เดิมทีเสี่ยวชีเต้าอยากร่วมการทดสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชางด้วยแต่เมื่ออันเจิงเตือนว่าอย่าเข้าจะดีกว่า เสี่ยวชีเต้าจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป
อันเจิงเตือนเสี่ยวชีเต้า“เ้าอายุแค่แปดขวบ ไปเข้าร่วมทดสอบมันเหมาะสมหรือ? เ้าคิดว่าเหมาะสมหรืออย่างไร?คนพวกนั้นมีใครสู้เ้าได้บ้าง หากเ้าไปอัดพวกเขาทุกคน ยังจะมีใครมีชีวิตรอดอยู่หรือ?ยังจะรอดอยู่อีกหรือไม่?”
ถึงแม้ซูไทเฮาจะรับสั่งให้สตรีสามารถเข้าร่วมทดสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชางได้แต่ในความเป็จริง กลับไม่มีสตรีมาเข้าร่วมมากมายนัก คงเป็เพราะว่าความคิดของคนเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยนไปต่อให้ไทเฮาจะทรงอนุญาตแต่บิดามารดาก็ไม่อนุญาตอยู่ดี โดยให้เหตุผลประมาณว่าเ้าเป็สตรีจะไปเสนอหน้าให้คนดูทำไมกัน เป็สตรีก็ควรฝึกการบ้านงานเรือนถึงจะถูกไม่รู้ว่าเหตุผลที่ไร้ความคิดเช่นนี้ทำลายความฝันของผู้หญิงไปมากเท่าไหร่แล้ว
การทดสอบของสำนักวรยุทธ์ชางน่าสนใจมากเพราะมีแต่ทดสอบวรยุทธ์ ไม่มีการทดสอบความรู้ด้านการเขียนเลย
เพราะอาจารย์ที่สำนักวรยุทธ์ชางมีจำนวนมากอีกทั้งหน่วยทหารก็ส่งคนมาช่วยเพิ่ม ฉะนั้นจากจำนวนผู้เข้าทดสอบเจ็ดร้อยกว่าคน ถูกแบ่งออกเป็ยี่สิบสนามสอบและทุกสนามก็เริ่มการทดสอบขึ้นในเวลาเดียวกัน ่เช้าเป็การทดสอบจากราชสำนักโดยอาศัยไหวพริบในการตอบคำถามส่วน่บ่ายเป็จุดเด่นของงาน นั่นก็คือการทดสอบวรยุทธ์นั่นเอง การทดสอบวรยุทธ์แบ่งเป็สามขั้นตอนหนึ่งคือการทดสอบพลังวัตรที่มีบนแท่นนวดารา สองคือการทดสอบขี่ม้ายิงธนูเพราะแคว้นเยี่ยนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชนเผ่าโยวมู่ฉะนั้นการทดสอบขี่ม้ายิงธนูจะขาดไม่ได้เด็ดขาด นี่ก็เป็เหตุผลว่าทำไมกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กถึงมีทักษะการขี่ม้ายิงธนูที่ล้ำเลิศในเยี่ยนโยวสิบหกแคว้น แทบจะไม่มีใครที่เก่งกาจเทียบเท่าได้เลย
ขั้นตอนที่สามคือการประลองวรยุทธ์ การเลือกคู่ต่อสู้ใช้การจับฉลากของผู้คุมการประลองโดยใส่ชื่อของทุกคนลงในกล่อง จากนั้นก็จับฉลากแล้วขึ้นประลองทีละคู่
การทดสอบวรยุทธ์อย่างมากที่สุดวันนี้ก็ทำได้แค่หนึ่งขั้นตอนเท่านั้นวันรุ่งขึ้นค่อยมาเริ่มกันต่อ
ตามที่ผู้เฒ่าฮั่วเคยพูดเอาไว้อันเจิงมักจะมีโชคชะตาที่แปลกประหลาด บทจะดีก็ดีเหลือเกิน หยิบจับอะไรก็ได้ดีไปหมด
แต่ถึงอย่างนั้นครั้งนี้เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างอันเจิงเสียแล้ว
