บทที่ 2
นี่ราวกับเป็สิ่งที่นางรอคอยมานานนับร้อยปี...
แสงแดดภายนอกตำหนักคุมกฎนั้นอบอุ่นเสียจนทำให้ใจคนรู้สึกหนาวเหน็บ
ทันทีที่ซูว่านฉีก้าวพ้นประตูตำหนักคุมกฎมา เธอก็ััได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองมา ทั้งที่แสดงออกถึงความตกตะลึงและความรังเกียจเดียดฉันท์
ศิษย์คนหนึ่งอดรนทนไม่ไหวจนต้องโพล่งออกมาด้วยความใ “ทำไมซูว่านฉีถึงยังรอดชีวิตออกมาได้?!”
สิ้นคำพูดนั้น ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเป็ระลอก “นั่นสิ คนจิตใจอำมหิตที่ทำร้ายเซียนด้วยกันอย่างนาง ทำไมถึงเดินออกมาจากตำหนักคุมกฎได้อย่างไร้รอยขีดข่วน?”
“ความชั่วที่นางทำ หลักฐานก็มัดตัวแ่า!”
“อีกอย่าง คนที่นางทำร้ายคือคุณหนูตระกูลเจียงนะ นางใช้เล่ห์กลอะไรกันแน่ถึงหนีพ้นโทษทัณฑ์มาได้?”
ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ เงาร่างของฉู่ชิงชวนก็พลันปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
สายตาของศิษย์ทุกคนหันไปมองเขาเป็จุดเดียว ศิษย์ฝ่ายในคนหนึ่งที่สนิทกับเขาเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง พร้อมถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ปิดไม่มิด
“ศิษย์พี่ฉู่... ซูว่านฉี นาง... นางไม่เป็อะไรแล้วจริงๆ หรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่ชิงชวนก็มองไปข้างหน้ายังแผ่นหลังของหญิงสาวที่ไม่เคยหันกลับมามองแม้แต่น้อย แววตาของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกสับสนที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงโบกมือส่งสัญญาณให้ศิษย์รอบข้างแยกย้ายกันไป
ซูว่านฉีเป็คนที่มีประสาทััไวต่อสายตาและ "การถูกจับจ้อง" เป็พิเศษ
เธอรับรู้ได้ถึงสายตาของพระเอกที่จ้องมองมาอย่างชัดเจน แต่ฝีเท้าของเธอกลับไม่หยุดชะงักแม้แต่นิด
สำหรับเธอแล้ว ท่าทีของศิษย์ที่มุงดูหรือท่าทีของพระเอกนั้นไม่สำคัญเลย สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ คือตำหนักคุมกฎต่างหาก
แม้ผู้าุโจะปล่อยตัวเธอออกมา แต่ความเสี่ยงก็ยังไม่หมดไป เผลอๆ จะอันตรายกว่าเดิมด้วยซ้ำ ในโลกบำเพ็ญเพียร ยอดฝีมือที่มีตบะสูงส่งมีวิธีนับหมื่นในการสอดแนมว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะมีใครบางคนกำลังเฝ้าดูปฏิกิริยาของเธออยู่ก็ได้
นับจากวินาทีนี้ ทุกย่างก้าวและทุกการกระทำของเธอจะหลุดช่องโหว่ไม่ได้เด็ดขาด
เธอพยายามควบคุมลมหายใจและจังหวะหัวใจให้คงที่ พร้อมกับอาศัยความทรงจำในหัวเดินกลับไปยังที่พักของเ้าของร่างเดิม แม้ภายในเรือนหลังเล็กจะมีเพียงเธอคนเดียว แต่สีหน้าของเธอก็ยังคงเหมือนตอนที่อยู่ในตำหนักคุมกฎไม่ผิดเพี้ยน หรืออาจจะดูเหนื่อยล้ากว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
เธอเงยหน้าขึ้นมอง "ต้นลวงโฉม" ในลานบ้าน แววตาดูว่างเปล่าและเหม่อลอย ในตอนนี้ ไม่ว่าใครจะใช้สมบัติวิเศษชนิดใดสำรวจดูการแสดงออกของเธอ สิ่งที่พวกเขาจะเห็นมีเพียงความอ้างว้างโดดเดี่ยวที่ดูเหมือนจะห่อหุ้มตัวเธอมานานนับร้อยปีเท่านั้น
ซูว่านฉีคงสีหน้าเดิมไว้ แต่สมองกลับหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ในตำหนักคุมกฎ เธอทำได้เพียงต้องสวมบทบาทให้แเีที่สุด แล้วใช้สัญชาตญาณอันน้อยนิดหลบเลี่ยงทุกจุดที่ต้องพูดโกหก
