ทางด้านจวีจื่อหลิงนั้น ระยะนี้ร่างกายของนางค่อนข้างแข็งแรงขึ้นมาก พอหายป่วยแล้วนางก็ออกจากจวนตระกูลฉินไปเดินเล่นในย่านตลาดทันที ไม่เพียงแค่เดินชมสิ่งของเท่านั้นแต่นางยังมองหาลู่ทางเอาไว้ด้วย หลังจากหย่าขาดกับฉินเสวียนแล้ว นางก็คิดจะหาร้านค้าเล็กๆ สักร้านเพื่อทำการค้า หาทางเอาตัวรอดด้วยตนเอง นางไม่อยากเอาแต่พึ่งพาคนตระกูลจวีอีกต่อไป หากเป็ไปได้นางไม่อยากจะกลับเข้าไปเหยียบจวนตระกูลจวีเลยด้วยซ้ำ อย่างไรการยืนด้วยลำแข้งของตนเองย่อมดีกว่ามาก
"ฮูหยิน พวกเรารีบกลับจวนกันเถิดเ้าค่ะ ออกมานานเช่นนี้หากใต้เท้าฉินทราบเข้าจะเกิดเื่อีก"
ซุนฉิงบอกเ้านายตนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใคร่จะสู้ดีเท่าใดนัก จวีจื่อหลิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า ก่อนจะมุ่งหน้าเดินกลับจวนตระกูลฉินทันที นางออกมาเดินเล่นแต่ละครั้งไม่เคยใช้รถม้าของตระกูลฉินเลย เพราะตลาดอยู่ไม่ไกลจากจวนตระกูลฉินเท่าไหร่ นางจึงเลือกจะเดินเท้าออกมาเพื่อความสะดวก
จวีจื่อหลิงเอาแต่เดินก้มหน้าก้มตาคิดสิ่งใดไปเรื่อยเปื่อย จึงไม่ทันได้มองทางข้างหน้าให้ดี อยู่ๆ นางก็เดินชนเข้ากับใครบางคนจนร่างกายซวนเซ เมื่อเงยหน้าไปมองนางก็ถึงกับชะงักงัน
"อยากตายหรือไรกันจึงกล้ามาขวางทางรถม้าขององค์ชายใหญ่ ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!"
จวีจื่อหลิงสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบมองไปยังรถม้าเบื้องหน้าด้วยแววตาตื่นตระหนก ก่อนจะรีบถอยมาหลบอยู่ข้างทาง โดยมีซุนฉิงคอยประคองเอาไว้
ทันใดนั้นผ้าม่านรถม้าก็ถูกเปิดออกและมีบุรุษผู้หนึ่งชะโงกหน้าออกมาจากรถม้า หน้าตาของเขาหล่อเหลาชวนมอง แววตาดอกท้อดูสูงส่งและเบื่อหน่ายอยู่ในที เขาทอดสายตามองนางด้วยความอ่อนโยนสายหนึ่ง
จวีจื่อหลิงใจเต้นโครมคราม นางไม่คิดเลยว่าจะได้พบเจอกับผู้สูงศักดิ์โดยบังเอิญเช่นนี้ อีกทั้งยังเผลอไปสบตากับเขาอีกด้วย
เซี่ยหลีที่เห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าจ้องมองตนอย่างไม่ละสายตาก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ดูเอาเถอะ ความหล่อเหลาของเขาทำพิษอีกแล้ว สตรีตัวน้อยตรงหน้าถึงกับเหม่อลอยไปเลยทีเดียว
ด้านจวีจื่อหลิงเมื่อได้สติกลับคืนมา นางจึงรีบเอ่ยขออภัยเขาทันที
"ขออภัยด้วยเพคะ เสียมรรยาทแล้ว หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะขวางทางรถม้าของพระองค์ หม่อมฉันไม่ทันดูทางให้ดี ขอองค์ชายใหญ่โปรดเมตตาอย่าทรงกริ้วเลยเพคะ"
