วินาทีต่อมาทางเข้าห้องโถงประมูลปรากฏร่างที่ย่างกรายเข้ามาของเซี่ยหยวนไป๋ที่แสดงใบหน้าสุขุมและท่วงท่าสง่างาม โดยมีหญิงสาวกอดแขนตามมา
"นายน้อยเซี่ยหยวนไป๋และตระกูลเซี่ยมาถึงแล้ว"
เสียงต้อนรับของหญิงสาวประกาศก้องไปทั่วทั้งห้องโถงเป็การบ่งบอกว่ากลุ่มนี้เป็แขกผู้มีเกียรติ ก่อนที่หญิงสาวทั้งสองจะนำทางเซี่ยหยวนไป๋ไปยังห้องผู้มีเกียรติหมายเลขหนึ่ง
ผ่านไปไม่นานก็ปรากฏให้เห็นร่างในชุดคลุมสีดำของชายหนุ่มที่มีสีหน้าเรียบเฉยก้าวเข้ามาพร้อมกับเสียงยินดีต้อนรับดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"นายน้อยเจิ้นหลงเหวินมาถึงแล้ว"
"นายน้อยเฉินตงมาถึงแล้ว"
"คุณหนูน้อยเหยาชิงเฉิงมาถึงแล้ว"
นามของอัจฉริยะรุ่นใหม่ผู้เลื่องชื่อถูกขานประกาศทีละคน นายน้อยและคุณหนูน้อยของตระกูลโบราณทั้งสี่นี้อยู่ใกล้กับเมืองเทียนเหล่ยมากที่สุด ดังนั้นข่าวคราวของกุญแจสู่อาณาจักรลับจึงแพร่ขยายออกไปไม่กว้างนัก แม้แต่มหาอำนาจทั้งสี่เองก็มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่รับรู้
เหล่านายน้อยและคุณหนูน้อยถูกนำทางไปยังห้องของแขกผู้มีเกียรติไล่เรียงกันโดยมีสาวใช้คอยนำทางให้อย่างนอบน้อม ทุกสายตาในห้องโถงต่างก็ครรลองมองเหล่าเยาวชนกลุ่มนี้ด้วยสีหน้าเคารพและยำเกรง
เป็ที่เข้าใจได้ว่าผู้ที่มาจากอาณาจักรเทียนหยวนนั้นย่อมได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่นและไม่มีผู้ใดกล้าที่จะไม่พอใจ แม้นว่านายน้อยเ่าั้จะสังหารหมู่สมาชิกในตระกูลธรรมดาของเมืองทั้งสี่ไปมากมายเพียงใด
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสังคมมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างรุนแรง ผู้แข็งแกร่งกดข่มผู้อ่อนแอ แม้นผู้อ่อนแอจะเรียกร้องความยุติธรรม แต่ความยุติธรรมอะไรทำนองนั้นไม่เคยมีอยู่จริง
หลังจากนั้นห้องของแขกผู้มีเกียรติก็ถูกดังนี้
ห้องหมายเลข 1 - เซี่ยหยวนไป๋
ห้องหมายเลข 2 - เฉินตง
ห้องหมายเลข 3 - ????
ห้องหมายเลข 4 - เหยาชิงเฉิง
ห้องหมายเลข 5 - เจิ้นหลงเหวิน
บนห้องส่วนของแขกผู้มีเกียรติหมายเลข 5 ชายหนุ่มนามเจิ้นหลงเหวินเหลือบมองหญิงสาวที่สวมผ้าปกปิดรูปลักษณ์ด้วยหางตาจากหน้าระเบียงที่ติดกัน "นางเซียนน้อย เ้าสนใจจะมาสนทนากับข้าภายในห้องนี้หรือไม่?"
เหยาชิงเฉิงที่ยืนชิดริมระเบียงแสดงสีหน้าเรียบเฉยแต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมอง "เก็บปากของเ้าไว้ทานข้าวเสียดีกว่า"
"ฮ่าๆๆๆ!" จู่ๆเสียงหัวเราะดึงขึ้นจากระเบียงห้องแขกผู้มีเกียรติหมายเลขสอง นั่นคือตำแหน่งของเฉินตงที่หัวเราะอย่างหนักจนต้องกุมท้อง "หลงเหวิน เ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่านางฝีปากร้าย แต่เ้าก็ยังกลับกล้ายุ่งกับนาง ข้าละนับถือใจเ้าจริงๆ"
"ไม่ใช่กงการอะไรของเ้า!" สีหน้าของเจิ้นหลงเหวินมืดลง มันพ่นลมหายใจฟึดฟัดอย่างเ็าก่อนจะกลับไปนั่งลงตรงตำแหน่งเดิมที่ถูกจัดไว้
เฉินตงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะชำเลืองเหล่าเยาวชนพลันกล่าวถาม "แล้วห้องแขกผู้มีเกียรติหมายเลขสามเป็ของใครกัน?"