เธอไม่เคยยอมรับตรงๆ ว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับท่านเซียนชิงเหยียน และการหยั่งเชิงทั้งหมดก็ถูกเธอปัดป้องไปด้วยวิธีอื่น ยกเว้นเสียแต่—
เธอนึกถึงตอนที่เธอยอมรับเื่ลอบทำร้ายเจียงชิวหนิงเพื่อลองใจในตำหนักคุมกฎ ขนตาหนางอนของเธอสั่นไหวเล็กน้อย
"ศิลาจรัสสัจจะ" ยอมรับโดยปริยายว่าเธอกับเ้าของร่างเดิมคือคนเดียวกัน เช่นนี้เธอก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตรวจพบตัวตนเดิมหรือดวงิญญาที่ต่างออกไป นี่ถือเป็ข่าวดีเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ ส่วนที่เหลือ... ล้วนแต่เป็ข่าวร้ายทั้งสิ้น
ในโลกบำเพ็ญเพียร มีวิธีตรวจสอบปัจจุบันและอดีตของคนคนหนึ่งมากมาย ทั้งการค้นิญญา, กระจกย้อนอดีต, หรือแม้แต่คำทำนาย... เท่าที่เธอรู้ ผู้าุโห้าแห่งตำหนักคุมกฎคือหนึ่งในนักพยากรณ์ที่เก่งที่สุดในโลกนี้
หากพวกเขาอยากจะสืบ คำโกหกของเธอก็พร้อมจะถูกกระชากหน้ากากได้ทุกเมื่อ และเมื่อถึงตอนนั้น จุดจบของเธอคงจะอนาถยิ่งกว่าเ้าของร่างเดิมเสียอีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น ใจของซูว่านฉีก็ค่อยๆ ดิ่งวูบลง แต่ไม่ว่าในใจจะรู้สึกอย่างไร สีหน้าของเธอยังคงเศร้าสร้อยโหยหา และดูรันทดกว่าเดิมถึงสามส่วน
เธอยื่นมือออกไปรับใบไม้ที่ร่วงหล่น แววตาสงบนิ่งทว่าแฝงความโศกเศร้า แต่ในใจกลับมีความเยือกเย็นและมีเหตุผลอย่างถึงที่สุด
การที่เธอยังมีชีวิตอยู่ พิสูจน์ว่าหมากตาแรกเดินถูกแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการอุดรอยรั่วของหมากตานี้
เธอนึกถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับอย่างละเอียดจนใจเริ่มสงบลง ในต้นฉบับ แม้ท่านเซียนชิงเหยียนจะเป็อัจฉริยะที่หาตัวจับยาก แต่เขาก็ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับโลกภายนอกมากนัก ไม่มีอาจารย์ ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีสหายสนิท แม้แต่คนในสำนักไท่ชิงเองก็ไม่ได้รู้จักเขาดีนัก
ขนาดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวิชา "คัมภีร์หมื่นโอสถ" เป็สิ่งที่เขาสร้างขึ้น จนต้องให้พระเอกตามหาภาคต่ออยู่นาน และเพราะเหตุนี้เอง เธอถึงหลอกพวกเขาได้ง่ายดายขนาดนี้
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ในโลกนี้ไม่มีใครกล้าตรวจค้นอดีตของท่านเซียนชิงเหยียน เพราะไม่มีเซียนคนไหนยอมจ่ายค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่วขนาดนั้นได้ ดังนั้น ผู้าุโตำหนักคุมกฎจึงทำได้เพียงเริ่มตรวจสอบจากตัวเธอเท่านั้น
ณ ตำหนักคุมกฎ
ผู้าุโใหญ่จ้องมองศิลาจรัสสัจจะที่อยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็นพิรุธบางอย่างจนคิ้วขมวดมุ่น
ผู้าุโรองมองตามสายตาของเขาแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “ศิษย์พี่ ท่านคิดว่าวาจาของซูว่านฉีเมื่อครู่... มีสิ่งใดเป็เท็จหรือ?”
ผู้าุโใหญ่ละสายตาหันกลับมามองศิษย์น้องหญิงข้างกาย “ศิษย์น้อง เ้าคิดว่าซูว่านฉีมีความสัมพันธ์เก่าก่อนกับ... ท่านเซียนจริงๆ หรือ?”