อันเจิงถูกแบ่งไปอยู่ในสนามสอบที่หนึ่งกลุ่มที่หนึ่ง นั่นเป็สนามประลองแรกอาจารย์ที่ดูแลควบคุมสนามสอบนี้ชื่อว่าฉางฮวัน เท่าที่ดูมาเหมือนจะเป็อาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดเลยก็ว่าได้เขามีอายุยังไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ เหตุผลที่ทำให้เขาได้มาเป็อาจารย์ประการแรกก็คือเขามีพลังที่แข็งแกร่งมากจริงๆ ประการที่สองเพราะตอนที่เขาเรียนในสำนักวรยุทธ์ชางรองเ้าสำนักเหยียนชวี่เป็คนสอนเขาเองกับมือ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อฉางฮวันเรียนจบก็ไม่ได้ถูกจัดให้ไปอยู่ในหน่วยทหาร แต่กลับถูกเหยียนชวี่เก็บไว้ในสำนักวรยุทธ์ชางเพื่อเป็อาจารย์ฝึกสอน
เขาคนนี้เป็คนที่สุขุมพอสมควร และดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบขี้หน้านักเรียนที่เข้ามาสมัครในปีนี้สักเท่าไหร่อาจารย์ฝึกสอนบางคนจะเอาพัฒนาการของนักเรียนมาเป็ตัวชี้วัดความสำเร็จของตัวเอง พวกเขาจะภาคภูมิใจเป็อย่างมากแต่กลับกัน ฉางฮวันรู้สึกว่างานนี้เป็งานที่น่าเบื่อและไม่มีประโยชน์
กรรมการตัดสินการประลองก็คือฉางฮวันและคนที่หน่วยทหารส่งมาช่วยนั่นก็คือชวี่ลวน เขาผู้นี้มีตำแหน่งที่ไม่ได้สูงมากแต่ค่อนข้างสำคัญและมีอำนาจไม่น้อยชวี่ลวนอายุยังไม่มากนัก น่าจะราวยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปีเขานั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างอกผายไหล่ผึ่ง มีสีหน้าสุขุม คนผู้นี้รูปร่างสูงมีคิ้วคมดุจกระบี่และมีดวงตาที่สง่างาม ช่างเป็ชายที่ดูดีมีราศียิ่งนัก
เขาเพิ่งถูกเฉินไจ่เหยียนย้ายให้มาดำรงตำแหน่งในหน่วยทหารทดแทนคนที่ถูกฆ่าตายไม่น้อยก่อนหน้านี้
ฉางฮวันหันไปพยักหน้ากับชวี่ลวนจากนั้นก็ยืนขึ้นแล้วพูด “กฎในนี้พวกเ้าต่างก็รู้กันอยู่แล้วฉะนั้นคงไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไรมาก ั้แ่เริ่มต้นทดสอบจนกว่าข้าจะพูดว่าสิ้นสุดไม่ว่าใครก็ห้ามคุยกันทั้งนั้น คนที่คุยกันจะถูกตัดสิทธิ์ออกทั้งคู่ในห้องนี้มีผู้ตรวจการสำนักอยู่แปดคน ทุกการเคลื่อนไหวของพวกเ้าพวกเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจน นี่ถือเป็โอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเ้า ข้าจึงหวังว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับมันหากถูกตัดสิทธิ์เพียงเพราะคุยกัน ข้าคิดว่าอีกหน่อยพวกเ้าคงจะเสียใจกับการกระทำเช่นนี้ไม่น้อย”
“ทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้อีกหน่อยอาจได้เป็ขุนนางในราชสำนักต้าเยี่ยน วันข้างหน้าที่ข้าเจอพวกเ้า ข้าอาจต้องทำความเคารพพวกเ้าก็ได้แน่นอนว่าความเป็ไปได้ก็มีน้อยถึงน้อยที่สุดฉะนั้นข้าก็หวังว่าพวกเ้าจะตั้งใจทำมันอย่างเต็มที่ อย่าคิดว่า่บ่ายจะเป็การทดสอบที่สำคัญกว่าเพราะถ้าไม่สามารถผ่านการทดสอบจากข้าไปก่อนพวกเ้าก็อย่าหวังว่าจะมีสิทธิ์เข้าทดสอบ่บ่ายเลย”
