น้ำเสียงราบเรียบของชายหนุ่มกลับดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหมด รวมทั้งซ่งหลิน เหลียนหลิงิ่และผู้ควบคุมการสอบคนอื่นๆ แม้แต่ไป๋หยุนเฟยและพวกม่อเสี่ยวเซียนก็ไม่ยกเว้น
“ภูติญญาระดับปลาย!”
ไป๋หยุนเฟยลอบตื่นตระหนก แม้แต่ผู้คนด้านหลังก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความอัศจรรย์ใจ
“โอ! มีภูติญญามาอีกคนหนึ่งแล้ว! เช่นเดียวกับพี่ไป๋เลย! อีกทั้งกลุ่มก้อนพลังิญญาที่แสดงออกมายังมีลักษณะพิเศษ...” จงซูหาวเบิกตากว้างมองดูเย่จือชิวด้วยท่าทีอิจฉาเลื่อมใส
ม่อเสี่ยวเซียนกล่าวว่า “คล้ายกับว่าจะฝึกปรือสองธาตุ ไฟและไม้...”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า “มิผิด เป็ภูติญญาระดับปลายที่ฝึกปรือธาตุไฟและธาตุไม้”
“ธาตุไฟและธาตุไม้! อายุเพียงเท่านี้ก็สามารถฝึกปรือจนบรรลุด่านภูติญญาระดับปลาย... ช่างอนาถใจนักที่ข้าไม่อาจเทียบกับมันได้ อีกอย่าง ไม้ก่อให้เกิดไฟ หากสามารถควบคุมได้ดี จะยิ่งทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากพลังธาตุไฟได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็สำนักช่างประดิษฐ์หรือสำนักธาตุไฟ ก็ย่อมอยากได้ศิษย์ที่เปี่ยมความสามารถเช่นนี้ ดูท่าแล้วอันดับหนึ่งของศิษย์รุ่นนี้คงจะเป็ใครไปไม่ได้หากไม่ใช่...” ม่อเสี่ยวเซียนถอนหายใจกล่าวขึ้น หลายคนที่มันได้พบพานในวันนี้ กลับทำลายความภาคภูมิใจที่ถูกยกย่องว่าเป็‘อัจฉริยะ’มาตลอดสิบกว่าปีของมันไปจนหมดสิ้น
ยามไป๋หยุนเฟยมองไปยังเย่จือชิวซึ่งเดินตามศิษย์ที่ดูแลการทดสอบเข้ามา มันก็แสดงความชื่นชมออกมา “ผู้ฝึกปรือสองธาตุ หากไม่ใช่คนโง่งมที่ฝึกปรือส่งเดชโดยไร้ความคิด ก็เป็อัจฉริยะที่พากเพียร แต่ดูแล้วคนผู้นี้จะเป็อย่างหลัง... สำนักช่างประดิษฐ์ครึ่งปีจึงจะเปิดรับศิษย์หนึ่งครั้ง การรับศิษย์แต่ละครั้งล้วนมีผู้เยาว์มากความสามารถจำนวนไม่น้อย้าเข้าสำนัก ดูท่าแล้วสำนักแห่งนี้คงจะเป็แหล่งรวมยอดฝีมือที่สำคัญแห่งหนึ่งทีเดียว”
……
เฟยเหนียนมองดูเย่จือชิวจากที่ห่างไกลพร้อมกับถอนหายใจกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าการรับศิษย์ครั้งนี้จะมีภูติญญามาสมัครถึงสองคน...”
“พร์ในการฝึกปรืออันโดดเด่นนั้น สำหรับสำนักช่างประดิษฐ์แล้วที่จริงไม่ได้ถือเป็เื่สำคัญแต่อย่างใด ตรงกันข้ามผู้ฝึกปรือิญญาหลายคนเลือกที่จะหยุดการฝึกปรือไว้ที่ด่านวีรชนิญญาระดับปลายก่อนแล้วจึงเข้าสำนัก อัจฉริยะที่โดดเด่นหลายคนไม่ทราบความจึงสูญเสียโอกาสที่จะหลอมสร้างวัตถุิญญาเฉพาะตัวไป...” จากนั้นซ่งหลินจังหันกลับมามองเหลียนหลิงิ่พร้อมกับถามว่า “หลิงิ่ ครั้งนี้มีศิษย์สตรีที่โดดเด่นบ้างหรือไม่?”