ผู้าุโรองฉายแววประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเหตุใดผู้าุโใหญ่ถึงถามเช่นนี้
“ศิษย์พี่ ศิลาจรัสสัจจะคือศาสตราเซียน ไม่เคยผิดพลาด อีกอย่างซูว่านฉีเป็เพียงเซียนระดับจินตาน ต่อให้นางเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่มีทางโป้ปดต่อหน้าพวกเราและศิลาจรัสสัจจะได้อย่างแน่นอน”
ผู้าุโใหญ่ส่ายหน้าพลางขมวดคิ้วแน่น เขาเดินลงจากแท่นพิพากษามาหยุดตรงจุดที่ซูว่านฉีเคยคุกเข่าอยู่ แล้วกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ “ศิลาจรัสสัจจะไม่มีทางผิดพลาด... ทว่าเมื่อครู่ซูว่านฉีไม่เคยยอมรับตรงๆ เลยว่านางมีความสัมพันธ์อย่างไรกับท่านเซียน”
เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้าุโรองแล้วชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ “ทุกอย่างล้วนเป็การคาดเดาจากคำพูดของนางที่พวกเราสรุปกันไปเองทั้งสิ้น”
ผู้าุโรองชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้ เธอก้าวลงจากแท่นพิพากษามาขนาบข้างผู้าุโใหญ่
“ถึงนางจะไม่ได้พูดออกมาจากปากตรงๆ แต่... เื่ลับๆ ของท่านเซียนที่นางพูดออกมา บางเื่แม้แต่เราสองคนยังไม่เคยรู้เลย อย่างเช่นเื่วิชาคัมภีร์หมื่นโอสถของฉู่ชิงชวนที่สำนักหาภาคต่อมาหลายปีแต่ไร้เบาะแส ในใต้หล้านี้ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นคือวิชาที่ท่านเซียนสร้างขึ้น อีกอย่างท่านก็รู้ว่าท่านเซียน... รักความสงบ แม้แต่สำนักไท่ชิงหรือคนทั้งโลกบำเพ็ญเพียรก็แทบไม่รู้เื่ส่วนตัวของท่านเลย หากใครจะคิดสืบเื่ที่ท่านชอบหรือไม่ชอบ ย่อมไร้หนทางสืบ”
เธอมองไปยังศิลาจรัสสัจจะแล้วกล่าวต่อ “หากมิใช่ว่าซูว่านฉีมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับท่านเซียนอย่างยิ่งยวด นางจะรู้เื่เหล่านี้ได้อย่างไร?”
ผู้าุโใหญ่ฟังคำอธิบายที่มีเหตุมีผลนั้น แต่สีหน้ายังคงเคร่งเครียด เขาไพร่หลังมือข้างหนึ่งไว้แล้วกล่าวเสียงเรียบแต่เด็ดขาด
“โลกนี้มีวาสนานับแสนพัน เ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่นางรู้มาจากตัวท่านเซียนจริงๆ ไม่ใช่ได้มาจากการคาดเดาผ่านวาสนาบางอย่าง? ในเมื่อฉู่ชิงชวนหาคัมภีร์เล่มบนเจอ คนอื่นก็ย่อมหาเล่มล่างเจอได้ หรืออาจจะพบสมบัติเทพชิ้นอื่นที่ท่านเซียนทิ้งไว้ หากมีใจใฝ่ศึกษา ย่อมสามารถคาดเดาเื่ที่เราไม่รู้จากร่องรอยเ่าั้ได้ไม่ยาก”
เขาหันกลับมา แววตามีทั้งความเคารพและความ... ยำเกรงที่ซ่อนอยู่ “ที่สำคัญ เ้าคิดว่าท่านเซียนจะ... ปฏิบัติต่อศิษย์คนหนึ่งเป็พิเศษจริงๆ หรือ?”
ท่านเซียนชิงเหยียนเมื่อร้อยปีก่อน เป็ตัวตนที่แค่เซียนได้ยินชื่อก็ขาสั่นพั่บๆ ยิ่งวรยุทธสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งและ... ความเ็าของท่านเซียน ในใต้หล้าอันกว้างใหญ่ ไม่เคยมีใครหรือสิ่งใดที่ทำให้สายตาของท่านเซียนหยุดนิ่งอยู่ได้แม้เพียงชั่วอึดใจ ซูว่านฉีในตอนนี้นับเป็อะไร ก็แค่ศิษย์ระดับจินตาน จะไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านเซียนเมื่อร้อยปีก่อนได้อย่างไร?
ผู้าุโรองนิ่งอึ้งไป เธอเองก็รู้ดีว่าท่านเซียนในตอนนั้นเป็อย่างไร... เพียงแต่ภาพแววตาอันสิ้นหวังเงียบงันของซูว่านฉีกลับผุดขึ้นมาในหัว
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ในใจยังคงเอนเอียงไปทางซูว่านฉี “แต่คำพูดเ่าั้ และอารมณ์ที่นางแสดงออกต่อหน้าพวกเรา... มันจะแเีจนหลอกพวกเราได้จริงๆ หรือ?”