ในสนามทดสอบมีเสียงสูดหายใจลึก ๆเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด
ฉางฮวันกวาดสายตามองไปรอบ ๆจากนั้นก็พูดขึ้น “จะเริ่มการทดสอบแล้ว พวกเ้าตั้งใจฟังทุกคำที่ข้ากำลังจะพูดให้ดี”
“ตอนนี้ทุกคนต่างเป็ทหารของแคว้นเยี่ยนในสนามรบ หากแม่ทัพคาดเดาวิธีการสู้รบผิด ทำให้ฝ่ายเรากำลังจะแพ้า แต่ในเวลาเช่นนี้แม่ทัพยังดึงดันไม่ยอมเปลี่ยนแนวทางในการสู้รบ เ้าจะรับมืออย่างไร ตัวเลือกคำตอบมีอยู่สองข้อข้อหนึ่ง...ไม่ว่าแม่ทัพจะตัดสินใจถูกหรือผิด เ้าก็จะทำตามทุกประการโดยไม่มีข้อสงสัยและข้อขัดแย้งข้อสอง...เ้าจะเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหากับแม่ทัพ หากแม่ทัพไม่รับฟังก็รวบรวมพรรคพวกแล้วออกไปทำตามแนวทางที่ตัวเองคิดว่าดี”
เขามองไปรอบ ๆ “เลือกคำตอบข้อหนึ่งยกมือซ้ายเลือกคำตอบข้อสองยกมือขวา”
ทุกคนในสนามสอบต่างมีสีหน้าตึงเครียดคำถามข้อนี้เลือกยากพอสมควร กฎของทหารคือห้ามฝ่าฝืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยเด็ดขาดแต่ในสถานการณ์นี้ผู้นำกลับทำผิดเองเสียนี่
“ก่อนข้านับถึงสิบทุกคนต้องได้คำตอบแล้ว”
ฉางฮวันเริ่มนับขึ้นถึงแม้ทุกคนจะทำใจเลือกลำบาก แต่เมื่อนับถึงสิบคนส่วนใหญ่ก็เลือกได้แล้ว ในหนึ่งสนามสอบมีผู้ทดสอบไม่ถึงสี่สิบคนเก้าในสิบส่วนเลือกคำตอบข้อหนึ่ง คนอื่น ๆ เลือกคำตอบข้อสอง เหลือเพียงอันเจิงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้เลือกอะไรเลย
ในสนามทดสอบมีขุนนางฝ่ายบุ๋นเป็คนคอยจดคำตอบของทุกคนในมือพวกเขาจะมีรายชื่อผู้เข้าทดสอบทั้งหมด เขาลุกขึ้นตรวจสอบและบันทึกคำตอบของผู้เข้าทดสอบจากนั้นก็ลงคะแนนของทุกคน
การลงคะแนนมีเพียงสามตัวเลือกเท่านั้น ดีปานกลาง และแย่
ทุกคนที่เลือกคำตอบข้อหนึ่งได้คะแนนอยู่ในระดับปานกลางและทุกคนที่เลือกคำตอบข้อสองได้คะแนนอยู่ในระดับแย่
ฉางฮวันหยุดสายตาลงที่อันเจิง“ทำไมเ้าไม่เลือก”
อันเจิงลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ตอบกลับ“ในสนามรบมีทางเลือกมากกว่านี้ ข้าไม่คิดว่าจะมีเพียงสองทางเลือก”
“แต่ที่นี่มีเพียงสองคำตอบเท่านั้นคำตอบของเ้าคืออะไร?” ฉางฮวันถาม
อันเจิงส่ายหน้า“หากอยู่ในสนามรบแล้วต้องเลือกแค่สองคำตอบนี้ เช่นนั้นก็คงต้องพ่ายแพ้อย่างไม่มีข้อสงสัยทหารแคว้นเยี่ยนไม่ได้วิ่งตามความพ่ายแพ้เสียหน่อย พวกเขาวิ่งตามชัยชนะต่างหากหากต้องเลือกหนึ่งในสองข้อนี้ ข้าขอสละสิทธิ์ ข้ายอมเสียสิทธิ์ในการเข้าทดสอบแต่จะไม่มีทางยอมเลือกเด็ดขาด”
ฉางฮวันกำลังจะกล่าวตำหนิทว่าชวี่ลวนถามขึ้นก่อน“ทำไมเ้าถึงคิดว่าคำตอบสองข้อนี้ผิด?”
