ฮ่องเต้พระราชทานสิ่งของมาให้สองพี่น้องสกุลซูมากมาย ด้วยสร้างผลงานใหญ่ทำให้ซีเหลียงต้องแพ้พ่ายอย่างอัปยศอดสู
เฉียวเยว่เลือกสุนัขทองคำน้อยน่ารักมาตัวหนึ่ง มอบให้หลันเยว่ซึ่งถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า หลันเยว่รับของอย่างมีความสุข บางครั้งเฉียวเยว่ก็คิดว่าแท้จริงแล้วเด็กเกิดมาไร้เดียงสา ไหนเลยจะรู้อะไรมากมาย ผู้อบรมสั่งสอนเป็เช่นไร ก็ได้รับอิทธิพลเช่นนั้นมา เช่นเดียวกับหลันเยว่
นางอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่ามาโดยตลอดจึงมีความคล้ายกับฮูหยินผู้เฒ่าเป็พิเศษ อ่อนเยาว์ ไร้เดียงสา น่าเอ็นดู จิตใจงดงาม
เมื่อได้รับของขวัญจากเฉียวเยว่ นางก็ดีใจมาก เฉียวเยว่เตรียมชิ้นหนึ่งไว้ให้หรงเยว่ด้วย
สุดท้ายก็ฝากของอีกชิ้นไว้ที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่า กล่าวว่ารอให้พี่หญิงใหญ่ิเยว่กลับมาค่อยมอบให้นาง การตระเตรียมอย่างกระตือรือร้นของนางทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเบิกบานใจยิ่งนัก
แท้จริงแล้วสิ่งของล้วนเป็เื่เล็ก แต่หัวใจสำคัญคือลำดับการให้ความสำคัญ ใครจะคิดอย่างไรกับเฉียวเยว่ก็ช่าง แต่พวกเขาล้วนเชื่อมั่นในตัวนาง
แต่ไหนแต่ไรมาเฉียวเยว่มิได้ปฏิบัติต่อบุตรสายตรงกับบุตรอนุอย่างเท่าเทียม นางแทบจะไม่เคยเล่นกับบุตรอนุสามคนนั้นเลย
ไม่ว่าจะเป็เฉิงเยว่ของเรือนใหญ่ หรือเฉี่ยวเยว่และชิงเยว่ของเรือนสอง นางล้วนเฉยชาไม่ใกล้ชิดเสมอมา จุดนี้ค่อนข้างเป็ที่พึงพอใจของผู้ใหญ่
ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาล้วนเข้าใจเฉียวเยว่ผิด นางคบหาคนหาได้ดูที่ชาติกำเนิดว่าเป็บุตรสายตรงหรือบุตรอนุ ความสัมพันธ์กับนางจะดีหรือไม่ มิได้ขึ้นกับเื่นี้ แต่สำคัญที่นางไม่ค่อยชอบนิสัยใจคอของพี่สาวน้องสาวสามคนนั้น เมื่อไปด้วยกันไม่ได้ ไยต้องฝืนสานสัมพันธ์กับพวกนาง
เช่นเฉิงเยว่ นางมักทำตัวโปร่งใสให้ทุกคนมองผ่าน เฉียวเยว่มีความทรงจำต่อนางไม่ลึกซึ้งมาก แต่ก็นับว่ายังดีพอใช้ หากถามว่ามีอะไรไม่ดี... ก็คงเป็คืนก่อนที่ิเยว่จะแต่งงาน เฉียวเยว่ได้ยินิเยว่พูดเป็นัยว่าเฉิงเยว่คิดจะแต่งออกไปพร้อมกับนางในฐานะอนุ
ดีชั่วอย่างไรก็เป็คุณหนูจวนซู่เฉิงโหว เอ่ยออกมาได้ว่าจะแต่งไปเป็อนุของผู้อื่น เป็คำพูดที่น่าฟังนักหรือ?
