวมายังผืนป่าแห่งนี้
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่รู้สึกโล่งใจอยู่เล็กน้อยคือ แม้ว่ามโนจิตส่วนหนึ่งจะถูกควบคุมไว้เมื่อเข้าสู่หอคอยเทียนกัง แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ครอบคลุมรัศมีถึงหนึ่งร้อยลี้ แม้ว่าจะมีวิชาลวง์ของจู๋ฮวง รวมถึงพลังปราณหยาจื้อและเสวียนอู่ แต่ฉินอวี่ก็ยังไม่กล้าประมาท อย่างไรก็ตาม อสูรร้ายระดับต่ำสุดของที่แห่งนี้ก็อยู่ในขั้นเทพ์ หากไปยั่วยุพวกมัน และกลายเป็เป้าของอสูรร้ายขึ้นมา ทุกอย่างก็ยากที่จะแก้ไข!
ฉินอวี่สาดส่องมโนจิตออกไป แพร่กระจายออกไปทั่วผืนป่าราวกับภูตผี แม้ว่าโหมวจิ่นซิ่วจะบอกเขาแล้วว่าในหอคอยเทียนกังมีอันตรายมากมาย แต่ก็ไม่ได้บอกฉินอวี่ไว้ว่าหนทางไปสู่ชั้นที่สองนั้นอยู่ที่ใด ดังนั้น เขาคงต้องเสียเวลาตามหาเสียก่อน
แม้ว่าจู๋ฮวงจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ แต่วิชาลวง์ของเขาก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ในป่าแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดเป็สิ่งกีดขวางสำหรับฉินอวี่เลย มีครั้งหนึ่ง ฉินอวี่เดินผ่านใกล้กับอสูรร้ายขั้นเทพ์ระดับสูงสุด แต่อสูรร้ายนั่นกลับไม่สังเกตเห็นเขาเลยแม้แต่น้อย
“เ้าแน่ใจนะว่าระดับเต๋าลงมาจะไม่มีใครััข้าได้?” ฉินอวี่ที่กำลังท่องไปในป่าอย่างรวดเร็วได้ถามขึ้นมา
“ข้าจะหลอกเ้าได้หรือ? ไม่เช่นนั้นจะปกปิดฟ้าดินได้อย่างไร?” จู๋ฮวงพูดอย่างเฉยเมย
หลังจากได้รับการยืนยันจากจู๋ฮวง ฉินอวี่ก็เริ่มมองหาเส้นทางเข้าสู่ชั้นที่สองอย่างไร้ยางอายในทันที
ณ พื้นที่ว่างทางตะวันตกของเมืองเทียนโหมวชั้นนอก
“เอ๊ะ ไม่รู้ว่าแสงสว่างสองสามดวงนั่นคืออสูรธรณีกี่คนกันแน่? นึกไม่ถึงว่าไม่ถึงหนึ่งวันจะสามารถเข้าถึงชั้นที่สองได้แล้ว!”
“น่าจะเป็อสูรธรณีห้าอันดับแรกนะ?”
“ก็ไม่แน่นะ แม้ว่าจะเป็การทดสอบพละกำลัง แต่ก็มีสัดส่วนของความโชคดีด้วย”
“ไม่รู้ว่าหนึ่งในนั้นจะเป็หลี่โหย่วฉายด้วยหรือไม่? ได้ยินมาว่า หลี่โหย่วฉายสามารถเพิกเฉยต่ออสูรร้ายตอนท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณีได้”
“เอ๊ะ... พวกเ้าเห็นอะไรหรือไม่? มีอยู่สองคนเคลื่อนที่เร็วมาก เป็ไปได้หรือไม่ว่า พวกเขาไม่เกรงกลัวต่ออสูรร้ายเลย?”
