[จวนตระกูลหลิว]
"คุณหนู คุณหนู เฮ้อ ขอบคุณ์ เมื่อคืนคนจวนฟู่บอกว่ารถม้ามาส่งคุณหนูที่เรือน เจิ้งซิน เจิ้งซินเลยกลับมาที่เรือนก่อนมิได้ตามหาคุณหนูให้ดี เจิ้งวซินหูเบา คุณหนูโปรดอภัยด้วยเ้าค่ะ"
"สาวใช้เช่นเ้า ฮึย ช่างดูแลนายไม่ได้เื่เสียจริง เ้ารู้รึไม่หึ ว่าเกิดเรื่อบอัปยศอันใดขึ้นกับคุณหนูของเ้า ฮึ รู้รึไม่ ต่อไปข้าจะไว้ใจเ้าให้ดูแลลูกค้าได้เยี่ยงไรกัน หึ"
นายท่านหลิวชี้นิ้วสั่น ๆ ไปยังสาวใช้ข้างกายบุตรสาว พลันแข้งขาอ่อนแรงทรุดลงบนเก้าอี้กลางเรือนเมื่อบุตรสาวเริ่มส่งเสียงร้องไห้ออกมา เกิดมาไม่เคยโกรธผู้ใดได้ถึงเพียงนี้มาก่อน บัดนี้ยอดดวงใจบุตรสาวหนึ่งเดียวของตนโดนลูกหลานตระกูลฟู่ซึ่งเป็สหายที่คบค้ากันมานานรังแก ตนไม่รู้จะทำเช่นไร คิดอะไรยังไม่ออกจึงได้กลับมาตั้งหลักที่จวนก่อน รอถามไถ่บุตรสาวให้ได้ความค่อยว่ากันอีกที
"นายท่าน ฮูหยิน ฮึก ฮึก คุณหนู บ่าวผิดไปแล้ว"
เจิ้งซินเมื่อเห็นคุณหนูตนทรุดคุกเข้าลงที่พื้นก็เดาได้ไม่ยากว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง ไม่รอช้าคลานเข้าไปกอดผู้เป็นายทันที
บัดนี้ทั้งนายทั้งบ่าวกอดกันร้องไห้ปานจะขาดใจ
"ฮึก คุณหนู"
ยามนี้ดวงตามองไปยังบุตรสาวที่มาถึงก็ทรุดตัวลุกเข่าร่ำไห้สะอึกสะอื้น เขาผู้เป็บิดาเสียใจยิ่งนักบางทีการปล่อยให้นางอิสระเกินไปจึงได้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้นกระมัง พลันน้ำรื้น ดวงตาแดงก่ำสะท้อนในอกยามเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้เจียนจะขาดใจของบุตรสาว
"ฮึก ฮึก ฮือ ฮึก ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกผิดไปแแล้ว ลูก ฮึก ประพฤติตนไม่ดี จริวัตรที่ควรมีบัดนี้แปดเปื้อนทำตระกูลขายหน้าเป็ที่อับอาย ละ ลูก ฮึก ฮึก "
ร่างอวบคุกเข่าก้มหน้าอยู่ที่พื้นเย็น ๆ ของจวนหลังใหญ่ ร่างสะท้อนข้นลงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นจวนจะขาดใจ ลุขอโทษบิดามารดาอย่างสำนึกผิด หลิวฟางอี้แม้นจะร่างการไม่ได้อรชรอ้อนแอ่นเยี่ยงนิยามความงามสตรีเจียงซี แต่เช่นไรเล่าฟางอี้หาสนใจไม่ คนจะดี คนจะงามล้วนงดงามมาจากภายใน ตามที่บิดามารดาเฝ้าสั่งสอนมาั้แ่เด็ก บิดาตนเฝ้าชมว่างดงามที่สุดแล้วยามที่นางไปสำนักศึกษาแล้วโดนเหล่าคุณชายและคุณหนูทั้งวัยเดียวกันและพวกศิษย์พี่แกล้งกลับมา