ส่วนสาเหตุที่เฉิงเยว่คิดจะทำเช่นนี้ก็เพราะนางอยู่กับิเยว่มาั้แ่เล็ก รู้สึกไม่วางใจที่นางจะออกเรือนไป พูดดูน่าฟังมาก แต่คำกล่าวนี้ฟังแล้วชวนให้รู้สึกอึดอัดมากกว่า ไม่ว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไร แต่เฉียวเยว่กลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
มาตรองดูอย่างละเอียด จริงอยู่เฉิงเยว่ติดตามิเยว่เป็ดั่งเงาั้แ่เล็กจนโต ไม่ว่าิเยว่จะทำสิ่งใดหรือชอบสิ่งใด นางล้วนทำและชอบตามไปด้วย
ส่วนมารดาของนางก็มิต่างกัน แม้จะเป็อนุภรรยาของท่านลุงใหญ่ แต่กลับทำตัวราวกับสาวใช้ แต่ไหนแต่ไรมาก็ติดตามอยู่ด้านหลังป้าสะใภ้ใหญ่ของนางเงียบๆ ตลอดเวลา เช่นเดียวกับที่เฉิงเยว่ติดตามิเยว่
ต้องบอกว่าทั้งน่าหงุดหงิดและน่าอึดอัดใจ แม้ไม่รู้สาเหตุที่เฉิงเยว่เป็เช่นนี้ แต่กลับรู้สึกว่าไม่อยากคบหา เพราะรับนิสัยที่ขาดความมั่นใจไม่เป็ตัวของตัวเองของนางไม่ได้
ส่วนเฉี่ยวเยว่ ั้แ่นางวางแผนให้ร้ายฉีอันเพื่อปูทางให้ตนเอง เฉียวเยว่ก็ใส่ชื่อนางลงบัญชีดำไว้แล้ว
ชิงเยว่... ชิงเยว่ยังนับว่าเป็คนประเภทที่พอจะคบหาได้ แต่ในสายตาของชิงเยว่ ความผิดของนางคือการได้เกิดมาเป็บุตรสายตรงของเรือนสาม เมื่อเป็เช่นนี้ เฉียวเยว่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเอาใบหน้าอุ่นๆ ไปแนบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น
แม้เฉียวเยว่จะมีเหตุผลของตนเอง แต่คนนอกกลับไม่รู้ และคิดว่านางไม่ยินดีที่จะเล่นกับบุตรอนุ ทว่าเฉียวเยว่ก็ไม่นำพาว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไร นางไม่ได้มีชีวิตเพื่อผู้อื่น แต่ใช้ชีวิตตามความชอบของตนเอง
อิ้งเยว่มาหาเฉียวเยว่ พอเข้ามาในห้องก็ตกตะลึง หลังจากนั้นก็ถามอย่างลังเล "เ้าทำอะไร?"
เฉียวเยว่เก็บของไปก็ขบคิดเื่ต่างๆ ไป พอได้ยินเสียงของอิ้งเยว่ก็เงยหน้าขึ้น "ข้ากำลังหาอาภรณ์ที่เรียบง่ายคล่องตัวไปซ่อนในหอตำราสักชุด"
"เช่นนั้นเ้าก็ไม่ต้องรื้อจนยุ่งเหยิงเช่นนี้ก็ได้"
เฉียวเยว่หัวเราะคิกคัก ทันใดนั้นนางก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยถามทันควัน "จริงสิ พี่สาว ข้ามีเื่หนึ่งอยากจะถาม ท่านกับพี่จ้านใช้ลูกไม้อันใดถึงทำให้ผึ้งบินมาได้?"
อิ้งเยว่ทอยิ้มน้อยๆ "เ้ารู้หรือว่าข้าใช้ลูกไม้?"