“ไม่มี ผู้เข้าทดสอบครั้งนี้มีสตรีเพียงไม่กี่คน ดังนั้นสตรีที่ผ่านการทดสอบจึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย ทั้งยังปราศจากผู้มีพร์ธาตุไฟในระดับสูง ไม่ทราบว่าต่อไปจะมีศิษย์สตรีที่โดดเด่นในสำนักช่างประดิษฐ์อีกหรือไม่” เหลียนหลิงิ่ส่ายหน้าก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “แต่ก็ไม่เป็ไร เพราะศิษย์น้องหญิงคนที่ห้าซึ่งเพิ่งเข้าสำนักมามีพร์เป็เลิศทั้งยังได้เป็ศิษย์สายตรงแล้ว ท่านอาจารย์พึงพอใจอย่างยิ่งจึงไม่ได้ใส่ใจต่อการรับศิษย์ในครั้งนี้เท่าใด”
ซ่งหลินมองดูผู้ผ่านการทดสอบที่รวมตัวกันอยู่ราวสองร้อยคน จากนั้นจึงถอนหายใจเบาๆ “ไม่ทราบว่าจะมีผู้ใดได้รับเลือกเป็ศิษย์สายตรงของเ้าสำนักหรือผู้าุโหรือไม่ สำนักช่างประดิษฐ์เรามีศิษย์ที่เป็กำลังหลักอยู่ไม่มาก ผู้าุโทั้งหลายจึงให้ความสำคัญต่อศิษย์รุ่นใหม่เช่นพวกเราอย่างยิ่ง สำนักช่างประดิษฐ์เก็บตัวมาร่วมยี่สิบปี แม้จะยังคงชื่อเสียงเอาไว้ได้เช่นเดิม แต่อำนาจกลับไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว พวกเราจะสร้างความอับอายแก่สำนักไม่ได้!”
เหลียนหลิงิ่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ดูแล้วครั้งนี้มีหลายคนที่โดดเด่น มีถึงสองคนที่มีพร์ระดับพิเศษ พร์ระดับสูงก็มีหลายคน นอกจากนี้ยังมีเย่จือชิวที่ฝึกปรือสองธาตุ ธาตุไฟกับธาตุไม้ และยังมีไป๋หยุนเฟยที่แม้แต่ศิษย์น้องเฟยเหนียนก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน!”
เฟยเหนียนที่หน้าแดงฉานรีบแก้ต่าง “เฮอะ! ข้าเพียงประมาทไปเท่านั้น หากสู้กันอีกครั้ง...”
“ฮ่า ฮ่า เอาเถอะ เฟยเหนียนเ้ารีบขึ้นเขาไปเตรียมการก่อนเถอะ อีกไม่นานการทดสอบรอบนี้จะสิ้นสุดแล้ว พวกเราจะได้พาผู้ผ่านการทดสอบเหล่านี้ขึ้นเขาไป” ซ่งหลินยิ้มพร้อมกับโบกมือห้ามปรามเฟยเหนียนที่กำลัง‘แก้ต่าง’
“อืม ทราบแล้วศิษย์พี่...”
……
หลังจากนั้นราวชั่วก้านธูป การทดสอบพร์ธาตุไฟก็เสร็จสิ้นลง
เนื่องเพราะคนกลุ่มท้ายที่มาทดสอบล้วนเตรียมตัวมาอย่างดีทั้งยังรอคอยที่จะเข้าทดสอบใน่ท้ายอย่างเยือกเย็น ดังนั้นเวลาชั่วก้านธูปสุดท้ายจึงมีผู้ผ่านการทดสอบจำนวนมากกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อย สุดท้ายก็มีผู้ผ่านการทดสอบทั้งสิ้นร่วมสามร้อยคน
แต่ว่าเมื่อเทียบกับจำนวนในยามเริ่มต้นหลายพันคนแล้ว คนที่เหลืออยู่นี้ก็เรียกได้ว่าน้อยจนน่าเวทนา
แล้วผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดก็ติดตามซ่งหลินขึ้นสู่เขาชีเสีย
บันไดขึ้นสู่เขาที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้า ทอดยาวเข้าสู่แมกไม้และเมฆหมอก ไป๋หยุนเฟยเดินรวมกลุ่มกับจงซูหาวกับพวกอยู่รั้งท้าย ยามเดินไปก็สังเกตดูรอบกายพลางหยอกล้อกันตลอดทาง และนอกจากพวกมันแล้วยังมีอีกคนที่เข้ามารวมกลุ่มด้วย นั่นก็คือ เย่จือชิว
ด้วยนิสัยร่าเริงเป็มิตรของจงซูหาว มันจึงได้รับความชื่นชอบจากคนในกลุ่ม อีกทั้งด้วยอายุที่ยังน้อยจึงทำให้ผู้คนไม่คิดว่ามันจะมีเจตนาร้าย หลังจากถูกจงซูหาวชักชวนสนทนาอย่างกระตือรือร้น สุดท้ายเย่จือชิวที่ดูเป็คนไม่นำพาต่อเื่ราวรอบข้างก็ถูกนับรวมเข้าเป็หนึ่งในสมาชิก‘กลุ่มเล็กๆ’นี้ไปด้วย
เมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง จางซานเสียนก็เข้ามาสนทนากับไป๋หยุนเฟย ผลก็คือถูกจงซูหาวตีสนิทอย่างรวดเร็วจนเรียกได้ว่ารู้จักคุ้นเคยกับ‘ศิษย์พี่ซานเสียน’แล้ว ทุกคนพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางบรรยากาศอันผ่อนคลาย
แน่นอน ที่เรียกว่าผ่อนคลายก็เป็เพราะพลังฝีมือของพวกมัน แต่สำหรับผู้อื่นแล้วบางคนเรียกได้ว่ายากลำบากแสนเข็ญ คนร่วมสามร้อยนี้มีผู้ฝึกปรือิญญาอยู่ไม่มาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็ชายหนุ่มที่เป็คนธรรมดาซึ่งมาด้วยความคาดหวัง เวลาชั่วหนึ่งก้านธูปกับการเดินขึ้นเขาที่ผ่านมาจึงเรียกได้ว่าเหนื่อยยากที่สุดในชีวิตพวกมันแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผ่านการทดสอบพร์ธาตุไฟแล้ว ผู้ใดจะมายอมแพ้กับเื่เท่านี้โดยง่าย? คนธรรมดาเหล่านี้จึงกัดฟันเดินหน้าต่อ หลายคนที่รั้งท้ายก็ยังอดทนก้าวเท้าเดินต่อ เด็กหนุ่มอายุน้อยบางคนที่ยืนหยัดไม่ไหวก็ยังมีคนที่อายุมากกว่าเข้าไปช่วยพยุงเดินไปด้วยกัน ภาพที่เห็นนี้สร้างความเลื่อมใสในความมานะของคนเหล่านี้ให้แก่ไป๋หยุนเฟยอย่างยิ่ง
……
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็ม ในที่สุดก็มองเห็นปลายทางของบันไดที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตานี้ ที่สุดปลายบันไดไป๋หยุนเฟยมองเห็นระเบียงทางเดินที่ใหญ่โตกว้างขวางปรากฏอยู่ตรงหน้า แล้วผู้ที่ผ่านการทดสอบก็ถูกนำทางไปยังลานกว้างที่อยู่ถัดจากระเบียงนั้นไป
หลังจากที่ปล่อยให้ทุกคนได้หยุดพักชั่วครู่ ซ่งหลินก็เดินมาที่เบื้องหน้า เสียงผู้คนพูดคุยกันจึงเงียบลง ซ่งหลินใช้สายตากวาดมองไปยังทุกคน โดยเฉพาะเมื่อกวาดไปยังคนธรรมดาทั้งหลายสายตามันก็ทอแววยกย่อง ซ่งหลินยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเ้าทำได้ไม่เลว ต่อจากนี้จะมีคนนำทางพวกเ้าไปยังยอดเขาอุดรของสำนักช่างประดิษฐ์เพื่อทำการทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์ เป็การทดสอบซึ่งมีเฉพาะที่นี่เท่านั้นไม่มีที่อื่นอีก และผลการทดสอบนี้ สำหรับผู้ฝึกปรือิญญาแล้วไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับการฝึกปรือของพวกเ้า หากไม่ผ่านก็ไม่ต้องเศร้าเสียใจ พวกเ้าถือว่าเป็ผู้มีความสอดคล้องกับธาตุไฟในระดับไม่ต่ำทราม หากไปยังสำนักอื่น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีอยู่ไม่น้อย...”
ยามนั้นเองก็มีชายหนุ่มผิวคล้ำหน้าตาหล่อเหลาเดินมาแต่ไกล หลังจากพยักหน้าให้แก่ซ่งหลินแล้วจึงกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ข้าพาพวกมันไปได้หรือยัง?”
ซ่งหลินพยักหน้ากล่าวว่า “อืม จากนี้ไปลำบากศิษย์น้องเซียวแล้ว”
ผู้ที่มาใหม่นี้เดินมาถึงเบื้องหน้าฝูงชนจากนั้นจึงกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “ข้าเป็ศิษย์ลำดับที่สองของเ้าสำนัก มีนามว่าเซียวหนานเหริน จากนี้ไปข้ามีหน้าที่นำพวกเ้าไปยังยอดเขาอุดร ก่อนอื่นขอเน้นย้ำพวกเ้าไว้ก่อน ยอดเขาอุดรนี้ถือเป็พื้นที่หวงห้าม ยามปกติจะไม่อนุญาตให้ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ย่างกรายเข้าไปโดยเด็ดขาด ดังนั้นไม่อนุญาตให้พวกเ้าทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ทันที!”
……