อันเจิงเงยหน้าขึ้นแล้วพูดเสียงดังฟังชัด“จริงอยู่ หน้าที่ของทหารคือฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา แต่ในเมื่อแม่ทัพมีแนวทางการต่อสู้ที่ผิดอีกทั้งยังเป็ไปได้มากที่จะทำให้ทหารตายทั้งหมด ในเวลานี้หากไม่ยอมแก้ไขแนวทางการสู้รบการพ่ายแพ้าครั้งนี้อาจสูญเสียทหารหลักหมื่นหรือหลักแสนคนเลยทีเดียว ฉะนั้นหากทำตามแม่ทัพโดยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ถึงแม้จะไม่ทำผิดกฎแต่การกระทำเช่นนี้ก็บาปอยู่ดีและข้อสอง หากรวบรวมทหารออกไปทำตามแิของตัวเอง ก็เท่ากับตัดทอนกำลังของกองทัพ แม่ทัพนำทหารออกไปตายทหารบางส่วนรวบรวมพรรคพวกออกไปสู้เอง กำลังทหารถูกกระจายออกไปสุดท้ายอาจรักษาชีวิตไว้ได้เพียงกลุ่มเดียวและไม่มีทางพบจุดจบที่ดีอย่างแน่นอนและยังเป็ไปได้มากว่าอาจถูกฆ่าตายทีละกลุ่ม จนสุดท้ายก็ตายทั้งหมด”
ชวี่ลวนถามต่อ “แล้วถ้าเป็เ้า เ้าคิดจะทำอย่างไร”
อันเจิงถอนหายใจ “ฆ่าแม่ทัพ”
เมื่ออันเจิงกล่าวคำนี้ออกมาทุกคนในสนามทดสอบต่างฮือฮากันขึ้น
ชวี่ลวนหยุดการเขียนลงจากนั้นก็เงยหน้ามองอันเจิง “เมื่อครู่เ้าพูดว่าอย่างไรนะ?”
อันเจิงตอบกลับอย่างจริงจัง“เสนอแนวทางให้แม่ทัพก่อน หากเขาไม่ฟังก็นำแนวทางไปเสนอรองแม่ทัพ หากรองแม่ทัพและทหารจำนวนมากเห็นด้วยอย่างนั้นก็จับตัวแม่ทัพไปขังเอาไว้ จากนั้นก็ให้รองแม่ทัพขึ้นมาควบคุมกำลังทหารแทนชั่วคราวแต่ส่วนใหญ่แล้ว รองแม่ทัพก็ไม่มีความกล้านั้นหรอก อีกอย่าง เมื่อจับตัวแม่ทัพแล้วจิตใจทหารต้องย่ำแย่เป็อย่างมาก ฉะนั้นจึงต้องฆ่าแม่ทัพเสีย เมื่อแม่ทัพตายแล้วรองแม่ทัพจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีก”
ฉางฮวันหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นะเื “เ้าคิดว่าทำแบบนี้ก็จะไม่พ่ายแพ้ต่อาหรือ?”
