คราวนี้ เฉียวรุ่ยแปลงโฉมเป็ผู้เฒ่าหนวดขาวผมขาว ส่วนหลิ่วเทียนฉีแปลงโฉมเป็เ้าอ้วนอัปลักษณ์
“เอาถาดทองของเ้ามาให้ข้ายืมหน่อย!”
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ยิ้มเล็กน้อยก่อนส่งถาดทองให้
เฉียวรุ่ยเห็นหลิ่วเทียนฉีเอาถาดทองวางไว้ในเสื้อทำเป็พุงโตก็หัวเราะคิกคัก
“ฮ่าๆๆ สภาพของเ้าตอนนี้ทำให้ข้าคิดถึงครั้งแรกที่พวกเราพบกัน ตอนนั้นเ้าก็เป็เ้าอ้วนน่าเกลียด!”
“ฮ่าๆๆ ดูท่าเสี่ยวรุ่ยจะจำภาพเ้าอ้วนของข้าได้ติดตรึงดีนะ” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางประชิดร่าง
แต่ถูกเฉียวรุ่ยยกมือเดียวยันปากไว้ “ห้ามจูบ เห็นใบหน้านี้ของเ้า ข้ารู้สึกประหลาดแท้!”
“เสี่ยวรุ่ยรังเกียจที่ข้าอัปลักษณ์หรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ ส่งเสียงบ่นออกมา
“ไม่ใช่นะ แค่รู้สึกไม่คุ้น เหมือน เหมือนใกล้ชิดกับบุรุษอื่น แปลกยิ่งนัก!” ใกล้ชิดกับหลิ่วเทียนฉีจนคุ้นชินกับใบหน้าของอีกฝ่ายมานาน ฉับพลันเปลี่ยนเป็ใบหน้าซาลาเปา ย่อมรู้สึกแปลกอยู่แล้วสิ
“ฮ่าๆๆ ก็ได้ ข้าไม่แกล้งเ้าแล้ว พวกเราไปขายหมึกยันต์ หนังสัตว์อสูรและผลึกอสูรกันเถอะ!”
“อืม!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ออกจากห้องฝึกตนตามเขาไป
ตระเวนในนครเซิ่งตูอยู่สองชั่วยาม พวกเขาแบ่งหนังสัตว์อสูร ผลึกอสูรและหมึกยันต์ในมือเป็เจ็ดส่วน แยกย้ายกันไปขายให้กับร้านต่างๆ จนได้ศิลาทิพย์มาสามแสนห้าหมื่นก้อน
‘เทียนฉี ขายหมึกยันต์ได้เงินดีจริงเชียว!’
ได้ยินเสียงกระแสจิตของคนรัก หลิ่วเทียนฉีก็ยิ้มบาง ‘แม้ได้เงินดี แต่คงทำได้แค่ครั้งเดียว ไม่เช่นนั้นอาจนำภัยร้ายมาสู่ตัว!’
เฉียวรุ่ยได้ยินเสียงกระแสจิตของหลิ่วเทียนฉีก็พยักหน้าหงึกหงัก ‘อื้อ นั่นก็ใช่’
หลิ่วเทียนฉีเลี้ยวผ่านถนนสองเส้น พาเฉียวรุ่ยเดินเข้ามาในซอยน้อยเส้นหนึ่งที่ไร้ผู้คน
ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนชายกำยำล่ำสันสามคนเข้ามาขวางทาง
“ส่งศิลาทิพย์ที่ขายหมึกยันต์ได้มาเสีย ไม่เช่นนั้น อย่าถือโทษพวกเราเชียวล่ะ!” บุรุษหน้ามีแผลเป็ดาบจ้องทั้งสองคนพลางเอ่ยขึ้น
“ใช่ รีบส่งมา!” อีกคนหนึ่งที่จมูกเป็ปื้นแดงร้องโหวกเหวกตาม
“รีบส่งมาเสีย ไม่อย่างนั้น อย่าโทษเชียวว่านายท่านคนนี้ไม่เกรงใจพวกเ้า!” ผู้ฝึกตนหน้าแบนอีกคนหนึ่งส่งเสียงตามอย่างเหิมเกริม เรียกร้องจะเอาศิลาทิพย์เช่นกัน
“ไม่ใช่การค้าขายที่ดีจริงเชียว!” เฉียวรุ่ยมองทั้งสามคนทีหนึ่ง ชำเลืองไปทางหลิ่วเทียนฉีอย่างเหนื่อยใจ ในใจคิด ‘หมึกยันต์นี่ขายส่งเดชไม่ได้จริงด้วย’
“ฮ่าๆๆ!” หลิ่วเทียนฉีหัวเราะฝืดเฝื่อน ขว้างยันต์กำหนึ่งเข้าใส่ทั้งสาม จากนั้นแปะยันต์อำพรางกายให้เฉียวรุ่ยกับตนเองคนละแผ่น
“เปรี้ยงๆๆ...”
