เล่มที่ 4 บทที่ 106 ไอปีศาจรุนแรง
ขณะนี้าแมากมายบนร่างกายของหลี่ฉุนกำลังปริแตก...
สภาพของหลี่ฉุนตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับรูปปั้นหินที่กำลังจะแตกร้าวเลยก็ว่าได้
ใบหน้าของหลี่ฉุนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เขากำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด พยายามเอื้อมมือออกไปเหมือนจะคว้าอะไรบางอย่าง ทว่าช่างน่าเสียดายที่เขาไม่อาจแก้ไขอะไรได้ทันท่วงทีอีกต่อไป เพราะาแตามร่างกายกำลังปริแตกมากขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายแผลทั้งร่างของเขาก็แตกออก พริบตานั้นเองก็เกิดปราณกระบี่สีดำสายหนึ่งพุ่งออกมาและกลืนกินหลี่ฉุนเข้าไป
แล้วทุกอย่างก็หายวับไปกับตา...
ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน...
บรรยากาศในอารามเสียบสงัดลง ทุกคนกำลังตกตะลึงจนพูดไม่ออก เอาแต่จ้องมองไปยังบริเวณที่หลี่ฉุนและปราณกระบี่ปริศนานั้นหายไป ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทุกคนกลับรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงแค่นหัวเราะของใครบางคนแว่วขึ้นมา
แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเสียงหัวเราะนั้นดังมาจากที่ใด
บางทีอาจจะมีแค่หลี่ฉุนที่ตายไปเท่านั้น ที่รู้ว่าเสียงนั่นมาจากที่แห่งหนึ่งห่างออกไปนับพันลี้...
ปราณกระบี่ทงโยวกลับมาอยู่เบื้องหน้าของหลินเฟย นอกจากจะมีเศษเสี้ยวจิติญญาของหลี่ฉุ่นหลงเหลืออยู่แล้ว ก็ยังมีพลังงานสีดำจางๆขุมหนึ่งปรากฏอยู่อีกด้วย หลังจากเก็บปราณกระบี่เข้าร่างเรียบร้อย หลินเฟยก็โคจรพลังสีดำมาไว้ที่มือ เพียงพินิจดูครู่เดียวเท่านั้น ก็รู้ว่านี่คือพลังกัดกร่อนกระดูกที่อสุรกายิญญาอาฆาตหลงเหลือเอาไว้
“สงสัยอาจารย์อาคงต้องรับศิษย์คนใหม่มาแล้วล่ะ...” หลินเฟยกำมือแน่น พริบตาเดียวกันนั้นเอง ทั้งเศษเสี้ยวจิติญญาและควันสีดำจางๆก็สลายไปทันที
จะว่าไปเ้าหลี่ฉุนก็ช่างโชคร้ายนัก...
ถึงแม้หลินเฟยจะบรรลุขั้นมิ่งหุนแล้ว แต่ก็ไม่สามารถใช้ปราณกระบี่สังหารหลี่ฉุนที่อยู่ไกลออกไปนับพันลี้ได้ เพราะการจะทำเช่นนี้ได้นั้น จะต้องมีขั้นบำเพ็ญอย่างต่ำคือจิงตันเท่านั้น แต่หลี่ฉุนดันพลาดท่าไปสมรู้ร่วมคิดกับอสุรกายิญญาอาฆาตเข้า แถมยังไปทำพันธสัญญาร่วมกันอีก หนี่งคนกับอีกหนึ่งิญญาก็คือหนึ่งหยินกับหนึ่งหยาง อีกทั้งปราณกระบี่ทงโยวเองก็มีพลังทั้งหยินและหยางด้วย จึงอาศัยรอยพันธสัญญาของเ้าิญญาอาฆาตนี้ สังหารหลี่ฉุนที่อยู่ไกลออกไปได้
เมื่อเห็นดังนั้นหลินเฟยก็รู้สึกใจภูมิใจในพลังของปราณกระบี่ทงโยวมากขึ้น
ก่อนหน้านี้มีแค่ปราณกระบี่ไท่อี๋ที่ศักดิ์สิทธิ์ และปราณกระบี่อิ๋นเหวินที่มีไอเย็นเสียดกระดูก ถึงแม้จะมีพลังสูงกว่าปราณกระบี่ของผู้บำเพ็ญในระดับเดียวกัน หรือบางครั้งยังมีพลังรุนแรงยิ่งกว่าอาวุธของผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุน แต่หลินเฟยกลับรู้สึกว่าปราณกระบี่ทั้งสองเหมาะที่จะรับมือซึ่งๆหน้าอย่างเดียวมากกว่า เพราะขาดการพลิกแพลงกระบวนท่าไปเสียหน่อย
แต่คราวนี้กลับได้ปราณกระบี่ทงโยวมาเพิ่มอีก...