ผู้ฝึกตนหนุ่มจ้องไปยังหอคอยขนาดั์ตรงหน้า และเริ่มสนทนา
โหมวจิ่นซิ่วที่นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านล่างของบันไดหินจ้องตรงไปยังหอคอยั์ชั้นที่หนึ่ง ในสายตาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เป็ไปดั่งที่นางคาดเดาไว้ เหลยจั่วเยว่ได้ส่งคนไปเฝ้าอยู่ในเขตปลอดภัยของชั้นที่หนึ่งจริงๆ
เป็เพราะในเขตปลอดภัยของชั้นที่หนึ่งนั้นมีค่ายกลนำส่ง ซึ่งจะมีการเปิดใช้งานทุกๆ ห้าวัน ดังนั้น จึงมีอสูรธรณีจำนวนมากที่มุ่งหน้ามายังรอบนอกของเขตปลอดภัย เพื่อเฝ้ารอฉินอวี่
“สิบคน! นี่มันจะเกินไปหน่อยหรือไม่!” โหมวจิ่นซิ่วพูดในใจ
แม้ว่าจะเข้าสู่หอคอยเทียนกัง ก็สามารถจะยกเลิกการทดสอบได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความปลอดภัยในชีวิต กลับกัน จากสถิติของการทดสอบพบว่ามีอัตราการตายจากการทดสอบอยู่ระดับสูงมาก มีอสูรธรณีจำนวนมากที่ต้องตายอย่างไม่ชัดเจน ดังนั้น เหลยจั๋วเยว่จึงได้ให้ความสำคัญกับจุดนี้ และมีการเตรียมค่าตอบแทนเอาไว้ เมื่อเป็เช่นนี้จึงจะต้องมีอสูรธรณีที่ยอมถอนตัว เพื่อเข้าล้อมปราบฉินอวี่อย่างสุดใจแน่นอน
“จิ่นซิ่ว ยังกังวลอยู่หรือ?” เหลยจั๋วเยว่จ้องตรงไปข้างหน้าโดยไม่กะพริบตา และพูดกึ่งยิ้มออกไป
โหมวจิ่นซิ่วถามอย่างสงสัย “กังวลหรือ?”
“ข้าได้ยินมาว่าเ้าขอให้หลี่โหย่วฉายยอมถอนตัวจากการทดสอบสามสิบหกขุนพล์อยู่สองสามครั้ง ไม่ใช่เพราะกังวลความปลอดภัยของเขาหรือ?” เหลยจั๋วเยว่หันศีรษะมา ดวงตาสีม่วงของเขาจ้องตรงไปทางโหมวจิ่นซิ่วอย่างเงียบๆ
สีหน้าของโหมวจิ่นซิ่วเย็นวาบในทันที ก่อนจะพูดกลับไป “เ้าแอบตามข้าหรือ?”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า? ข้าส่งคนไปคอยติดตามหลี่โหย่วฉาย จึงได้พบเ้าพอดี!” เหลยจั๋วเยว่พูดอย่างเฉยเมย
ไม่ทันที่โหมวจิ่นซิ่วจะตอบอะไร เหลยจั๋วเยว่ก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ข้ารู้ว่าการวางแผนของครอบครัวเ้าทำให้เ้าคิดต่อต้านอยู่ในใจ แต่หลายปีมานี้เ้าไม่เคยเห็นเจตนาที่แท้จริงของข้าเลยหรือ? หลี่โหย่วฉายคนนี้มีอะไรดีไปกว่าข้านักหรือ? มีอะไรตรงไหนที่เหมาะสมกับเ้า? มีอะไรที่ทำให้เ้าหวั่นไหวได้เพียงนี้?” เมื่อพูดถึงท่อนท้าย เหลยจั๋วเยว่ก็แทบจะเป็จะตาย
“เ้ากำลังพูดอะไรของเ้า?” โหมวจิ่นซิ่วจ้องไปทางเหลยจั๋วเยว่ และพูดอย่างเ็า
“เ้าอาจปิดบังคนอื่นได้ แต่ไม่มีวันปิดบังข้าได้ ั้แ่ครั้งแรกที่เ้าไปหาหลี่โหย่วฉาย เดิมทีข้าคิดว่าเ้าจะอาศัยผู้เฒ่าร้องไห้ที่คอยสนับสนุนอยู่เื้ัหลี่โหย่วฉายมาคัดค้านการจัดการของครอบครัวเ้า จนกระทั่งถึงเมื่อวานนี้ ข้าจึงได้พบว่า ข้าคิดน้อยเกินไป โหมวจิ่นซิ่ว เ้าหวั่นไหวแล้วล่ะ” เหลยจั๋วเยว่จ้องเขม็งไปทางโหมวจิ่นซิ่ว ราวกับว่ามองเห็นภายในใจของนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หัวใจของโหมวจิ่นซิ่วสั่น แต่บนใบหน้าของนางกับเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็ง และพูดไปอย่างเ็า “เ้าอยากจะพูดอะไรเ้าก็พูดไปเถอะ”
“นิสัยของเ้าเป็คนเฉยเมย ไม่อาจจะหวั่นไหวง่ายๆ บางทีอาจพูดได้ว่า เ้าไม่น่าจะชื่นชอบหลี่โหย่วฉายจริงๆ แต่เ้ากำลังคิดว่าหลี่โหย่วฉายคือความหวังในการคัดค้านครอบครัวของเ้า และเข้าใจไปอย่างผิดๆ ว่าผู้เฒ่าร้องไห้จะต้องสนับสนุนเ้า ดังนั้นเ้าจึงทำเป็เหมือนกำลังหวั่นไหวกับหลี่โหย่วฉาย หรือว่าเป็เพราะการจัดการของครอบครัวเ้า ทำให้เ้าต้องบังคับตนเองให้ไปชื่นชอบคนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแบบนั้น? จำไว้ด้วยนะ เ้าคือภรรยาของข้าเหลยจั๋วเยว่ เ้าคือคู่บำเพ็ญของข้าตลอดชีวิต ข้าไม่สนว่าเ้าจะหวั่นไหวจริงๆ หรือไม่ ข้าก็จะต้องฆ่ามันให้ตายอยู่แล้ว!”