อันเจิงตอบกลับ “โดยปกติแล้วอย่างไรก็ต้องพ่ายแพ้แต่หากทำแบบนี้จะรักษาชีวิตของทหารได้มากกว่า ในเมื่อแม่ทัพเลือกวิธีการทำาผิดาครั้งนี้แม้ยังไม่ทันได้สู้รบก็ถูกกำหนดให้พ่ายแพ้แล้ว”
ฉางฮวันไม่พูดอะไรต่อแต่กลับหันไปหาชวี่ลวน
ชวี่ลวนถามขึ้น “แต่ถ้าเ้าทำแบบนี้จุดจบเ้าจะเป็อย่างไร?”
“ต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัย เมื่อฆ่าแม่ทัพตายไม่ว่าาจะชนะหรือแพ้ รองแม่ทัพต้องไม่ยอมรับโทษฐานฆ่าผู้บังคับบัญชาแน่ความผิดนี้ก็ต้องเป็ข้าที่แบกรับเองอยู่แล้ว ในเมื่อสามารถขึ้นเป็แม่ทัพได้แสดงว่าครอบครัวก็ต้องมีอำนาจไม่น้อย ฉะนั้น ไม่ว่าอย่างไรต้องไม่ทำผิดต่อครอบครัวเขาด้วยเช่นกันเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว คำถามข้อนี้ไม่ควรถามเื่คุณสมบัติการเป็ทหารและการสู้รบแต่ควรจะเป็ความซื่อสัตย์ต่อแคว้นมากกว่า แต่ข้าอยากถามว่าหากคนที่จงรักภักดีต้องตาย...เื่นี้จะกระทบจิตใจผู้คนมากเท่าไหร่กัน?”
เขามองไปยังฉางฮวันและชวี่ลวน “คำถามข้อนี้ควรเปลี่ยนเป็เ้าสมควรตายแบบไหนดี”
ทุกคนมองหน้ากันไปมาต่างถูกคำตอบของอันเจิงทำให้ตกตะลึงไม่น้อย
นั่นสินะ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดีเชื่อฟังแม่ทัพก็ต้องตาย แยกกลุ่มออกไปก็ต้องตาย หรือต่อให้จะเป็คำตอบของอันเจิง สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี
สิ่งที่อันเจิงถามกลับมาทำให้ฉางฮวันรวมไปถึงชวี่ลวนต่างก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีเพราะคำถามข้อนี้ไม่มีคำตอบอยู่แล้ว
ความจริงแล้วหากเรายืนอยู่ในมุมของคนทั่วไป เราสามารถทิ้งกองทัพไปเลยก็ได้ แต่ในสนามรบต่อให้จะทิ้งกองทัพไปก็ไม่ได้แปลว่าจะรอด?