เฉียวเยว่ตอบอย่างฉาดฉาน "พี่จ้านผิดปรกติ ต้องมีลับลมคมในบางอย่าง ท่านต้องรู้แน่ บอกข้าเถอะนะ"
อิ้งเยว่หัวเราะ พูดเสียงเบา "เป็พู่กัน พู่กันที่ขันทีน้อยเอามาให้ข้ามีปัญหา ข้าจับดูก็รู้สึกได้ ว่ามันหนักกว่าพู่กันธรรมดาทั่วไปมาก"
อิ้งเยว่หยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "แท้จริงแล้วทุกคนคิดว่าจะมีใครเล่นตุกติกกับสี แต่กลับไม่มีใครนึกว่าของที่มีการเล่นลูกไม้แท้จริงแล้วไม่ใช่สีแต่เป็พู่กัน พู่กันมีลักษณะเป็ช่องกลวงตรงกลาง ยามใช้จะรู้สึกว่าสู้พู่กันธรรมดาไม่ได้ แต่หลังจากใช้แล้ว น้ำหมึกที่อยู่ตรงกลางของพู่กันจะค่อยๆ ผสมเข้ามา นี่เป็สาเหตุที่ทำให้ภาพของข้าเสร็จช้ากว่า และไม่ค่อยคล่องมือนัก"
ในที่สุดเฉียวเยว่ก็เข้าใจ "เช่นนั้นพี่สาวทราบได้อย่างไรว่าพี่จ้านเป็คนทำ?"
อิ้งเยว่ก้มหน้า "ข้าไม่รู้ แต่เมื่อต้าฉีต้องชนะถึงจะมีหน้ามีตา ประกอบกับหรงจ้านมีท่าทีผิดปรกติ ก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็ฝีมือผู้ใด?"
เฉียวเยว่คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีการใช้เล่ห์กลจริงๆ เสียด้วย ความคิดของนางตื้นเขินเกินไป
เฉียวเยว่ยกมือลูบคาง "แต่ผึ้งที่บินมาก็ไม่ถือว่าเยอะ"
อิ้งเยว่ลูบศีรษะเด็กโง่ตัวน้อย "เ้าไม่คิดบ้างเล่า หากมีเยอะเกินไป จะไม่โจ่งแจ้งเกินไปหรือ ผึ้งถึงจะน้อยแต่ก็ยังพอมีบ้าง เพียงแค่สามารถล่อพวกมันเข้ามาได้ก็ดีมากแล้ว"
เฉียวเยว่พยักหน้าพลางถอนใจ "เฮ่อ ต่อไปภาพเขียนของพี่สาวข้าก็จะมีราคาแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าภาพนั้นสามารถล่อภมรได้ เยี่ยมยอดไปเลย"
เฉียวเยว่หัวเราะคิกคัก แล้วพูดเยินยออีกครา "พี่สาวของข้าเก่งที่สุด"
อิ้งเยว่กระซิบเสียงเบา "คนที่มีความสามารถแท้จริงคือเ้าต่างหาก ชนะรวดทั้งสองการแข่งขัน ซ้ำยังเร็วมากอีกด้วย"
แน่นอนว่าอิ้งเยว่หาได้ด้อยกว่าเฉียวเยว่ เพียงแต่ในฐานะหัวหน้า นางไม่อาจเข้าร่วมทุกรายการได้ ดังนั้นเฉียวเยว่จึงเป็ตัวหลักที่สำคัญ
"พี่สาว ข้ารู้สึกว่าทางฮองเฮาเหมือนจะไม่ค่อยชอบท่านนัก เื่ครานี้เห็นได้ชัดว่าพุ่งเป้ามาที่ท่านโดยเฉพาะ หากท่านแพ้ ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไทเฮากับฮองเฮาอยู่ต่างกลุ่มผลประโยชน์ ไทเฮาทรงโปรดปรานท่าน ฮองเฮาย่อมจะไม่โปรดปราน"
แต่ไหนแต่ไรมาเฉียวเยว่มักจะไม่อ้อมค้อมกับพี่สาวของตนเอง
อิ้งเยว่เข้าใจเหตุผลนี้ นางพยักหน้า "ข้ารู้ แต่เ้าวางใจเถอะ ทุกสิ่งข้าสามารถควบคุมได้ อีกอย่างข้าก็คือข้า ไม่มีทางเดินตามทางที่พวกเขาจัดเตรียมไว้ ข้าคิดเช่นไรก็เป็เื่ของข้า ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะชักจูงให้ไปซ้ายไปขวาตามอำเภอใจได้ เ้าไม่ต้องเป็ห่วง สนใจเื่ของตนเองให้ดีก็พอ"
เฉียวเยว่ยิ้มพลางพยักหน้า "เ้าค่ะ"
นางบิดี้เี โดยไม่สนใจภาพลักษณ์แม้แต่น้อย "พี่สาว ข้าจะไปหอคัมภีร์แล้ว หากท่านพ่อท่านแม่ถามถึง ให้ส่งคนไปตามข้าที่นั่น"
อิ้งเยว่อมยิ้ม "เหตุใดเ้าทำอย่างกับว่าจะไปอยู่นานเลยเล่า"
เฉียวเยว่พยักหน้า "ข้าก็จะไปอยู่ที่นั่นนานหน่อยน่ะสิ ข้าว่าจะไปประจำการที่นั่นสักสองสามวัน”
อิ้งเยว่นิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วถามว่า "เพราะเหตุใด?"