ห้องส่วนตัวของแขกผู้มีเกียรติทั้งห้าถูกจับจองไปโดยเยาวชนจากตระกูลโบราณไปแล้วสี่ห้อง แต่ยังมีอีกหนึ่งห้องที่ยังไร้ผู้คนและไม่มีใครรู้ว่าคนสุดท้ายเป็ใคร
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเซี่ยหยวนไป๋ก็มืดลง มันคงจะตระหนักได้แล้วว่าห้องแขกผู้มีเกียรติหมายเลข 3 คือคนผู้นั้น...
ทว่าปล่อยให้เฉินตงสงสัยได้ไม่นาน จู่ๆหน้าทางเข้ากลับได้ยินเสียงฝีเท้าเรียบเฉยและมั่นคงค่อยๆก้าวเข้ามา เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มที่มีใบหน้าธรรมดาในอาภรณ์สีขาวสะอาดสะอ้าน ไม่มีแม้แต่รัศมีและกลิ่นอายของผู้แข็งแกร่ง ราวกับว่าเขาเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาไม่มีพิษสงอะไรทำนองนั้น
ตามมาด้วยต้อนรับของเหล่าสาวใช้นับสิบที่ประสานเสียงกัน
"นายน้อยไป๋ ไป๋เฉินมาถึงแล้ว"
สิ้นสุดคำเรียกขานนั้น บุคคลที่นั่งนิ่งเฉยอย่างฉินเหวินเทียนก็สะดุ้งโหยง ดวงตาก็พลันเปล่งประกายและพยายามลุกขึ้นมองหาคนผู้นั้น "พี่เขย? นั่นคือพี่เขยใช่หรือไม่?"
ฉินเหวินเทียนพยายามลุกขึ้นและจ้องมองผู้ที่เดินเข้ามา แต่ทว่าเมื่อเห็นใบหน้านั้น ความตื่นเต้นดีใจก็หายวับไปกับตา หลงเหลือเพียงความรู้สึกเศร้าหมองก่อนจะรีบนั่งลงที่เดิม "ไม่ใช่พี่เขย..."
มู่เทียนเฉิงและเย่ซ่งต่างก็ตบไหล่ฉินเหวินเทียนเบาๆในลักษณะปลอบใจ แต่คนอื่นๆที่ไม่เคยได้ยินชื่อแซ่นี้ต่างก็มีสีหน้าสับสน
[เขาเป็ใคร? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อบุคคลสำคัญนามว่าไป๋เฉินแม้แต่ครั้งเดียว]
"ไป๋เฉิน?" คิ้วของหงเหนียงในชุดคลุมสีดำเลิกสูง ดวงตาของนางปราดมองทางเข้าและพบเจอเข้ากับชายหนุ่มธรรมดาผู้หนึ่งที่กำลังจะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นที่สองของห้องโถง
หงเหนียงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก นางคิดว่าหากเป็ไป๋เฉินบุตรของไป๋หนานเทียนนางคงจะรีบสังหารเขาเสียหลังจากนี้ทันที เพราะนางได้รับคำสั่งมาจากเสวี่ยเมิ่งให้กระทำเช่นนั้น
เนื่องด้วยไป๋เฉินมาถึงเป็คนสุดท้าย จึงได้ดึงดูดสายตาของเหล่าฝูงชนให้เป็ตาเดียวกัน
เมื่อไป๋เฉินขึ้นไปและนั่งลงบนเก้าอี้หรูหรา ก็มีสาวใช้มารินชาให้อย่างนอบน้อม
แต่จู่ๆเซี่ยหยวนไป๋กลับเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยในขณะมองไปยังห้องหมายเลขสาม "เ้าเด็กเหลือขอ ข้าคิดว่าเ้าจะหวาดกลัวข้าแล้วหลบหนีหางจุกตูดไปแล้วเสียอีก"
ประโยคนั้นของเซี่ยหยวนไป๋ได้ดึงดูดสายตาของผู้คนทั่วทั้งห้องโถง แม้แต่เหล่าเยาวชนอีกสามห้องเองก็จ้องมองอย่างประหลาดใจ
[ทั้งสองคนมีความขัดแย้งอะไรกัน?]
แม้แต่เหยาชิงเฉิงเองก็รู้สึกแปลกใจและจ้องมองไป๋เฉินด้วยดวงตาสีดำดุจหมึกอันน่าหลงใหล
แต่ไป๋เฉินเพียงหยิบถ้วยชาขึ้นมาและจิบอย่างไม่แยแส "สุนัขที่เห่ามักจะไม่กัด เพราะฉะนั้นหาก้ากัดก็อย่าเห่า"
"เ้า!" เซี่ยหยวนไป๋ลุกขึ้นพรวดด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
"ซู่!"
กระแสปราณดุจพายุโหมกระหน่ำทั่วทั้งห้องโถงบังเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ กระแสลมนั้นเข้าถาโถมไปยังไป๋เฉินอย่างบ้าคลั่ง!
แต่ไป๋เฉินเพียงยกยิ้มมุมปากโดยไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันแม้แต่น้อย ก่อนจะวางถ้วยชาโดยที่กำลังหลับตาอยู่ "สดชื่นจริงๆ ลมของเ้าเย็นกว่าการใช้พัดเล็กน้อย บังเอิญว่าข้ากำลังร้อน หากเ้าช่วยเพิ่มแรงลมอีกสักนิดจะเป็พระคุณอย่างสูง"
"พู้ว!"