ท่ามกลางเสียงะเิกับเสียงอสนีบาตพรวนหนึ่ง ผู้ฝึกตนทั้งสามมีรอยช้ำหลากสีพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย บนร่างถูกะเิจนเละเทะ ชุ่มโชกไปด้วยเื
“พี่ใหญ่ มันหนีไปแล้ว!” เ้าจมูกปื้นแดงเห็นในซอยไม่เหลือใคร มันร้องอย่างใ
“แย่แล้ว ปล่อยพวกมันหนีไปไม่ได้ รีบตามไปเร็ว!” เ้าหน้าแผลเป็ดาบพูดพลางนำน้องเล็กสองคนที่าแเต็มร่างไล่ตามออกจากซอยเล็กไปทันที
“ฮ่าๆๆ โง่เป็บ้า!” เฉียวรุ่ยเห็นเ้าอภิมหาโง่สามคนวิ่งออกไปก็ส่ายศีรษะ หลุดหัวเราะออกมา
“ไปกันเถอะ พวกเราวนรอบเมืองอีกสักรอบหนึ่ง ค่อยกลับวิทยาลัยกัน!”
“ได้!” เฉียวรุ่ยจับมือหลิ่วเทียนฉี เดินออกจากซอยน้อยไปด้วยกัน
ทั้งคู่เดินวนถนนใหญ่อีกหนหนึ่ง กระทั่งใบหน้ากลับคืนดังเดิมถึงแกะยันต์อำพรางกายออก เดินกลับวิทยาลัยเซิ่งตู
เมื่อมาถึงวิทยาลัย นอกจากพักผ่อน พวกเขาต้องแจกเทียบเชิญงานมงคลอีก ยุ่งวุ่นวายนักแต่กลับมีความสุขยิ่ง
.........
เจ็ดวันให้หลัง
จากคำเชิญอันยากที่จะปฏิเสธของหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย อู๋ฉิง อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วน อาจารย์ใหญ่หญิงงามและหัวหน้าอาจารย์ใหญ่ก็มาถึงบ้านตระกูลหลิ่ว รวมไปถึงศิษย์ที่สนิทสนมกับพวกเขาไม่น้อยในวิทยาลัยยันต์กับวิทยาลัยยุทธ์ต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วย ต่งเฟิง เมิ่งเฟย และจงหลิงเตรียมของขวัญมากมายมาเข้าร่วมพิธีแต่งงานของทั้งคู่เช่นกัน
นอกจากนี้ สหายสนิทจำนวนหนึ่งของหลิ่วเหอทยอยนำของขวัญเข้ามาอวยพรแสดงความยินดีด้วย
ยังไม่ถึงเที่ยง ในโถงพิธีกลับเต็มไปด้วยแเื่ที่เดินทางมาแสดงความยินดี ทุกคนนั่งด้วยกัน บางคนสนทนาอย่างครึกครื้น บางคนลิ้มรสผลไม้ทิพย์ที่สาวใช้ยกมาให้ และบางคนเดินเล่นรอบเรือนตระกูลหลิ่ว เตร็ดเตร่ชมบ้านใหม่ของนายท่านสามผู้นี้
หลิ่วเทียนฉีสวมชุดแต่งงานสีแดงงามดุจเปลวเพลิง เดินเข้ามาในโถงพิธีที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะรื่นเริง จากนั้นเข้าไปทักทายผู้าุโและสหายที่เดินทางมาร่วมงานทีละคน
“ไม่เลวนี่เทียนฉี แต่งตัวแบบนี้ยิ่งฮึกเหิมแล้วสิ?” ต่งเฟิงเห็นหลิ่วเทียนฉีมีใบหน้าอิ่มเอิบก็หัวเราะบอก
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องหลิ่วหล่อเหลาเอาการเชียว ศิษย์น้องเฉียวเห็นเข้าต้องยินดีแน่!” เมิ่งเฟยพยักหน้าล้อตาม
“ฮ่าๆๆ เสี่ยวรุ่ยสวมชุดแต่งงานต้องงามมากแน่!”