ถึงกับครานั้นที่ตนคิดอดข้าว ทานเพียงผักเพื่อลดความอ้วนเพื่อให้ทันงานเลี้ยงดอกท้อที่จะมาถึงด้วยอยากให้ให้ชายที่ตนมีใจให้ั้แ่เด็กหันมาสนใจ เมื่อบิดาได้รู้ก็เอ็ดนางเสียยกใหญ่ ถึงกับเอ่ยว่าไม่ได้แต่งงานแล้วเช่นไร ไร้สามีแล้วเช่นไร บิดาที่ทำงานมาตลอดชีวิตใยจะไม่มีปัญญาเลี้ยงบุตรเพียงคนเดียวของท่านกัน ครานั้นนางต้อง้อบิดาอยู่เสียหลายวันเชียว
ฮูหยินหลิวทรุดตัวลงกอดบุตรร่ำร้องสะอึกสะอื้นแทบขาดใจ นางเฝ้าฟูมฟักของนางมาั้แ่เล็กแต่น้อย แม้นเติบใหญ่ขึ้นยามเมื่อบุตรสาวร้องไห้กลับมาที่จวนยามโดนล้อเลียนจากเหล่าบรรดาสหายร่วมสำนักศึกษา ว่า หญิงอ้วน หญิงอัปลักษณ์บ้างล่ะ ความทุกข์ใจของนาง หัวอกมารดาอย่างนางล้วนรับรู้และเ็ปไปด้วย แต่เื่คราวนี้ล้วนรับไม่ไหวยามเมื่อได้ยินเสียงร่ำร้องไห้แทบขาดใจของบุตรสาว จนลมโหวงในอกในที่สุดก็ค่อยๆ อ่อนแรงทรุดตัวลง
"ฮูหยิน นายท่าน ฮูหยินเป็ลมเ้าค่ะ"
"ท่านแม่ ฮึก ฮึก"
"เร็ว มาพยุงฮูหยินเร็วเข้า"
"ฮูหยิน ฮูหยิน"
"เจิ้งซิน เ้าพาคุณหนูของเ้าไปพักก่อน ให้นาง ได้ทบทวนตนเอง ไว้ข้าดูฮูหยินเสร็จจะเข้าไปหานางอีกที"
"ท่านพ่อ แต่ข้าเป็ห่วงท่านแม่ ข้าจะไปดูท่านแม่ ฮึก เ้าค่ะ"
"เจิ้งซิน พาเสี่ยวฟางไปพักผ่อนเถิด"
"เ้าค่ะนายท่าน"
"เจิ้งซิน ฮึก ฮือ"
ฟางอี้เอ่ยเรียกสาวใช้สะอึกสะอื้น เป็ห่วงมารดาที่เป็ลมล้มพับไป อีกทั้งยังเสียใจที่ทำให้บิดาและตระกูลต้องอับอายขายหน้า
"คุณหนูเ้าขา ล้างหน้าล้างตาเสียหน่อยนะเ้าคะ"
เจิ้งซินหลังพาคุณหนูของนางเข้ามาพักในห้อง นางก็เอาแต่เหม่อ ไม่พูดไม่จา มีเพียงแรงสะอื้นน้อย ๆ ให้ได้เห็น
"เจิ้งซิน เ้าว่าเื่เมื่อคืนเป็ข้าที่เมามายจนไร้สติจนยั่วยวนท่านชายฟู่จริงรึ"
ฟางอี้ พูดเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย
"หาได้เมามายขนาดนั้นไม่คุณหนู หากคุณหนูเมามายจริง บุรุษเช่นคุณชายฟู่ที่ขึ้นชื่อเื่สตรีมีรึจะปล่อยให้คุณหนูล่อลวงได้ เว้นแต่.. เอ่อ"
เจิ้งซินก้มหน้าอึกอักไม่กล้าเอ่ย
"เอ่อ เว้นแต่ถูกคุณหนูวางยาเ้าค่ะ"
เจิ้งซินหลับตาตอบออกไป ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองนายสาวที่บัดนี้หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
"ฮึ ฮึ ฮึ ฮึก ข้าเนี่ยนะ จะวางยาคุณชายฟู่ ต่อให้รักมากเพียงใดก็คงไม่อาจหาญถึงขนาดวางยาบุรุษได้หรอก"
"รึว่า!!"