ผู้าุโใหญ่ก็นึกถึงสีหน้าของซูว่านฉีเช่นกัน แต่เขาก็สลัดความคิดทิ้งทันทีพร้อมกล่าวอย่างเยาะหยันแ่เบา
“อาจจะมีใจจริงอยู่บ้าง แต่จะมีสักกี่ส่วนกันเชียว? เมื่อก่อนคนที่มีใจใฝ่รักท่านเซียนมีอยู่ถมไป ซูว่านฉีก็คงเป็เพียงหนึ่งในนั้น ตอนนี้นางใช้ชื่อท่านเซียนเพื่อหนีความผิด ต่อให้เคยรักมั่นจริง ตอนนี้ก็คงเหลือเพียงการใช้ประโยชน์เท่านั้น”
เขามองศิษย์น้องหญิงที่ดูเหมือนจะยังไม่เห็นด้วย จึงสะบัดชายแขนเสื้อกล่าวต่อ
“ตอนนี้นางหนีออกจากตำหนักคุมกฎมาได้ คงกำลังวางแผนว่าจะหนีต่อไปอย่างไร เพราะหลอกได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่หลอกไม่ได้ตลอดไปหรอก”
ผู้าุโรองขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำตัดสินอย่างมั่นอกมั่นใจนั้น “ในเมื่อยังไม่มีหลักฐาน... ศิษย์พี่ตัดสินนางเร็วเกินไปหรือไม่?”
ผู้าุโใหญ่ััได้ถึงความเชื่อใจในน้ำเสียงของศิษย์น้อง เขานึกขึ้นได้ว่าศิษย์น้องคนนี้ชอบอ่านนิยายประโลมโลกของพวกชาวบ้าน มักจะมีใจเมตตาต่อผู้ที่มีรักมั่นคงเสมอ จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ
“ศิษย์น้อง เ้ามัน...” เขาพูดไม่จบพลางส่ายหัว “งั้นก็ลองมาดูสิว่าตอนนี้นางกำลังทำอะไรอยู่”
เขาวาดมือหนึ่งครั้ง กลางตำหนักคุมกฎก็ปรากฏบานกระจกที่ไม่สม่ำเสมอ ผิวน้ำในกระจกกระเพื่อมไหว ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างที่คุ้นตาก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น เมื่อเห็นซูว่านฉี ผู้าุโใหญ่ก็ฉายแววประหลาดใจ
ในตำหนักคุมกฎ แม้ซูว่านฉีจะาเ็ไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นกระทบกระเทือนรากฐาน เพียงกินโอสถก็ควรจะหายดีเป็ปกติ แต่ตอนนี้ใบหน้าของเธอกลับซีดขาวกว่าตอนที่อยู่ในตำหนักคุมกฎเสียอีก เธอยืนเหม่ออยู่หน้าต้นลวงโฉม ราวกับกำลังคะนึงหาคนรักที่จากไป แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่สลัดไม่หลุด
ต้นลวงโฉมคือต้นไม้จิติญญาระดับต่ำ ตำนานเล่าว่ามันจะทำให้คนมองเห็นสิ่งที่อยากเห็นที่สุด ผู้าุโรองมองภาพนั้นแล้วเหมือนจะตระหนักอะไรได้ แววตาที่มองซูว่านฉีจึงเปลี่ยนเป็ความเวทนา
“ศิษย์พี่ ท่านยังสงสัยอยู่อีกหรือ?”
ผู้าุโใหญ่ขมวดคิ้วละสายตาจากกระจกเมฆา “แล้วอย่างไรเล่า?”
เมื่อร้อยปีก่อนตอนที่เขาเข้าพบท่านเซียน เขาเคยเงยหน้าขึ้นครั้งหนึ่ง เขายังจำสายตานั้นที่ท่านมองมาที่เขาได้ สายตานั้นไม่มีเขาอยู่ในนั้นเลย มีเพียงความว่างเปล่าราวกับเถ้าถ่าน ในสายตาของท่านเซียน เขาไม่มีค่าแม้แต่จะเป็มดปลวกเสียด้วยซ้ำ แล้วเขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าท่านเซียนจะมาใส่ใจศิษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง?
