อาจเป็เพราะ์รู้สึกผิดที่ทำให้ติงเหว่ยต้องพบเจอเื่ราวอันหนักหนาตลอดทั้งวัน จึงช่วยให้อวี้ฉือหุ่ยและคนอื่นๆ เจอถ้ำสองแห่งขนาดเล็กหนึ่งและใหญ่อีกหนึ่งภายในเวลาไม่นาน กองไฟถูกจุดขึ้น ต่อให้มองจากระยะไกลก็รู้สึกอบอุ่นในใจ
กงจื้อิก้มลงพยายามจะอุ้มติงเหว่ยแต่ก็ถูกนางปัดมือออก ดวงตาของเขาแสดงความโกรธผสมกับความอับจนหนทาง แต่สุดท้ายเขาก็ยืนกรานที่จะอุ้มนางขึ้นโดยระวังไม่ให้กระทบกับขาที่าเ็
ติงเหว่ยพยายามดิ้นรนสองสามครั้ง แต่ก็ต้องหยุดเพราะความเจ็บที่ขาจนเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผาก สุดท้ายนางก็ได้แต่แค่นเสียงเ็าและหยุดขัดขืน
ถึงแม้ว่าอวี้ฉือหุ่ยจะมีความโผงผางในบางครั้ง แต่ครั้งนี้เขาก็ทำได้ดี มีกองไฟอยู่ในถ้ำเล็ก เขายังได้ปูเสื้อคลุมขนาดใหญ่สองตัวลงไปบนพื้นด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็ของบรรดาทหารองครักษ์ที่สละให้
กงจื้อิค่อยๆ วางติงเหว่ยลงบนเสื้อคลุม เมื่อแสงจากกองไฟส่องมาที่เขา ติงเหว่ยก็สังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมของเขาแทบจะเปียกชุ่มไปด้วยเื มีบางจุดที่เห็นได้ชัดว่าเสื้อเริ่มหลุดลุ่ยแล้ว และยังมีรอยข่วนที่แขนและคอของเขาอีกหลายจุดด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเพื่อช่วยนางครั้งนี้ เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย
แต่กงจื้อิกลับไม่ใส่ใจาแเล็กๆ บนตัวเขาเลย เขาค่อยๆ พลิกกางเกงที่ขาดของติ้งเว่ยออก และเห็นขาของนางบวมเหมือนกับซาลาเปาเห็นได้ชัดว่าขาหัก ดังนั้นเขาจึงหากิ่งไม้ที่ตรงๆ และใช้ผ้าพันขาของตัวเองทำเป็เฝือกชั่วคราว รอจนถึงวันพรุ่งนี้ค่อยพากลับไปที่เมืองเพื่อรักษาอย่างถูกวิธี
จากนั้นเขาก็ตรวจดูมือและเท้าของติงเหว่ย ซึ่งแทบจะไม่มีจุดไหนที่ไม่าเ็ แม้แต่แก้มของนางก็มีรอยข่วนเป็แผลเื ออกยิ่งไม่ต้องพูดถึงาแที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุมที่ขาดของนางเลย กงจื้อิกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกเสียใจ เขาหันหลังเดินออกจากถ้ำและกลับมาพร้อมกับหมวกที่เต็มไปด้วยหิมะที่ละลายอยู่บนกองไฟจนค่อยๆ อุ่นขึ้น จากนั้นเขาก็ฉีกเสื้อตัวในสีขาวสะอาดของตัวเองออกมาและชุบกับน้ำอุ่นเพื่อล้างสิ่งสกปรกและเืที่มือและเท้าของติงเหว่ยออก
“อวี้ฉือ!”
“ขอรับ!” อวี้ฉือหุ่ยขานรับจากนอกถ้ำด้วยเสียงดัง แต่ก็ยังฉลาดพอที่จะไม่ยื่นหน้าเข้ามาในถ้ำ
“โยนขวดเหล้าของเ้ามาให้ข้า!”