เดิมที เฉียวรุ่ยมีหน้าตาเกลี้ยงเกลา ทั้งยังรูปงามอยู่แล้ว คราวนี้สวมชุดแต่งงานสีแดงสด คงยิ่งงดงามไปอีก
“ใช่แล้ว เดิมศิษย์น้องเฉียวก็รูปงาม สวมชุดแต่งงานคงยิ่งเฉิดฉายสะกดตาผู้คนทั้งหมด!” จงหลิงพยักหน้าหัวเราะก่อนพูดขึ้นบ้าง
“เ้าหนู เ้านี่ลำบากเหมือนกันนะ ตามจีบตั้งห้าปีเพิ่งคว้ามาได้!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนหัวเราะหยอกล้อ
“ใช่ขอรับ ศิษย์ย่อมไม่มีความสามารถสูงส่ง หยั่งไม่ถึงเช่นอาจารย์ใหญ่หรอกขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะงกๆ หัวเราะตอบ
“ฮ่าๆๆ...” ได้ยินคำนี้ อีกสามคนยิ้มอ่อน
“ฮ่าๆๆ เขามีความสามารถอะไรเล่า? โง่จะตายชัก!” อาจารย์ใหญ่หญิงงามถลึงตามองอาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนทีหนึ่งพลางเอ่ยอย่างแง่งอน
“หงหง!” อาจารย์ใหญ่ร่างอ้วนดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายหย็อยๆ ก่อนเรียกเสียงแ่
“เ้าสาวมาแล้ว!”
ได้ยินเสียะโของหลิ่วถง ผู้คนทั้งหมดในโถงพิธีรวมถึงหลิ่วเทียนฉีต่างนิ่งเงียบ ทุกคนล้วนมองไปด้านในอย่างพร้อมเพรียง
เฉียวรุ่ยสวมชุดแต่งงานสีแดงแบบเดียวกับหลิ่วเทียนฉี ก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า มีหวังอันหยางประคองเดินออกมาจากด้านใน
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักใบหน้างามแฉล้ม เกล้าผมสูงประดับปิ่น สวมชุดแต่งงานได้อย่างงดงาม ช่างดูยั่วยวนชวนให้หลงใหลนัก เขาตะลึงอยู่กับที่
เฉียวรุ่ยใบหน้างามพริ้มเพรา งดงามล่มเมือง จุดนี้เขารู้ั้แ่ครั้งแรกที่เห็นอีกฝ่าย ทว่า เมื่อสวมชุดแต่งงานสีแดงร้อนแรงดุจเปลวเพลิง ยิ่งขับเน้นให้เฉียวรุ่ยผู้เดิมทีมีรูปโฉมโดดเด่นมากเสน่ห์อยู่แล้ว ยิ่งงามเด่นชวนลุ่มหลง สวยงามดูยั่วยวนไม่เหมือนใครมากขึ้นไปอีก
“เทียน เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเดินมาถึงตรงหน้าคนรัก เห็นเขาจ้องตนอย่างหลงใหลก็ส่งเสียงเรียกเบาๆ
“เสี่ยวรุ่ย ข้าอยากซ่อนเ้าไว้เสียจริง!” เสี่ยวรุ่ยที่งดงามเช่นนี้ ควรเป็เขาเพียงผู้เดียวที่ได้เห็น
ได้ยินคำนี้ ใบหน้าเฉียวรุ่ยพลันแดงเล็กน้อย
“นายน้อย นายน้อยเฉียว กราบไหวฟ้าดินเถอะขอรับ!” พ่อบ้านชรามองทั้งสองคน เอ่ยเตือนเสียงเบา
“อืม!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า จูงมือเฉียวรุ่ยกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมกัน
“หนึ่งคำนับฟ้าดิน!”
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยสบตากัน พวกเขาส่งยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนคุกเข่าจรดศีรษะคำนับ
“สองคำนับบิดามารดา!”
ทั้งสองคนมาถึงตรงหน้าหลิ่วเหอกับอู๋ฉิง ค้อมกายจรดศีรษะคำนับอีกครั้งหนึ่ง
“ดี ดี!” หลิ่วเหอเห็นเด็กสองคนในที่สุดก็กลายเป็ฝั่งเป็ฝา เขาพยักหน้าหลายหน ปากยิ้มไม่หุบ
เมื่อมองทั้งสองคน อู๋ฉิงในยามปกติผู้เ็าเป็น้ำแข็ง บัดนี้ บนใบหน้ากลับอบอุ่นขึ้นหลายส่วน เทียนฉีรักเฉียวรุ่ยมาตลอด ห้าปีผ่านไป ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็แต่งงานกัน!