กล่าวจบนางก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเขาอีก เซี่ยหลีมองจวีจื่อหลิงด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงเมตตา
"ไม่เป็อันใด คนเราล้วนผิดพลาดกันได้ข้าไม่ถือสาเ้าหรอก ว่าแต่เ้าเป็คุณหนูจวนใดกัน เหตุใดข้าจึงไม่เคยเห็นหน้าเ้ามาก่อน"
เซี่ยหลีเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาไม่เคยเห็นหน้าสตรีนางนี้เลย ด้านจวีจื่อหลิงก็มีท่าทีครุ่นคิดครู่หนึ่ง นางไม่ได้อ่านนิยายเื่นี้ต่อจึงไม่รู้ว่านิสัยใจคอขององค์ชายใหญ่ผู้นี้เป็อย่างไร หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตอบ
“หม่อมฉันมีนามว่าจวีจื่อหลิงเป็ฮูหยินของใต้เท้าฉินเพคะ เดิมทีร่างกายอ่อนแอจึงไม่ได้ออกจากจวนไปพบหน้าผู้ใด แม้แต่งานเลี้ยงในวังหลวงหม่อมฉันก็ไม่เคยติดตามสามีไปสักครั้งเพราะสุขภาพไม่สู้ดี ไม่แปลกที่องค์ชายใหญ่จะทรงไม่คุ้นหน้าหม่อมฉัน”
นางบอกไปตามความจริง เพราะนางไม่ได้อ่านนิยายต่อ จึงอาศัยถามจากซุนฉิงว่าเ้าของร่างเดิมเคยพบเจอใครหรือไปงานเลี้ยงที่ไหนหรือไม่ ซุนฉิงบอกว่าฉินเสวียนไม่เคยให้นางออกไปที่ไหนเลย เขาเอาเื่ป่วยของนางมาอ้างเสมอเพื่อไม่ให้นางออกจากจวนไปพบหน้าผู้คนหลังจากแต่งงานกัน เมื่อคิดได้เช่นนั้นจวีจื่อหลิงจึงเอาฐานะสามีของเขาขึ้นมาเป็โล่กันภัยบ้าง อย่างน้อยองค์ชายใหญ่ผู้นี้ก็คงไม่กล้าหาเื่ลำบากใจให้ภรรยาของขุนนางชั้นสูงหรอกกระมัง
เซี่ยหลีที่ได้ยินเช่นนั้นแววตาก็ฉายแววเป็ประกาย สตรีตรงหน้าดูงดงามไม่น้อยเลย เรือนกายบางระหงดูบอบบางยิ่ง อีกทั้งยังดูมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก
“อ้อ ที่แท้ก็ฮูหยินของใต้เท้าฉินเสนาบดีกรมโยธานี่เอง เ้าบอกว่าสุขภาพไม่สู้ดี แล้วเหตุใดวันนี้จึงออกมาเดินตากลมร้อนเล่า”
“ทูลองค์ชาย บังเอิญว่าหม่อมฉันออกมาหาเลือกผ้าสำหรับตัดชุดใหม่เพคะ ให้บ่าวไพร่เลือกให้ก็ไม่ถูกใจ จึงมาดูเอง อีกเดี๋ยวก็จะกลับจวนแล้วเพคะ”
จวีจื่อหลิงตอบอย่างนอบน้อมอีกทั้งยังหาทางบ่ายเบี่ยงไม่ให้เขาถามเื่อื่นต่ออีก
แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นไปมองก็ต้องย่นหว่างคิ้วเพราะรู้สึกได้ว่าแววตาที่เซี่ยหลีมองมานั้นมันดูแปลกๆ ชอบกล
หรือนางจะคิดมากไปเอง
“เอาล่ะ เ้ากลับจวนไปเถอะ เดินระวังด้วยเล่า”
เอ่ยจบเขาก็ปล่อยชายผ้าม่านรถม้าลง จวีจื่อหลิงมองตามรถม้าของเซี่ยหลีไปจนลับสายตา ก่อนจะเดินกลับจวนตระกูลฉินของตนเองไปทันที
ด้านเซี่ยหลีนั้นเมื่อกลับมาถึงจวนแล้ว เขาก็หันไปสั่งการพ่อบ้านของตนเองด้วยน้ำเสียงเ็า
“พ่อบ้านตู้ ลากคนขับรถม้าไปโบยให้ตายเสีย ขับรถม้าไม่รู้ประสา ทำข้าหน้าเกือบชนขอบหน้าต่าง ใช้ไม่ได้!”