อวี้ฉือหุ่ยทำหน้าบูดบึ้ง ก่อนจะหยิบขวดเหล้าแบนๆ สีเงินออกมาจากอกเสื้อ เขาลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมโยนขวดเหล้าเข้าไป เขาเป็คนที่ชอบดื่มเหล้ามาก ที่ครั้งนี้ต้องตามท่านแม่ทัพเดินทางไกล เขาจึงนำขวดเหล้าติดตัวมาด้วย แต่ยังไม่ทันได้ดื่มกลับต้องเอามาใช้ประโยชน์เสียก่อน
กงจื้อิอุ้มเท้าทั้งสองข้างของติงเหว่ยขึ้นและพูดเบาๆ ว่า “ข้าจะใช้เหล้าทำความสะอาดก่อนแล้วจึงใส่ยา อดทนหน่อยนะ”
ติงเหว่ยหลับตาแน่นแต่ยังคงไม่ยอมพูดอะไร แม้ว่าเหล้าจะทำให้แผลของนางแสบจนแทบขาดใจ ทำให้นางก็เพียงแค่สั่นเบาๆ อยู่ตลอดเวลา
หน้าผากของกงจื้อิก็มีเหงื่อซึมออกมา หลังจากที่เช็ดเหล้าเสร็จ เขาก็ทายาและดูแลมือทั้งสองข้างของเธอ เหลือเพียงแต่ส่วนบนของร่างกายที่ยังไม่ได้จัดการ เขายกมือขึ้นเพื่อจะถอดเสื้อคลุมของติงเหว่ยออกแต่นางกลับไม่ยอม นางไม่พูดอะไรเพียงแต่จับเสื้อคลุมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
กงจื้อิเองก็จนใจ เขาเอามือกดบริเวณหน้าอกและหลังของนาง เมื่อเห็นว่านางไม่แสดงอาการเ็ปใดๆ จึงยอมปล่อยมือ ทั้งสองคนนั่งกอดกันอยู่ข้างกองไฟ แสงไฟสะท้อนเงาของพวกเขาบนผนังถ้ำ เงาดูเหมือนแยกออกจากกันสามส่วน แต่ก็ดูเหมือนจะเกี่ยวพันกันเจ็ดส่วน ช่างดูแปลกตานัก
ติงเหว่ยฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงและมั่นคงข้างหู นางรู้สึกเ็ปในใจจนจมูกเธอเริ่มแดงและน้ำตาก็ไหลออกมาอีกครั้ง
วันที่นางรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ก็ใมาก แม้ว่าในยุคก่อนที่นางจากมา การมีลูกโดยไม่แต่งงานจะยังคงเป็เื่ต้องห้าม แต่ในสมัยนี้ที่ประเพณีและความศรัทธามีอิทธิพลมากกว่าทุกอย่างอย่างซีเฮ่า หากนางไม่ยืนหยัดที่จะรักษาลูกไว้ และถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวสกุลติงที่รักและห่วงใยเธออย่างแท้จริง ลูกของนางคงถูกพรากไปก่อนที่จะได้ลืมตาดูโลก และตัวนางเองก็คงต้องใช้ชีวิตอยู่ในอารามเฝ้าโคมไฟและสวดมนต์ไปชั่วชีวิต
เมื่อนึกถึง่เวลาที่ต้องเผชิญกับคำสบประมาทจากผู้คน แต่ยังต้องแสร้งทำเป็ยิ้มแย้มต่อหน้าพ่อแม่ แล้วกลับมาร้องไห้ด้วยความกังวลเมื่ออยู่ตามลำพัง นางไม่รู้เลยว่าผ่านพ้นมาได้อย่างไร
และตอนนี้คนที่เป็ต้นเหตุของทุกสิ่งก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว คนที่ขโมยความบริสุทธิ์ของนางไปในยามหลับคือคนที่นางรักมาสองปี เป็คนที่รักและเอ็นดูลูกของนางเหมือนเป็ลูกแท้ ๆ ตามหลักแล้ว นางควรจะดีใจ ควรจะโล่งใจ และควรจะหัวเราะออกมาด้วยความยินดี
แต่ทำไมนางกลับรู้สึกอัดอั้นใจ รู้สึกเ็ปในอกจนแทบหายใจไม่ออก…
“ส่งข้าและอันเกอเอ๋อร์ไปหาพ่อแม่ของข้าดีกว่า!”