เขาสะบัดแขนเสื้อกล่าวเสียงเ็าเช่นเดิม “หากซูว่านฉียอมเอ่ยปากยอมรับต่อหน้าศิลาจรัสสัจจะด้วยตัวเองว่านางมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับท่านเซียน ข้าถึงจะสิ้นสงสัย ก็ต้องดูว่านางจะทำได้หรือไม่”
ผู้าุโรองพยักหน้าเล็กน้อย เห็นด้วยกับคำพูดนั้น “ที่ท่านกล่าวมาก็ถูก”
เธอพยากรณ์มองซูว่านฉีที่กำลังจ้องมองต้นลวงโฉมในกระจกด้วยความสงสาร แววตาเช่นนั้น จะเป็ของปลอมได้อย่างไร?
ซูว่านฉีไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในตำหนักคุมกฎ เธอทุ่มเททักษะการแสดงทั้งหมดเพื่อคงภาพลักษณ์ของคนที่เพิ่งสูญเสียคนรักไป ั้แ่เมื่อครู่เธอรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง
การกระเพื่อมของพลังเวทนั้นเบาบางมาก หากเธอไม่ใช่คนที่ไวต่อกล้องอย่างยิ่ง ด้วยตบะของเธอไม่มีทางตรวจพบความผิดปกตินี้ได้เลย
พลังในการควบคุมที่ประณีตและสูงส่งขนาดนี้ มีเพียงผู้าุโทั้งสองแห่งตำหนักคุมกฎเท่านั้น ใจเธอดิ่งวูบลง แต่สีหน้ายังคงนิ่งเฉย แฝงความเศร้าสร้อยสุดหัวใจ
การที่พวกเขามาเฝ้าดูเธอแบบนี้ แสดงว่าพวกเขาเริ่มสงสัยในสิ่งที่เธอพูดแล้ว ในโลกบำเพ็ญเพียรมีวิธีพิสูจน์ข้อสงสัยนับล้านวิธี ซึ่งในตอนนี้เธอไม่มีทางต้านทานได้เลยสักทาง
ซูว่านฉีค่อยๆ หลับตาลง สมองหมุนวนอย่างหนัก ทำอย่างไรถึงจะสลายข้อสงสัยของพวกเขา และทำให้พวกเขาเลิกพิสูจน์สิ่งที่เธอพูด?
ไม่... ไม่ใช่
เธอไม่มีทางเปลี่ยนความคิดหรือการกระทำของคนอื่นได้ เธอ... ทำได้เพียงเริ่มที่ตัวเองเท่านั้น สิ่งที่เธอต้องคิดในตอนนี้คือ— สิ่งที่คนคนหนึ่งซึ่งสูญเสียคนรักไปจะสามารถทำได้และะเืใจผู้คนที่สุดคืออะไร?
เพียงชั่วพริบตาเดียว เธอก็ตัดสินใจทำเื่ที่บ้าคลั่งอย่างยิ่ง
ณ ตำหนักคุมกฎ
จู่ๆ ผู้าุโทั้งสองก็ััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนตัวซูว่านฉี ไม่รู้ว่าเธอนึกถึงอะไรขึ้นมา เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาไม่มีความโศกเศร้าที่ฝังลึกเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป แต่กลับแฝงไปด้วยความโหยหาและอาลัย มุมปากของเธอหยักขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนกำลังเฝ้ารอ และดูเหมือนการปล่อยวาง
สายลมพัดผ่านทำให้เส้นข้าของเธอยุ่งเหยิง บนใบหน้ายังมีรอยแผลจางๆ ทว่าสีหน้ากลับดูสงบเยือกเย็น เธอหลุบตาลงยิ้มบางๆ เป็ความงามที่น่าสะพรึงกลัวจนบีบหัวใจ
ผู้าุโใหญ่ไม่ได้สนใจเื่อื่น เมื่อเขาเห็นรอยยิ้มบนหน้าเธอก็ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่ตนคิด เขาแค่นเสียงเหี้ยมพลางทำหน้าเหมือนที่คาดไว้
“ในที่สุดธาตุแท้ก็ปรากฏ...”
เขายังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ ในกระจกเมฆาก็เกิดการปะทุของพลังปราณอย่างรุนแรง ผู้าุโใหญ่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่มัน—ค่ายกลสะบั้นิญญา!!!
มันคือสิ่งที่จะทำให้แม้เซียนระดับ "ผสานกาย" หรือแม้แต่ระดับ "มหายาน" าเ็สาหัสได้!
ท่ามกลางแสงเจิดจ้าที่ะเิออกมา เขาเห็นซูว่านฉียิ้มที่มุมปาก เผชิญหน้ากับความตายอย่างยินดี
ราวกับว่า—การที่จิติญญาแตกสลายมลายสิ้นไปนั้น คือตอนจบที่นางเฝ้ารอคอยมานานนับร้อยปีแล้วจริงๆ