ในตอนแรกเหล็กทงโยวก็มีความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่างได้อยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งถูกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนหลอมจนได้กลายเป็ปราณกระบี่ทงโยว ปราณกระบี่นี้จึงมีความพลิกแพลงค่อนข้างสูงเลยทีเดียว สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างไร้ร่องรอย เมื่อเป็เช่นนั้น หลินเฟยก็แทบจะขึ้นชื่อว่าเป็ยอดมือลอบสังหารเลยทีเดียว ยิ่งถ้าบำเพ็ญจนเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนมีมนต์สะกดเจ็ดสิบสองสายเมื่อใด ก็จะสามารถมีพลังระดับชี้เป็ชี้ตายได้เลย ต่อให้เป็ถึงาาอสุรกายกุ่ยตี้ห้าทิศ ก็ยังต้องหวั่นเกรง...
หลังจากสังหารหลี่ฉุนได้แล้ว หลินเฟยก็ไม่รอช้า รีบออกจากบึงโคลนนี้ทันที หลังจากเหาะกระบี่ออกมาได้ประมาณครึ่งชั่วยาม เขาก็มาถึงหน้าผาที่ตาเฒ่าบอก
‘ที่หน้าผาแห่งนี้มีน้ำตกอย่างที่ตาเฒ่าพูดไม่ผิดเพี้ยน ด้านล่างน้ำตกยังมีทะเลสาบที่ลึกจนไม่เห็นก้น ดูท่าแล้วดาวตกจะต้องอยู่ข้างใต้นั่นแน่ๆ...’
หลินเฟยรีบโคจรพลังเร่งเหาะไปทางทะเลสาบทันที
“หื้อ?”
ทว่าเพิ่งจะมาถึงไม่นาน หลินเฟยก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลขึ้น
เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีไอปีศาจที่รุนแรงมาก
เพียงแค่เข้าใกล้ก็รู้สึกได้ทันที ไอปีศาจนี้รุนแรงราวกับมีปีศาจาอาศัยอยู่ นี่นับเป็ครั้งแรกสำหรับชาตินี้ของหลินเฟยก็ว่าได้ ที่รู้สึกถึงไอปีศาจเช่นนี้
ต่อให้เป็อสุรกายขั้นกุ่ยหวังหรือปีศาจขั้นเยาหวังเมื่อครู่ ก็ไม่น่าจะมีไอปีศาจรุนแรงเช่นนี้ได้...
“มารดามันสิ! หรือจะเป็ปีศาจขั้นเยาตี้กันนะ...” หลินเฟยรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที หากเทียบกับขั้นบำเพ็ญในมนุษย์แล้ว ขั้นเยาตี้นี้ก็เปรียบเสมือนผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยง สำนักเวิ่นเจี้ยนที่เป็หนึ่งในสิบสำนักใหญ่เอง ก็มีแค่เ้าสำนักคนเดียวเท่านั้นที่บรรลุขั้นฟ่าเซี่ยงแล้ว ขั้นบำเพ็ญเช่นนี้เองจึงเรียกได้ว่าเป็ขุมกำลังที่กล้าแกร่ง มีอำนาจสั่นคลอนเป่ยจิ้งได้เลยทีเดียว
“ซวยจริงๆเลย!”
พูดจบหลินเฟยก็รีบหนีออกไปทันที
‘นี่มันตลกร้ายชัดๆ!’
‘แม้แต่เื่ที่มีปีศาจขั้นเยาตี้อาศัยก็ยังปิดบังกันได้ ตาเฒ่าคิดจะส่งเขาไปตายหรืออย่างไร?’
“เดี๋ยวนะ มันก็ไม่ถูกเสมอไป...”