“ครั้งนี้ หลี่โหย่วฉายจะต้องตาย นับั้แ่วินาทีแรกที่เขาเหยียบมาในหอคอยเทียนกัง ก็...” เหลยจั๋วเยว่หยุดพูดอย่างกะทันหันก่อนมองตรงขึ้นไปบนหอคอยเทียนกัง
ในเวลาเดียวกันนี้ ผู้ฝึกตนที่อยู่บนพื้นที่ว่างต่างวุ่นวายขึ้นมาทันที
“ชั้นที่สามแล้ว! มีคนขึ้นถึงชั้นที่สามแล้ว!”
“นี่ผ่านไปนานแค่ไหนเอง? วิ่งขึ้นไปถึงชั้นที่สามแล้วหรือ?”
“ไม่ถึงครึ่งวัน นึกไม่ถึงว่าจะขึ้นไปถึงชั้นที่สามได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน คนผู้นี้เป็ใครกันแน่?”
“หรือจะเป็หลี่โหย่วฉาย? หลี่โหย่วฉายคนที่ไม่แยแสต่ออสูรร้ายในด่านที่หนึ่งของการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี?”
“หลี่โหย่วฉายทำได้อย่างไรกันแน่? ทำไมอสูรร้ายพวกนั้นไม่โจมตีเขา?”
ขณะนี้เสียงการสนทนาก่อตัวเป็คลื่นเสียงดังขึ้นไปกลางอากาศ และบนบันไดหินที่ทอดขึ้นไปตามแนวูเานั้น ไม่รู้ว่าเป็เวลาใด ก็ปรากฏเงาร่างจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็ขั้นเขตแดนเต๋าขึ้นไปทั้งสิ้น!
ทุกคนต่างมั่นใจแล้วว่าคนหนึ่งนั้นคือฉินอวี่ นอกจากฉินอวี่ พวกเขานึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครที่สามารถเพิกเฉยต่ออสูรร้ายได้เช่นนี้!
“เป็อย่างนี้ไปได้อย่างไรกัน? ที่ชั้นสามมีอสูรร้ายระดับขั้นทลายวิถี ทำไมเขาจึงยังเดินทางไปได้อย่างอิสระเช่นนั้น?” เหลยจั๋วเย่วจ้องมองดวงไฟบนชั้นที่สามซึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างบ้าคลั่ง ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ แม้แต่โหมวจิ่นซิ่วที่อยู่ด้านข้างก็ยังต้องตกตะลึง
พวกเขาทั้งสองล้วนแต่เคยผ่านความน่ากลัวขอหอคอยเทียนกังมาแล้ว และรู้ดีว่าการผ่านอสูรร้ายในหอคอยเทียนกังมีความยากเพียงใด แต่ตอนนี้...