ความเย็นชืดในอ้อมแขนทำให้หัวใจของกงจื้อิหนักอึ้งยิ่งขึ้น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงเสียใจ แต่ใน่สองปีนี้เขาก็ได้เห็นความทุกข์ทรมานของนางอย่างชัดเจน
เขาเคยคิดว่าถ้าวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง เขาก็จะไม่ขัดขวางลุงอวิ๋นอย่างแน่นอน
เขาไม่เสียใจที่ได้พบกับนาง ไม่เสียใจที่ได้ความบริสุทธิ์ของนาง และไม่เสียใจที่ได้อยู่ร่วมกับนางทุกวันทุกคืน แม้ในอนาคตตลอดชีวิต เขาก็ยังคง้าให้นางอยู่เคียงข้างเขา ในฤดูใบไม้ผลิพานางและลูกชายไปชมดอกไม้ ในฤดูร้อนนอนพักผ่อนด้วยกันใต้ต้นสาลี่ ในฤดูใบไม้ร่วงเก็บผลไม้ด้วยกันบนูเา และในฤดูหนาวพาลูกเล่นหิมะด้วยกัน
ไม่ว่าเขาจะยุ่งแค่ไหนหรือกลับมาหานางช้าเพียงใด นางก็มักจะมีไฟอันอบอุ่นและอาหารร้อนๆ เตรียมไว้เสมอ และนางก็นั่งสอนลูกชายอ่านหนังสือใต้แสงเทียนพร้อมกับดุว่า “เ้าช่างโง่เสียจริง ต้องเหมือนพ่อเ้าแน่ๆ !”
พ่อแม่ของเขาเสียไปั้แ่เขายังเล็ก เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เ็า เพียงแค่ฝันถึงชีวิตแบบนี้ที่ทำให้เขารู้สึกอิจฉา ตอนนี้ความอบอุ่นและความสุขอยู่ในมือเขาแทบจะเอื้อมถึง เขาจะปล่อยไปได้อย่างไร?
“ไม่ ข้าไม่ยอมให้เ้าและอันเกอเอ๋อร์ไปจากข้าอย่างแน่นอน”
“ท่าน!” ติงเหว่ยเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ แล้วจ้องมองเขา “ข้าไม่ได้แต่งงานกับท่านทำไมข้าจะไปไม่ได้ ข้าเป็แค่แม่ครัวของสกุลอวิ๋น!”
“ไม่ เ้าคือผู้หญิงของข้ากงจื้อิ คือแม่ของบุตรชายคนโตของสกุลกงจื้อ”
กงจื้อิรวบแขนโอบรัดนางให้แน่นยิ่งขึ้น เขาดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดอย่างแแ่ ติงเหว่ยโกรธมากจึงยื่นมือออกมาทุบหลังเขาอย่างแรง
“อย่าขยับ ระวังจะเจ็บมือ”
“อื้อออ” ติงเหว่ยโกรธจนกัดไหล่ของเขาอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ผลเช่นเคย สุดท้ายเมื่อนางเหนื่อยแล้วก็หยุดและพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่านจะต้องเป็ฮ่องเต้ในอนาคต มีสาวงามมากมายนับไม่ถ้วนทั่วทั้งแผ่นดิน และจะมีบุตรชายมากมาย ทำไมไม่ปล่อยให้พวกเราสองแม่ลูกไปล่ะ?”
“ไม่มีทาง ข้าจะมีแค่เ้าเพียงคนเดียว และข้า้าแค่บุตรที่เกิดจากเ้าเท่านั้น ข้าจะให้เ้าเป็สตรีที่มีเกียรติที่สุดในแผ่นดินนี้ และมอบแคว้นซีเฮ่าให้แก่บุตรของเรา”
กงจื้อิยืดหลังตรง ในขณะนั้นเขาไม่ใช่ชายผู้รู้สึกผิดอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่โด่งดังและไร้พ่ายอีกครั้ง ตราบใดที่ภรรยาและลูกอยู่ในอ้อมแขนของเขา เขาก็ไม่มีจุดอ่อนใดๆ อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็มีดหรือธนู เขาจะไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีกแล้ว
“ท่านหลอกลวงข้ามาสองปีแล้ว ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร?” ติงเหว่ยไม่ดิ้นขัดขืนอีกต่อไป นางหลับตาลงเบาๆ และไม่พูดอะไรอีก
กงจื้อิกอดนางแน่นขึ้น ในดวงตาของเขามีแววเ็ปฉายขึ้นมาครู่หนึ่ง
คืนนี้ใกล้จะผ่านไปแล้ว แสงเรืองรองจางๆ ปรากฎขึ้นที่ขอบฟ้า ลมเช้าที่พัดผ่านนั้นยิ่งหนาวเย็นกว่าลมยามค่ำคืนถึงสามส่วน มีบางครั้งที่ลมซุกซนพัดเข้ามาเล่นสนุกในถ้ำ แต่กลับถูกเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางอยู่ที่ปากถ้ำทำให้ต้องหยุดนิ่ง ลมไม่พอใจและพัดลมแรงไปยังเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของคนๆ นั้น แล้วได้ยินเสียงพึมพำเบา ๆ ว่า “เ้าจะไม่เชื่อข้าก็ไม่เป็ไร พวกเรามีเวลาทั้งชีวิต!”