หลังจากหนีออกมาได้ครึ่งทาง จู่ๆหลินเฟยก็หยุดชะงักขึ้นมา
แม้จะยังไม่กล้ากลับเข้าไป แต่สีหน้าของเขาก็เริ่มดีขึ้น...
เพราะเขาดันคิดขึ้นมาได้...
‘หากมีปีศาจขั้นเยาตี้อาศัยอยู่จริงๆ มีหรือที่จะปล่อยให้อสุรกายขั้นกุ่ยหวังกับปีศาจขั้นเยาหวังมาทะเลาะกันต่อหน้าตนเองเช่นนี้?’
เพราะในโลกการบำเพ็ญของมารปีศาจมีลำดับชั้นที่เข้มงวดยิ่งกว่ามนุษย์ ขั้นบำเพ็ญที่ต่ำกว่าไม่อาจล่วงเกินขั้นบำเพ็ญที่สูงกว่าได้ เพราะฉะนั้นอสุรกายขั้นกุ่ยหวังและปีศาจขั้นเยาหวังคงไม่ริอ่านมาทะเลาะกันข้ามหัวปีศาจขั้นเยาตี้ได้หรอก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินเฟยก็รู้สึกเบาใจลงมาก แต่ขณะที่เดินทางกลับมาถึงทะเลสาบเขาก็ยังคงระวังตัวอยู่เสมอ หลินเฟยหยิบหินตงจี๋ออกมา หวังจะปาหินตงจี๋ออกไปหากเกิดเหตุอะไรขึ้นมา เพราะมนต์สะกดในหินตงจี๋ถูกหลอมโดยผู้บำเพ็ญขั้นจิงตัน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาละก็ ก็ยังมีหินตงจี๋นี้ ที่ยังพอหลอกล่อให้ปีศาจขั้นเยาตี้เข้าใจผิดว่าเป็ผู้บำเพ็ญขั้นจิงตันได้ เมื่อเป็เช่นนั้น เ้าปีศาจก็จะหลงกลพุ่งตรงไปทางหินตงจี๋แทน ช่วยถ่วงเวลาให้หลินเฟยมีเวลาหนีเพิ่มขึ้น...
ในขณะเดียวกันเขาก็เตรียมปล่อยปราณกระบี่อิ๋นเหวินออกมาด้วย เพราะหากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาก็จะปล่อยปราณกระบี่อิ๋นเหวินออกมาแช่แข็งทะเลสาบเอาไว้
หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว หลินเฟยก็ค่อยๆเดินเข้าไป...
ไม่นานหลินเฟยก็เก็บปราณกระบี่อิ๋นเหวินกลับไป และพอเข้าใกล้เรื่อยๆก็เก็บหินตงจี๋กลับไปเช่นกัน...
เพราะหลังจากเข้ามาใกล้ๆ จึงรู้ว่าไอปีศาจเข้มข้นเหล่านี้ อยู่ในสภาพลอยบนผิวน้ำเท่านั้น แม้ไอปีศาจและแรงกดดันจะเข้มข้นและดูเหมือนจริงเพียงใดก็ตาม แต่กลับไม่มีความต่อเนื่องเลยแม้แต่น้อย ไอเ่าั้เหมือนทำได้แค่โผล่ขึ้นมาดื้อๆ ไร้ซึ่งรูปแบบใดๆ
หรือจะพูดง่ายๆก็คือ...
นี่เป็เพียงไอปีศาจที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น...
หลังจากที่เข้าใจทุกอย่างแล้ว หลินเฟยจึงถอนหายใจโล่งอกออกมา
“หัวใจจะวาย...” หลินเฟยปาดเหงื่อเย็นเฉียบบนหน้าผากออก ก่อนจะะโลงไปในทะเลสาบ
และก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ ยิ่งเข้าใกล้เท่าไรก็ยิ่งรู้สึกชัดเจนขึ้น เพราะไอปีศาจที่ลอยอยู่นี้ ไม่เหมือนกับไอปีศาจขั้นเยาหวังที่เขาเคยเจอ มันมีบางสิ่งงที่ต่างออกไป...
และความแตกต่างที่ว่านั้นก็คือ...
ไอปีศาจของปีศาจขั้นเยาหวังนั้น โดยปกติแล้วจะมีสภาพเช่นไอปีศาจเป็ แต่ไอปีศาจที่นี่กลับเป็ “ไอปีศาจตาย” น่ะสิ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