“แม้ว่าเขาจะมีพลังปราณของหยาจื้อและเสวียนอู่ก็ไม่น่าจะทำเช่นนี้ได้ เขามีความลับอะไรกันแน่?” เหลยจั๋วเยว่มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาได้ยินมาว่าฉินอวี่ได้รับแก่นโลหิตหยาจื้อและเสวียนอู่มาจากผู้เฒ่าร้องไห้ ในร่างกายของเขายังมีพลังปราณของหยาจื้อและเสวียนอู่ หากอยู่ในการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี อสูรร้ายเหล่านี้อาจจะเกรงกลัวฉินอวี่ แต่อสูรร้ายในหอคอยเทียนกังไม่น่าจะปล่อยฉินอวี่ไปเพียงเพราะพลังปราณเหล่านี้แน่นอน
“ฮึ! ปล่อยให้ได้ใจไปก่อนเถอะ รอให้ถึงชั้นที่สี่เมื่อใด ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะยังภูมิใจได้นานแค่ไหน” ในใจของเหลยจั๋วเยว่พูดอย่างดุร้าย
อีกด้านหนึ่งของบันไดหิน มีชายหนุ่มในชุดเรียบง่าย แบกกระบี่สีครามไว้บนหลังคนหนึ่ง กำลังจ้องมองแสงสว่างบนชั้นที่สามของหอคอยั์อย่างไม่กะพริบตา สีหน้าของเขาดูสง่างาม แต่สายตาเต็มไปด้วยเจตนาแห่งา
ชายหนุ่มที่ดูเรียบง่ายคนนี้ก็คือหลี่เฉิงเซียน ที่ถูกขนานนามว่าเซียนกระบี่น้อย
หากเป็่เวลาปกติ หลี่เฉิงเซียนคงไม่มายืนดูการทดสอบสามสิบหกขุนพล์เช่นนี้ ูเาเซียนกระบี่ของเขาดำรงอยู่ในสถานะพิเศษ และไม่ขึ้นกับกองกำลังใดๆ ในแดนต้าโหมวเทียน มีสายชีพจรที่เป็อิสระ และหลี่เฉิงเซียนคือผู้โดดเด่นที่สุดในบรรดาคนวัยหนุ่มของูเาเซียนกระบี่ เขามีความภาคภูมิใจและเย่อหยิ่งในตนเอง จึงดูถูกอสูรธรณีและขุนพล์อยู่เป็ทุนเดิม หากไม่ใช่เพราะเหลยจั๋วเยว่ เขาก็ไม่อยากมาข้องเกี่ยวกับการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับเจ็ดสิบสองอสูรธรณี
หลังจากที่ฉินอวี่เบี้ยวนัดเขามาในครั้งก่อน หลี่เฉิงเซียนนึกถึงแต่เื่ฉินอวี่ แต่ยังไม่บุกเข้าไปหา เขารู้ดีว่าก่อนจะเริ่มการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ ฉินอวี่ไม่น่าจะยอมรับคำท้า ถึงแม้จะรับคำท้าก็คงไม่ใช้กำลังทั้งหมด ดังนั้น เขาจึงยอมรอ รอให้เสร็จสิ้นการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ จะต้องประลองกับฉินอวี่ให้ได้สักครั้ง
โดยเฉพาะได้ยินมาว่าหลังจากหลี่โหย่วฉายบีบให้สวี่กวนเซิงยอมแพ้ ความคิดจะประลองกับหลี่โหย่วฉายก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น
และเป็เพราะเหตุผลนี้ เขาจึงต้องมาเฝ้าดูการทดสอบของสามสิบหกขุนพล์
แต่ตอนนี้ ฉินอวี่กลับสามารถไปมาในหอคอยเทียนกังได้ตามใจชอบ จึงทำให้หลี่เฉินเซียนรู้สึกประหลาดใจ ความน่าสะพรึงกลัวของหอคอยเทียนกัง เขาแค่เคยได้ยินมา เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้เขาเหลือเชื่ออย่างมากคือหลี่โหย่วฉายทำเช่นนี้ได้อย่างไร?
หนึ่งชั่วยามต่อมา!
“ชั้นที่สี่! หลี่โหย่วฉายเข้าถึงชั้นที่สี่แล้ว เป็ไปได้อย่างไร!”
“์ ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่? หลี่โหย่วฉายทำได้อย่างไรกันแน่?”
“คนผู้นี้ต้องเป็หลี่โหย่วฉายแน่ๆ ต้องเป็หลี่โหย่วฉายจึงสามารถเมินเฉยต่ออสูรร้ายได้!”
พื้นที่ว่างเริ่มโกลาหลขึ้นทันที เหลยจั๋วเยว่กำมือทั้งสองไว้แน่น จ้องเขม็งไปทางหอคอยั์ ดวงตาอันงดงามของโหมวจิ่นซิ่วที่อยู่ด้านข้างก็ดูมีความหวังขึ้นมา
หอคอยเทียนกัง ชั้นที่สี่!