เฉียวเยว่ของพวกเขาเป็เด็กฉลาดเหมือนวานรและชอบซอกแซกสืบเสาะไปทั่ว หาใช่คนที่ใช้ชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์ไปวันๆ นางทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลบางอย่างเป็แน่
เฉียวเยว่คิดแล้วตอบไปว่า "ข้าจะไปอ่านบันทึกจดหมายเหตุ"
"บันทึกจดหมายเหตุ?" อิ้งเยว่นิ่วหน้า "เหตุใดจู่ๆ เกิดสนใจเื่นี้ขึ้นมา?"
เฉียวเยว่หัวเราะแหะๆ "ข้าเป็คนอยากรู้อยากเห็น ข้าจะไปอ่านบันทึกจดหมายเหตุย้อนหลังสิบปี มู่หรงจิ่วผู้นั้นเป็ตัวร้าย ข้าไม่วางใจเลย"
อิ้งเยว่ไม่เคยเห็นเฉียวเยว่เป็อย่างนี้มาก่อน แต่ไม่ช้านางก็เอ่ยเสียงเบา "เ้าพบว่าเขาคอยจับตาหรงจ้านแปลกๆ จึงไม่วางใจ อยากจะไปอ่านจดหมายเหตุย้อนหลังเพื่อค้นหาเบาะแส?"
"มิได้หรือ?" เฉียวเยว่เงยดวงหน้าน้อยที่กลาดเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม
อิ้งเยว่พยักหน้า "ได้อยู่แล้ว อ้อ จริงสิ เมื่อเช้าข้าได้ยินว่าอีกสามวันคณะทูตซีเหลียงจะเดินทางกลับ"
เฉียวเยว่เกิดความสงสัย "กลับเร็วขนาดนี้เชียว?"
"ไม่นับว่าเร็วหรอก พวกเขามากันสิบกว่าวันแล้ว มาครานี้เพื่อให้องค์หญิงหนิงอันได้กลับมาเยี่ยมญาติ และเพื่อส่งเครื่องบรรณาการ เมื่อทำครบทุกอย่างแล้ว แม้แต่การแข่งขันก็สิ้นสุดลงแล้ว พวกเขาไม่ไป แล้วจะอยู่ต่อทำอันใดเล่า"
เฉียวเยว่นึกถึงเหตุผลนี้อยู่พอดี นางเอ่ยว่า "แต่ข้ามักรู้สึกว่ามิได้เรียบง่ายเพียงนั้น
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่กลับไม่คิดจะพัวพันกับเื่เหล่านี้ต่อ หอคัมภีร์อยู่ที่เรือนหลักของฮูหยินผู้เฒ่า เฉียวเยว่สวมอาภรณ์บุรุษ ดูเป็คุณชายน้อยรูปงามดุจหยกสลัก
มีอวิ๋นเอ๋อร์กับเสี่ยวชุ่ยติดตามข้างกาย ทั้งสองล้วนหิ้วตะกร้าคนละใบ
หรงเยว่เดินออกมาจากห้องของฮูหยินผู้เฒ่า เห็นนางมา ก็ถามด้วยความสงสัย "นี่เ้าทำอะไรน่ะ?"