“สามีภรรยา คำนับกันและกัน!”
ทั้งสองคนมองใบหน้ายิ้มแย้ม หวานชื่นอย่างมีความสุขของกันและกันก่อนคำนับ
“ส่งตัวเข้าหอ!”
พวกเขาจูงมือกันเดินเข้าไปในเรือนหอ หลิ่วเทียนฉีไม่ได้ให้สาวใช้หรือแม่สื่อตามเข้ามา เมื่อเข้าเรือนหอเรียบร้อย เขาแปะยันต์เขตแดนห้าแผ่นไว้บนประตู ทำให้ทั้งเรือนหอตัดขาดกับโลกภายนอก
“เทียนฉี?” เฉียวรุ่ยมองยันต์บนประตู กะพริบตาปริบๆ อย่างสงสัย
“ข้ากลัวถูกป่วนห้องหอ1 น่ะ!” หลิ่วเทียนพูดพลางพาเฉียวรุ่ยมาตรงหน้าโต๊ะ
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ก้มตัวนั่งลง เห็นบนโต๊ะวางของอร่อยสารพัดชนิดไว้เต็มเปี่ยม แถมยังเป็ของที่ตนชอบกินที่สุด เขาดีใจเป็อย่างยิ่ง สองตาเป็ประกายวิบวับคล้ายหมาป่าตัวน้อยพบเหยื่อ
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักหยิบตะเกียบกำลังจะกินก็ส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา ส่งจอกสุราไปให้
“มา แลกแก้วสุราดื่มกันก่อน ค่อยกินอาหารฉลองงานมงคล”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยขานรับพลางรับจอกสุรามา หลิ่วเทียนฉียกจอกสุราขึ้น พวกเขาคล้องแขนเกี่ยวกันไว้ มองใบหน้าอีกฝ่ายที่ระบายยิ้มอยู่แล้วดื่มสุราจอกนี้จนหมด
หลังรับประทานอาหารฉลองงานมลคลมื้อนี้เป็เพื่อนคนรักเสร็จ หลิ่วเทียนฉีรีบอุ้มคนรักตัวน้อยเข้าห้องด้านในทันที
เฉียวรุ่ยถูกหลิ่วเทียนฉีอุ้มตรงมาที่เตียงเช่นนี้ ใบหน้าขัดเขินจนแดงก่ำ
“เสี่ยวรุ่ย ตอนนี้เ้าเป็ของข้าทั้งหมดแล้วนะ!” หลิ่วเทียนฉีจุมพิตริมฝีปากเฉียวรุ่ยแ่เบา ขยับปลดกระดุมเสื้ออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
“ข้า เดิมทีข้าเป็ของเ้าอยู่แล้ว!” เฉียวรุ่ยคล้องแขนโอบคอเขา เอ่ยแย้งเสียงเบา
“ถูกต้อง เดิมทีก็เป็ของข้า!” แม้ในนิยายต้นฉบับไม่ใช่ แต่ตอนนี้ใช่ เฉียวรุ่ยคือเฉียวรุ่ยของข้า หลิ่วเทียนฉีผู้นี้ ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับหลันอวี่ิอีก ไม่เกี่ยวข้องอีกต่อไป
“เทียนฉี ข้ามีความสุขนัก เ้าเล่า? มีความสุขไหม?” เฉียวรุ่ยหันข้างมองบุรุษพลางยิ้มถาม
“อืม ได้แต่งเ้าเป็ภรรยา เป็คู่ชีวิตของเ้า เป็โชคดียิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ของข้าเลย!”