“เ้าหนุ่ม ช้าหน่อย ช้าหน่อย ที่นี่มีอสูรระดับเต๋า!” ทันทีที่ถึงชั้นที่สี่ของหอคอยเทียนกัง ฉินอวี่ก็ได้ยินเสียงที่หนักแน่นของจู๋ฮวง
“ข้ารู้แล้วว่าที่นี่มีอสูรร้ายขั้นเต๋า เอาล่ะ จู๋ฮวง ตอนนี้เ้าจะมอบวิชาลวง์ท่อนหลังให้ข้าได้หรือยัง? เกิดข้าตกเป็เป้าของอสูรร้ายระดับเต๋าล่ะ?” ฉินอวี่กวาดสายตาไปรอบด้าน มองหาสถานที่ซ่อนตัวเพื่อจะนั่งลง
“วิชาลวง์ท่อนหลังอะไรของเ้า? ข้าสอนฉบับสมบูรณ์ให้เ้าไปแล้ว! เ้าหนุ่ม ตอนนี้เ้าก็ยังสงสัยข้าอยู่อีกหรือ?” จู๋ฮวงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเล็กน้อย
“สมบูรณ์แล้วหรือ? เ้าเห็นข้าเป็เด็กสามขวบหรือไง? ก่อนหน้านี้เ้าก็เคยหลอกข้ามาก่อน? แม้แต่อสูรระดับเต๋ายังไม่สามารถกำบังได้ เ้ายังจะกล้าพูดว่าปกปิด์ได้อีกหรือ?” ฉินอวี่กล่าวอย่างเ็า
จู๋ฮวงพูดไม่ออก คำพูดของฉินอวี่ทำให้เขาไม่อาจโต้แย้งได้ หากโต้เถียงไปจะไม่เท่ากับตบหน้าตนเองหรือ อีกอย่าง... หากเ้าเด็กคนนี้รู้ว่าวิชาลวง์ไม่อาจปกปิด์ได้ ถึงตอนนั้น... หากเขาทำลายทุกอย่างขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ในตอนนี้ จู๋ฮวงเริ่มรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ตนเองพูดเื่ผู้ไถ่โทษกับเขาไปในตอนแรก
“แคกๆ ...” จู๋ฮวงส่งเสียงกระแอม และพูดว่า “เ้าหนุ่ม ข้าไม่ได้ปิดบังเ้าหรอกนะ แต่ต่อให้ข้าบอกเ้าในระดับการฝึกฝนเช่นนี้มันก็... ช่างเถอะ เช่นนั้นข้าจะสอนวิชาลวง์ทั้งหมดให้เ้าก็แล้วกัน เพียงแต่... เ้าพักที่นี่สักหน่อยก่อนเถอะ อสูรร้ายขั้นเต๋าไม่ใช่เพื่อนเล่นเลย
จากนั้น จู๋ฮวงก็ได้สอนวิชาลวง์ทั้งหมดให้กับฉินอวี่ เป็เพราะเขามั่นใจว่าฉินอวี่จะต้องตาย ดังนั้น จู๋ฮวงจึงไม่ปิดบังอะไรไว้
หลังจากจดบันทึกไว้ทั้งหมดแล้ว เมื่อแน่ใจว่าเคล็ดวิชาที่ได้ไปไร้ปัญหา ฉินอวี่ก็เริ่มทำสมาธิอีกครั้ง และสาดส่องมโนจิตออกไป เริ่มสำรวจหาเส้นทางไปยังบันไดสู่ชั้นที่ห้า
แม้ว่าชั้นที่สี่จะมีอสูรร้ายระดับเต๋า แต่ฉินอวี่เขาก็โชคดีไม่น้อย ตลอดทางที่เดินทางมา เขาไม่ตกเป็เป้าอสูรร้ายแม้แต่ตัวเดียว ส่วนอสูรร้ายอื่นๆ นั้นต่างมองไม่เห็นเขาอยู่แล้ว
วันต่อมา
ฉินอวี่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของบันไดชั้นที่ห้า แม้ว่าบนบันไดหินจะปกคลุมไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง แต่สภาพจิตใจของฉินอวี่นั้นสูงส่งอย่างมาก ไม่ต้องออกแรงมากนัก ก็ก้าวข้ามบันไดหินเข้าสู่ชั้นที่ห้า
ในขณะที่ฉินอวี่กำลังเตรียมส่องมโนจิตออกไปนั้น ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน ดวงตาทั้งสองถลึงโต มองไปยังศีรษะของเสือขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปทางด้านหน้า
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ใกลัวคือ ศีรษะเสือขนาดใหญ่เท่าระฆังทองแดงกำลังจ้องมองมาที่เขา
เพียงแต่... ฉินอวี่มองเห็นความหวาดกลัวและสงสัยในดวงตาของเสือตัวนี้ ราวกับว่าจู่ๆ มันก็พบกับบางคนที่ทำให้มันใ
อสูรร้ายขั้นทลายวิถี!
ฉินอวี่ใอย่างมาก และรีบะโลงจากบันไดหินทันทีอย่างไม่ลังเล
“โฮก!”
ก้อนหินสั่นะเืไปดั่งคลื่นนับพัน
“โฮกๆๆ!”