ลมเช้าไม่เข้าใจความสำคัญของคำสาบานนี้ จึงพัดหายไปอย่างไร้จุดหมาย…
ณ ที่ว่าการเมืองเฉียนโจวคืนนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ทุกคนล้วนไม่ได้นอนทั้งคืน เฉียนเหลียงยิ่งแล้วใหญ่ เขาเดินวนไปวนมาด้วยความกังวลอยู่ค่อนคืน เหตุผลก็ไม่มีอะไรอื่นวันนั้นท่านแม่ทัพได้มอบหมายให้เขาดูแลบรรดาผู้หญิงและเด็กที่อยู่ในจวนนอกเมืองอย่างจริงจัง
ปกติเขาก็อยู่ใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพเป็ประจำ เมื่อถึงเวลาอาหารก็เคยร่วมโต๊ะกันกิน จึงได้เห็นอะไรหลายอย่างด้วยตาตัวเอง และไม่เคยกล้าดูถูกแม่นางติงเลย ใน่ที่ผ่านมาเขาส่งข้าวส่งของไปให้ไม่เคยขาดตกบกพร่อง และกำลังคิดว่า่ตรุษจีนนี้จะส่งของขวัญตรุษจีนไปให้อีกชุด ไม่คิดเลยว่าตอนเช้าจะได้รับข่าวว่าแม่นางติงและลูกจะมาพักที่ที่ว่าการชั่วคราว
เขารับตำแหน่งเ้าเมืองเฉียนโจวมาได้ไม่กี่เดือน ภรรยาของเขารบเร้าไม่รู้กี่ครั้งว่าจะย้ายไปอยู่ในที่ว่าการด้วย แต่เขาก็ห้ามไว้เสมอเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ตอนนี้โชคดีแล้วที่เขาแค่ส่งคนไปทำความสะอาดเล็กน้อยก็ใช้ได้
แต่เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดลง เขารอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นใครมา ไม่มีข่าวคราวใดๆ ก็คิดว่าติงเหว่ยอาจเปลี่ยนใจเลื่อนไปเป็พรุ่งนี้ เขาจึงกลับบ้านไปกินข้าวร้อนๆ แล้วกอดอนุภรรยานั่งฟังเพลงอยู่ครู่หนึ่ง
ใครจะคิดว่าขณะนั้นกลับเกิดเื่ใหญ่ขึ้น!
ขบวนรถม้าของติงเหว่ยถูกกลุ่มชายชุดดำไม่ทราบที่มาโจมตี มีคนรีบเข้าเมืองมาขอความช่วยเหลือ นายทหารที่เฝ้าประตูเมืองมองเห็นการต่อสู้อย่างชัดเจนแต่กลับไม่กล้าเปิดประตู จนกระทั่งเขาได้ข่าวจึงส่งทหารไปช่วยแต่ก็ล่าช้าเกินไปเสียแล้ว
ตอนนี้ลูกชายของแม่นางติงถูกคนรับใช้พามาที่ที่ว่าการ ตามด้วยทหาราเ็ถูกส่งมารักษาเพิ่มอีกหลายสิบนาย และมีศพกว่าหนึ่งร้อยศพซึ่งสภาพน่าสยดสยองอย่างที่สุด เขาจึงรีบเรียกหมอทั้งเมืองมาช่วยกันรักษา แต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลที่สุดคือแม่นางติงยังหายตัวไป และในเวลาเช่นนี้เองท่านแม่ทัพใหญ่ก็ดันกลับมาเสียด้วย แบบนี้จะทำอย่างไรดี เขาจะอธิบายได้อย่างไร?
เฉียนเหลียงเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายจนแทบไม่เป็อันทำอะไร พอถึงเวลาเช้าก็มองเห็นทหารม้านายหนึ่งควบม้ามาส่งข่าวจากนอกเมือง “ท่านแม่ทัพใหญ่กำลังจะเข้ามาในเมือง!”
“รับทราบ!” เมื่อเฉียนเหลียงได้ยินสีหน้าก็ซีดเผือดกว่าเดิม เขารีบให้คนไปแจ้งข่าวที่เรือนหลังที่ว่าการทันที
กงจื้อินั่งบนหลังม้าโดยที่ในอ้อมแขนโอบอุ้มติงเหว่ยเอาไว้ ทุกครั้งที่ม้าอูจุยกระเด้งขึ้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวในใจ กลัวว่าขาของติงเหว่ยจะได้รับาเ็มากขึ้น อวี้ฉือหุ่ยและคนอื่นๆ คอยดูแลรักษาความปลอดภัยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และคอยผลักไสชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นออกไป จนกระทั่งมาเดินทางมาถึงประตูที่ว่าการในที่สุด
กงจื้อิะโลงจากหลังม้าทันที พอเข้ามาในประตู อวิ๋นอิ่งก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์มาต้อนรับ อวิ๋นหยาและเฉิงเหนียงจื่อก็ดึงเอาต้าหวากับเอ้อร์หวามาคุกเข่าร้องไห้อยู่ข้างๆ “แม่นางกลับมาแล้ว แม่นางยังมีชีวิตอยู่ ฮือๆ ขอบคุณ์!”
อันเกอเอ๋อร์ถูกทำให้ใเมื่อวานนี้ ทั้งคืนก็ไม่เห็นหน้าแม่เลย เขาก็ร้องไห้จนตาบวมแดง เมื่อได้เห็นหน้าแม่อย่างกะทันหัน ก็ยื่นมือออกมาเพื่อขอให้กอดทันที
ติงเหว่ยน้ำตาไหลพรากราวกับน้ำพุ สองครั้งแล้วที่เกือบจะไปยังปรโลก สิ่งที่นาฝห่วงที่สุดก็คือเ้าก้อนเนื้อน้อยๆ นี้ ทุกครั้งที่คิดว่าลูกชายจะเติบโตขึ้นอย่างไรโดยไม่มีนาง ความเ็ปก็ทิ่มแทงหัวใจของนางราวกับมีด ตอนนี้ในที่สุดนางก็มีชีวิตรอดมาเจอลูกได้อีกครั้ง นางแทบจะอยากจะนำลูกชายกลับเข้าไปในท้องของใหม่และไม่ต้องแยกจากกันอีกเลย
กงจื้อิเห็นว่าติงเหว่ยพยายามจะอุ้มลูกชาย เขาก็พูดเกลี้ยกล่อมเบา ๆ ว่า “รักษาแผลของเ้าให้หายก่อนสำคัญกว่า!”
ติงเหว่ยจ้องเขาอย่างเ็า ไม่พูดและไม่รับคำใดๆ
กงจื้อิทำอะไรไม่ได้ จึงหันไปสั่งเฉียนเหลียง “เชิญหมอที่เก่งที่สุดไปที่เรือนหลังที่ว่าการ”
พูดจบ เขาก็อุ้มติงเหว่ยกลับไปยังห้องฝั่งตะวันตกของเรือนหลังที่ว่าการ
เฉิงเหนียงจื่อและอวิ๋นหยาวิ่งกลับมาก่อนแล้วเพื่อมาปูผ้าห่มหนาๆ บนที่นั่งอ่อนนุ่ม กงจื้อิค่อยๆ วางติงเหว่ยลงอย่างเบามือ แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนี้ ติงเหว่ยก็ต้องกัดฟันแน่นด้วยความเ็ป
ไม่นานหมอาุโคนหนึ่งถูกเฉียนเหลียงพาเข้ามาในห้อง หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว หมอาุโก็ขมวดคิ้ว