“ฮ่าๆๆ...” เฉียวรุ่ยได้ยินบุรุษเอ่ยเช่นนี้พลันหัวเราะ หัวเราะอย่างพึงพอใจ
“เสี่ยวรุ่ย เ้าเป็ของข้า เป็ของข้าแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะลง จุมพิตบนริมฝีปากของคนรักอีกหน
“อือๆ...” เฉียวรุ่ยตอบรับอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น ริมฝีปากกับลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว
จูบกันเนิ่นนาน จนกระทั่งคนรักหายใจไม่ทัน หลิ่วเทียนฉีถึงผละออกจากริมฝีปากอันเย้ายวน
“เทียนฉี เ้าลุกขึ้นเถิด ข้า ข้าช่วยเ้าถอดเสื้อนะ!” เฉียวรุ่ยหอบหายใจอยู่พักใหญ่ ถึงเอ่ยประโยคนี้จบ
หลิ่วเทียนฉีได้ยินก็ยิ้ม เขาลุกขึ้นจากเตียงไปยืนอยู่ด้านข้าง รอภรรยาปรนนิบัติอย่างสุขใจ
เฉียวรุ่ยลุกขึ้นยืน ยื่นมือสองข้างออกไป เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล เริ่มจากปลดสายคาดเอว ปลดกระดุมชุดแต่งงานทีละเม็ด ก่อนถอดชุดแต่งงานของหลิ่วเทียนฉีไปแขวนบนราวแขวนเสื้อด้านข้าง จากนั้นค่อยถอดเสื้อตัวกลางกับเสื้อตัวในให้ ถอดทีละชิ้นจนหมด
ใบหน้าเฉียวรุ่ยพลันแดงขึ้น มองร่างเปลือยเปล่าของคนรักแล้วกัดริมฝีปากเบาๆ รู้สึกขัดเขินอยู่เล็กน้อย
หลิ่วเทียนฉีก้มตัวอุ้มคนรักขึ้น โอบกอดกลับไปบนเตียงด้วยกัน
เทียบกับการถอดเสื้อผ้าอันอ่อนโยนของเฉียวรุ่ย หลิ่วเทียนฉีรุนแรงอยู่กว่ามาก เขาจูบริมฝีปากและใบหน้าของเฉียวรุ่ยแ่เบา แต่มือกลับเคลื่อนไหวฉับไวยิ่ง เผยความรีบร้อนและความหยาบโลนอยู่เลือนราง
“เทียนฉี ช้าหน่อย ช้าหน่อยเถอะ อย่าทำชุดแต่งงานข้าเสียสิ!” เฉียวรุ่ยเห็นท่าทางของเขา แอบกังวลนิดหน่อย
“กลัวอันใดเล่า หลังจากนี้ไม่ต้องใส่แล้ว!” ชุดแต่งงานใส่เพียงครั้งเดียวเองนะ
“ไม่ อย่าทำเสียนะ ข้า ข้าจะเก็บไว้” เฉียวรุ่ยจับมือเขา เอ่ยค้านเสียงแ่
หลิ่วเทียนฉีได้ยินก็อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนเผยรอยยิ้มบางเบา “ได้สิ ข้าจะค่อยๆ ถอดให้เ้าเอง!”
“อืม!” เฉียวรุ่ยลุกขึ้นนั่ง ให้ความร่วมมือกับคนรัก ถอดชุดแต่งงานบนร่างตนออก
หลิ่วเทียนฉีมองเฉียวรุ่ยพับชุดแต่งงานอย่างระมัดระวังเรียบร้อยปานนั้นก่อนเก็บเข้าไปในกำไล ก็ส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ
“ชุดนี้ดีกว่าข้าอย่างนั้นหรือ?” หลิ่วเทียนฉีโอบไหล่คนรัก บอกอย่างหึงหวง
“พูดเหลวไหลอะไรเล่า ข้า ข้าอยากเก็บไว้ หลังจากนี้ หากไม่มีผู้ใด ข้าแอบใส่ให้เ้าดูได้นะ”
การแต่งงาน สำหรับเฉียวรุ่ยซึ่งเป็เด็กกำพร้า ช่างมีความหมายยิ่งใหญ่นัก เขาจึงอยากถนอมรักษา เก็บชุดแต่งงานของตนไว้ให้ดี
“ดี!” ไยเขาจะไม่รู้ความคิดของคนรักเล่า?
เขารู้ว่าคนรักเกิดมาลำบาก และก็รู้ว่าคนรัก้าครอบครัวมาตลอด เพราะอย่างนั้น ถึงได้ให้ความสำคัญกับชุดแต่งงานเช่นนี้ มันทำให้เขายิ่งรัก ยิ่งเวทนาเด็กโง่คนนี้ขึ้นไปอีก!
หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ จุมพิตริมฝีปากน้อยอย่างเอ็นดู ค่อยๆ รุกคืบ จุมพิตปลุกเร้าอารมณ์ให้ลุกโชน
--------------------------------------------------------------
1 ป่วนห้องหอ (闹洞房) ธรรมเนียมหนึ่งในพิธีแต่งงาน แขกในงานจะเข้ามาทำกิจกรรมรื่นเริงในเรือนหอให้มีเสียงดังครื้นเครงเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจกับความชั่วร้าย