ทั้งสองอุทานออกมาพร้อมกัน
"ไม่ถูกต้องสิ เื่นี้ไม่ชอบมาพากล คุณหนูเจ็บอะเอ่อส่วนใดรึไม่เ้าคะ"
เจิ้งซินเลียบๆ เคียงๆ ถามอย่างเขินอาย ส่วนผู้ถูกถามบัดนี้ใบหน้าแดงก่ำ ตะกุก ตะกัก ตอบสาวใช้ข้างกายอย่างเขินอายเช่นกัน
"เอ่อ ไม่ ข้าว่าไม่นะ ก็ปกติดี เพียงแต่ยังมีมึนหัวอยู่เล็กน้อย"
"แต่เอ่อ.."
เจิ้งซินชี้ไปที่ลำคอและเนินอกของผู้เป็นาย ที่บัดนี้มีรอยแรงปรากฏบนเนื้อเนียนให้ได้เห็น
ฟางอี้มองตามที่สาวใช้ตัวน้อยชี้บอกก็รีบพุ่งตรงไปที่กระจก ก่อนจะส่องซ้าย ขวา ก็เห็นรอยแรงที่ข้างลำคอ เลยลงมามีอีกรอยที่เนินอก
"อึก!"
เสียงกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอ พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่งานเลี้ยงเมื่อคืน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ภาพสุดท้ายที่จำได้คือตนชนจอกสุราอยู่กับฟู่ฮวาซิน ก่อนภาพจะดับมืดไป เหตุการณ์นับจากนั้นก็จำไม่ได้แล้ว แต่หากว่านางไม่ได้โดนคุณชายฟู่เด็ดบุปผา แล้วรอยพวกนี้ นิ้วแตะลงที่รอยแดงอย่างเผลอคิด
"ไม่ใช่ๆ ไม่จริงๆ"
ฟางอี้ส่ายหัวไปมากับความคิดยามเมื่อนึกไปถึงใบหน้าที่หล่อร้ายของคุณชายผู้หยิ่งทรนงตนแต่กับตนโน้มลงมาที่คอระหง
"ข้าเคยอ่านเจอในตำราชุนกงว่าหากถูกเด็ดบุปผา คราแรกตรงนั้นจะช้ำ เจ็บแทบปริแตก ยามย่างเดินล้วนลำบาก ตะแต่ นี่ ข้า เ้าดูสิ เจิ้งซิน ข้าเดินเหินสบายมากไปเช่นไร กลับก็เดินเช่นนั้น"
เจิ้งชินมองนายสาวที่เดินกอดอกบ้าง เปลี่ยนเป็เอาเล็บมากัดบ้างอย่างใช้ความคิด จนบัดนี้รู้สึกเริ่มเวียนหัวน้อยๆ เสียแล้ว
"คุณหนูท่านหยุดเดินเถอะ เจิ้งชิน เวียนหัวไปหมดแล้วเ้าค่ะ"
"ไม่ถูกต้อง เื่นี้ต้องมีคนเล่นแง่กับข้าเป็แน่ จิ๊! แล้วจะทำเพื่อสิ่งใดกัน"
"นั่นสิเ้าคะ"
คิ้วยังคงขมวด เดินวนไปมาอย่างใช้ความคิดที่คิดเช่นไรก็คิดไม่ออก ศัตรูหรอก็เยอะเชียว บุรุษและสตรีวัยเดียวกันต่างก็ไม่ชอบนางกันซักเท่าไหร่นัก เป็ผู้ใดกัน
"ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว ปวดหัวชะมัด"
หลิวฟางอี้ได้แต่จิ๊ปาก ขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย เมื่อคิดได้แล้วดวงตาที่บอบช้ำเสียใจเมื่อครู่พลันหายไป หลงเหลือไว้เพียงแววตาสงสัยใคร่รู้ ใยข้าคิดไม่ได้แต่แรก โธ่เอ๊ย!
"เจิ้งชิน เตรียมน้ำเถิด ข้าจัดแช่ตัวซักหน่อย"
เจิ้งชินเมื่อเห็นคุณหนูตนสีหน้าดีขึ้น ไร้ความโศกเศร้าเสียใจก็โล่งใจรีบกุลีกุจอไปเตรียมน้ำใส่ถังไม้ให้นางแช่ด้วยความดีใจ