พ่อบ้านตู้ที่ได้ยินเช่นนั้นก็เย็นสันหลังวาบ รีบพยักหน้ารับคำทันที
“ช้าก่อนพ่อบ้านตู้”
พ่อบ้านตู้ที่กำลังจะเดินจากไปพลันหันกลับมามองเ้านายตนเพื่อรอคำสั่ง
“องค์ชายใหญ่มีอันใดจะรับสั่งอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“สตรีที่ถูกขังอยู่ในเรือนเล็กเป็เช่นไรบ้าง?”
“ทูลองค์ชายใหญ่ นางเอาแต่ร้องไห้คิดถึงลูกและสามี องค์ชายใหญ่ มิสู้ท่านปล่อยนางไปเสีย เห็นแก่บุตรและสามีของนางที่รออยู่ดีหรือไม่ ใต้หล้านี้มีสตรีที่บริสุทธิ์และงดงามอีกมากมายที่อยากเป็สตรีของพระองค์ เหตุใดต้องทรงไปยุ่งเกี่ยวกับสตรีที่แต่งงานแล้วด้วยเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“หุบปาก! หากนางร้องโวยวายอีกก็โบยให้ตายไปเสีย สตรีที่เข้าจวนข้าแล้ว หากอยากออกไป ก็ต้องกลายเป็ศพออกไปเท่านั้น!”
เอ่ยจบเขาก็มองพ่อบ้านตู้ด้วยแววตาที่เ็า ทำเอาชายวัยกลางคนไม่กล้าปริปากปรามอีก องค์ชายใหญ่ภายนอกวางตนสุขุม จิตใจดีมีเมตตา แต่เนื้อแท้กลับเป็คนอำมหิต ซ้ำร้ายยังมีรสนิยมต่ำทราม ชอบสั่งให้องค์รักษ์ลับไปฉุดคร่าสตรีชาวบ้านที่แต่งงานแล้วมาเป็นางบำเรอในจวน เพราะมีอำนาจเป็ถึงองค์ชายใหญ่จึงไม่มีคนสามารถสืบสาวถึงตัวต้นเหตุอย่างเขาได้ เื่นี้คนในจวนล้วนรู้ดีกว่าใคร พ่อบ้านตู้ทำได้เพียงเงียบปาก และไปทำงานตามที่เ้านายสั่ง เขาอดสงสารคนเ่าั้ที่ต้องตกตายเพราะองค์ชายใหญ่ไม่ได้
เมื่อพ่อบ้านตู้ออกไปจากเรือนแล้ว เซี่ยหลีก็ทิ้งกายลงนั่งที่เก้าอี้พลางทอดสายตามองไปนอกหน้าต่าง อยู่ๆ ก็นึกถึงใบหน้าของจวีจื่อหลิงขึ้นมา
จวีจื่อหลิง ฮูหยินของใต้เท้าฉินผู้นั้นน่าสนใจไม่น้อยเลย
เมื่อคิดถึงจวีจื่อหลิงดวงตาของเขาก็ทอประกายวาววับขึ้นมา เดิมทีเขาไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับฮูหยินของเหล่าขุนนางเพราะไม่อยากจะมีปัญหา เพียงเล่นสนุกกับภรรยาของชาวบ้านที่ไม่มีอำนาจเท่านั้น
แต่จวีจื่อหลิงกลับทำให้เขาอยากลองเล่นสนุกกับนางขึ้นมาเสียแล้วสิ!