คนที่กำลังดื่มชาก็เผลอพ่นพรวดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
[นั่นมันกระแสปราณ เขามองมันเป็เพียงพัดให้ความสดชื่นหรืออย่างไร?]
[ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันกำลังยั่วโมโหกันชัดๆ!]
"ไอ้สารเลว!" เสียวคำรามมาพร้อมกับจิตสังหารแผ่ซ่านปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงและกำลังจะพุ่งทะยานไปยังห้องหมายเลขสามด้วยความเดือดดาล
"แปะ! แปะ!"
จู่ๆมีเสียงปรบมือดังขึ้นยับยั้งความโกลาหลที่เกิดขึ้นในห้องโถง ตามมาด้วยน้ำเสียงอ่อนช้อยของหญิงสาวดังตามมา "แขกทุกท่านได้โปรดอยู่ในความสงบ"
เวทีไม้ใจกลางของห้องโถงใหญ่ปรากฏร่างของเหม่ยหลินในชุดกี่เพ้าสีเหลืองอ่อนรัดรูปเป็ที่ต้องตาต้องใจของเหล่าบุรุษยิ่ง
นางเดินมาข้างหน้าสามก้าวก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "ห้องโถงหยวนเปามีกฏเหล็กอยู่ว่า ห้ามมีความขัดแย้งหรือการต่อสู้ภายในห้องโถง หากไม่ทำตามต้องขออนุญาตขึ้นบัญชีดำคนผู้นั้นรวมถึงทั้งตระกูล! ให้ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าสู่ห้องโถงหยวนเปาทุกสาขาในทวีปนี้!"
สายตาที่แข็งกร้าวของนางปราดมองเซี่ยหยวนไป๋อย่างเ็า "นายน้อยเซี่ย เ้าเข้าใจหรือไม่?"
เซี่ยหยวนไป๋กัดฟันด้วยความอัปยศอดสู
ทั้งที่ไป๋เฉินเองก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เหม่ยหลินกลับไม่ได้มีการดุด่าติเตียนไป๋เฉินต่อหน้าเหล่าฝูงชนแม้แต่น้อย แต่กับเซี่ยหยวนไป๋นางกลับตะเพิดเสียงซ้ำยังเอ่ยนามอีกต่างหาก
"เ้าแค่รอ..." ดวงตาของเซี่ยหยวนไป๋แดงก่ำด้วยความอาฆาตมาดร้ายครั้นจ้องมองไป๋เฉินราวกับจะกลืนกินทั้งเป็ ก่อนที่มันจะสะบัดเสื้อคลุมและกลับไปนั่งตามเดิมอย่างหงุดหงิด
เวลานี้ทุกสายตาต่างก็จับจ้องไปยังไป๋เฉินอย่างแปลกใจ ว่าเหตุใดเหม่ยหลินจึงมิได้ตักเตือนไป๋เฉินแม้แต่น้อย?
"อะแฮ่มๆ เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา ข้าเหม่ยหลิน จะเริ่มประมูลที่รายการแรกทันที" เหม่ยหลินโบกมือเบาๆก่อนที่จะมีสาวใช้ถือถาดสีแดงมาจากข้างเวที บนถาดสีแดงนั้นคือกระบี่สีดำที่มีรอยแตกร้าวมืดมนที่แผ่ซ่านกลิ่นอายเย็นะเืออกมา
ทุกสายตากำลังจ้องมองกระบี่เล่มนั้นอย่างตั้งใจ ก่อนที่เหม่ยหลินจะเริ่มสาธยายที่มาด้วยสีหน้าจริงจัง "กระบี่เล่มนี้ถูกค้นพบโดยท่านอาของข้าเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนในลานกว้างนอกชานเมืองเขตถังของอาณาจักรเทียนหยวน หลังจากตรวจสอบก็มีการสันนิษฐานว่ากระบี่เล่มนี้มีอายุมากกว่า 800 ปี! ยังมีนักวิชาการบางคนได้ให้ข้อสรุปว่ากระบี่เล่มนี้อาจจะเป็กระบี่ของจักรพรรดิมารในอดีต!"
"กระบี่จักรพรรดิมาร?"
ดวงตาของเหล่าผู้ใช้กระบี่ในห้องโถงกลับส่องประกายด้วยความตื่นเต้น
แม้นว่าจักรพรรดิมารจะถูกรังเกียจโดยเหล่ามนุษย์ก็จริง แต่หากเป็กระบี่ของจักรพรรดิมารแล้วละก็ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้ความแข็งแกร่งในระดับนั้น
หลายๆคนมีความคิดอยู่ในหัวว่า : กระบี่ของจักรพรรดิมารจะเป็กระบี่ธรรมดาไปได้อย่างไร? เพราะฉะนั้นจะต้องมีความลับสั่นะเืพิภพซ่อนอยู่ภายในเป็แน่!