ทุกคนที่อยู่ในสนามทดสอบต่างหดหู่ใจขึ้นมาสีหน้าไม่ได้มีความตื่นเต้นเหมือนตอนแรกอีกแล้ว เพียงระยะเวลาสั้น ๆ พวกเขาเริ่มสูญเสียความมุ่งมั่นที่อยากเป็ทหารเพราะต่างก็รู้สึกว่าทุกคนที่นั่งอยู่ในนี้ วันใดวันหนึ่งอาจกลายเป็ศพเกลื่อนกลาดอยู่ในสนามรบก็ได้
เด็กสาวสองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุด ทั้งคู่อายุราวสิบหกถึงสิบเจ็ดปีหนึ่งในนั้นเป็เด็กสาวแก้มยุ้ย นางมีใบหน้าที่อ่อนหวานและน่ารักส่วนอีกคนมีใบหน้าเรียวงดงามและมีดวงตากลมโต มองแวบเดียวก็รู้ว่านางเป็คนช่างเจรจาก่อนจะเข้าสนามทดสอบพวกนางทั้งสองพูดคุยกับคนอื่นมากพอสมควร อันเจิงจึงรู้ว่าเด็กสาวหน้าหวานชื่อติงหนิงตงส่วนเด็กสาวช่างเจรจามีชื่อว่าซางโหยว
ติงหนิงตงมองไปที่อันเจิงอย่างประหลาดใจส่วนซางโหยวมองมาด้วยแววตาราวกับเจอตัวประหลาด
ผู้คนรอบด้านต่างก้มหน้าลง ขณะนี้ฉางฮวันและชวี่ลวนต่างก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบอะไรดี
อันเจิงถอนหายใจยาว ๆ จากนั้นก็พูดขึ้น“ฉะนั้นจึงมีสำนักวรยุทธ์ชางอย่างไรเล่า”
ทุกคนชะงักไปตาม ๆ กันต่างก็เงยหน้าขึ้นแล้วมองที่อันเจิง
“ที่จัดตั้งสำนักวรยุทธ์ชางขึ้นก็เพื่ออบรมให้ทหารของแคว้นเยี่ยนมีสติไม่สั่งการผิด ๆ แบบตัวอย่างที่พูดมา ทุกคนที่จบการศึกษาจากสำนักวรยุทธ์ชางจะไม่มีทางเป็แบบนั้นอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็แม่ทัพที่มาจากครอบครัวร่ำรวยหรือยากจน เมื่อได้เป็นายทหารนั่นแสดงว่าต้องเป็คนจากสำนักวรยุทธ์ชาง ฉะนั้นอนาคตของแคว้นเยี่ยนต้องไม่มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
แววตาของชวี่ลวนเป็ประกาย ขณะเดียวกันฉางฮวันก็มีท่าทีสบายใจขึ้น
ทั้งสองหันไปสบตากันอีกครั้งในแววตาของทั้งสองราวกับจะเอ่ยว่าโล่งอกได้สักที
“เ้านั่งลงเถอะ เราพักกันก่อนอีกประเดี๋ยวค่อยมาเริ่มข้อต่อไป”
ฉางฮวันโบกมือให้อันเจิงนั่งลงจากนั้นเขากับชวี่ลวนก็เดินออกไป อาจเป็เพราะเื่เมื่อครู่ทำให้ทุกคนกดดันเกินไปทั้งสองจึงอยากขอเวลาออกไปสูดอากาศสักหน่อย
เด็กสาวที่ชื่อซางโหยวลุกขึ้นจากนั้นก็เดินมาหาอันเจิงเมื่อเดินมาถึงตรงหน้า นางก็ใช้ดวงตากลมโตจ้องตาเขา“เ้าคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคือฆ่าแม่ทัพจริง ๆ หรือ?”
อันเจิงพยักหน้า “ข้าคิดว่า...ใช่”
ซางโหยวถามต่อ “เพราะอะไร?”
นางก้มหน้าลงเล็กน้อยจากนั้นก็พูดข้างหูอันเจิงในระยะประชิด “อย่าได้พูดว่าเพราะซื่อสัตย์ต่อแคว้นเชียวนะข้าไม่เชื่อเด็ดขาด”
อันเจิงหัวเราะแล้วตอบกลับ “ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตายฆ่าผู้บังคับบัญชาตัวเอง หนึ่งชีวิตแลกหนึ่งชีวิต แบบนี้จะได้ไม่รู้สึกติดค้างกัน”
ซางโหยวแสดงท่าทางราวกับจะบอกว่า ข้ารู้ั้แ่แรกแล้วว่าเ้าจะตอบแบบนี้จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไป นางเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาอีกครั้ง“จำชื่อข้าไว้ ข้าชื่อซางโหยว”