หลังจากนั้นก็เอ่ยอีกว่า "อยู่ดีๆ แต่งตัวเป็บุรุษ เ้าจะลอบออกนอกจวนหรือ?"
เฉียวเยว่รู้สึกว่าคำพูดของหรงเยว่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง นางเท้าสะเอว "ที่ไหนกันเล่า ข้าใส่เพื่อความสะดวกสบายต่างหาก อีกอย่างข้าจะออกไปไหนก็ไปเปิดเผย ต้องลอบออกไปด้วยหรือ? นี่หาใช่วิสัยของข้า"
เฉียวเยว่มองหรงเยว่ั้แ่หัวจรดเท้า หลังจากนั้นก็เชยคางของนางขึ้นมา ท่าทางราวกับอันธพาลน้อย "คนงาม พวกเราไปหอคัมภีร์ด้วยกันดีหรือไม่... หืม?"
หรงเยว่ผลักนางออกไป "เ้าไปเองคนเดียวเถอะ"
เฉียวเยว่กอดเอวของหรงเยว่ไว้ "ปัดโธ่ คนงาม เ้าอย่าเ็านักซี่"
พรืด!
ชิงเยว่เดินออกมาเห็นฉากนี้เข้าพอดี นางแทบจะตกจากบันได แต่เมื่อพิศมองดีๆ คนเสเพลที่ทำตัวรุ่มร่ามผู้นั้นแท้จริงแล้วก็คือเฉียวเยว่ ชวนให้คาดไม่ถึงจริงๆ
หรงเยว่หยิกแก้มนุ่มๆ ของเฉียวเยว่ "อย่าก่อเื่ จะไปไหนก็ไป ใครจะไปหอคัมภีร์กับเ้ากัน อ่านตำราน่าเบื่อจะตาย"
เฉียวเยว่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ถ้าท่านไม่ไป เช่นนั้นข้าไปล่ะนะ"
เฉียวเยว่เข้าไปในหอคัมภีร์ แล้วตรงไปยังชั้นบนสุด ชั้นนั้นของหอคัมภีร์ล้วนเป็จดหมายเหตุทั้งหมด ปรกติแล้วจะมีหนังสือจดหมายเหตุส่งมาที่จวนของขุนนางทุกเดือนเดือนละครั้ง แต่ไม่ค่อยจะมีใครเอามาอ่าน แม้แต่จวนซู่เฉิงโหวก็เช่นเดียวกัน หากไม่ค่อยได้ใช้ก็คงไม่เอาไปเก็บที่ชั้นบนสุด
อวิ๋นเอ๋อร์รีบไปเปิดหน้าต่าง หลังจากนั้นก็เช็ดโต๊ะแล้วพูดว่า "ยังนับว่าสะอาด"
แม้ไม่มีใครมา แต่มีคนมาทำความสะอาดอยู่เสมอ
เฉียวเยว่ตอบอืม "ช่วยข้าเตรียมพู่กัน หมึก กระดาษ ที่ฝนหมึก ข้าจะจดบันทึก"
เฉียวเยว่เคยชินกับการเขียนแสดงความคิดเห็นประกอบลงไปในตำรา
แต่หนังสือจดหมายเหตุในหอคัมภีร์ย่อมไม่ได้ นางจึงเตรียมสมุดบันทึกมาด้วย คิดไว้ว่าจะจดบันทึกข้อสงสัย อย่างไรเสียก็มีอีกหลายเื่ที่นางยังไม่รู้
"เฉียวเยว่ เ้ามาทำอะไร?"
เฉียวเยว่เห็นมีคนขึ้นมาก็หันไปมอง แล้วถามด้วยความสงสัย "ท่านลุงใหญ่? ท่านมาได้อย่างไร?"
