บทที่ 135 กำเนิดกระดูกกระบี่
ได้ยินคำพูดของเฉียนหลิงเทียน ใบหน้าของฉินชูก็เต็มไปด้วยความใ ใที่เขารู้ข้อมูลของตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังใที่เขารู้เื่ของฉินชูด้วย หรือว่าเฉียนหลิงอู่จะเป็คนบอก
“ไม่ต้องมองนาง นางไม่ได้บอกข้า พวกเ้าไปค้นหาบันทึกเกี่ยวกับตระกูลเืศักดิ์สิทธิ์ที่หอคัมภีร์ ทั้งยังได้เห็นตอนที่เ้าต่อสู้ จากข้อมูลเพียงเล็กน้อยนี้ ข้าก็พอปะติดปะต่อเื่ราวได้และพอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว แต่คร้านที่จะพูดก็เท่านั้น” เฉียนหลิงเทียนเอ่ยปากพูดขึ้น
ฉินชูไม่ได้เอ่ยอะไร เขารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงต้าเฉียนไม่อาจรอดพ้นสายตาของเฉียนหลิงเทียนไปได้ นี่เป็เื่ปกติที่เขาจะรู้
“สิบหกปีที่แล้ว ตระกูลศักดิ์สิทธิ์หงส์เพลิงกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์เต่านิลได้มาที่อาณาจักรหนานเหยียน แต่เนื่องจากความแข็งแกร่งด้านพลังอยู่คนละระดับ ข้าจึงไม่กล้ายั่วยุพวกเขา ข้าจึงได้แต่แสร้งทำเป็ไม่เห็น และพวกเขาก็ไม่ได้สร้างผลกระทบในพื้นที่แห่งนี้ด้วย” เฉียนหลิงเทียนพูด
“ขอบพระคุณท่านที่ให้ข้อมูลแก่ฉินชู” ฉินชูประสานมือเคารพเฉียนหลิงเทียน
“ใต้หล้ายุทธภพมากเภทภัย ทำการใดต้องระวัง จะได้ไม่ต้องเสียเปรียบ เ้าต้องจำไว้ว่าผู้ชนะคือาา” เฉียนหลิงเทียนพูด
“ถ้า้าเป็ผู้ชนะ มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ฉินชูจะพยายามพัฒนาตัวเอง” ฉินชูพูดขึ้น
เฉียนหลิงเทียนส่ายหัว “ความหมายตามอักษรของคำว่าผู้ชนะคือาาก็เช่นนี้ แต่ยังเข้าใจได้อีกอย่าง นั่นคือผู้ที่รอดคือาา เช่นเดียวกับความขัดแย้งระหว่างเหล่าสำนักมหาอำนาจ ราชวงศ์เฉียนไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ผู้อื่นต่างถอนตัวออกจากเวทีประวัติศาสตร์ เราเพียงแค่เหลือรอด และผู้คนที่เหลือรอดนั้นก็เป็าาไม่ใช่หรือ เ้าต้องแน่ใจเสมอว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไป หากคู่ต่อสู้ตาย แล้วเ้ายังมีชีวิตอยู่ เ้าก็คือผู้ชนะ” หลังจากพูดจบ เฉียนหลิงเทียนก็ยืนขึ้น เพราะชายชราที่คัดลอกแผนที่ได้กลับมาและมอบแผนที่ฉบับดั้งเดิมให้กับเฉียนหลิงอู่
หลังจากส่งเฉียนหลิงเทียนออกจากตำหนักหลิงอู่แล้ว เฉียนหลิงอู่กับฉินชูก็กลับมานั่งที่สวน
“ผู้ชนะคือาา ผู้ที่เหลือรอดคือาา ไม่นึกว่าในสายตาท่านพี่ของเ้าจะเหมือนกัน แต่มันก็สมเหตุสมผล ใครก็ตามที่หัวเราะเป็คนสุดท้าย ผู้นั้นคือาา” ฉินชูเห็นด้วยกับเฉียนหลิงเทียน คลื่นั์กวาดล้างหินทราย[1] เหลือรอดคือวีรบุรุษ
“การที่ท่านพี่รู้ว่าเ้าเกี่ยวข้องกับตระกูลเืศักดิ์สิทธิ์ นั่นไม่ได้ออกมาจากปากข้าจริงๆ” เฉียนหลิงอู่มองฉินชูพร้อมเอ่ยอธิบาย
ฉินชูเงยหน้าขึ้นมองเฉียนหลิงอู่ “ข้ารู้ว่าเ้าไม่ได้พูด สิ่งที่มีค่าที่สุดระหว่างมิตรสหายนั่นคือความไว้วางใจ หากปราศจากความไว้วางใจแล้วจะเป็มิตรสหายกันไปทำไม”
“ข้าดีใจมากที่เ้าพูดเช่นนี้” เฉียนหลิงอู่หยิบแผนที่ออกมาแล้วมอบให้ฉินชู
หลังจากรับมา ฉินชูก็เก็บมันเข้าไปในแหวนมิติเก็บของ
“หลิงอู่ ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว” หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฉินชูก็พูดขึ้น
“เ้าอยู่ต่ออีกสักสองวันได้หรือไม่”
เมื่อต้องเจอการฉุดรั้งของเฉียนหลิงอู่ ฉินชูเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงตัดสินใจอยู่ต่อ
หลังจากอยู่ได้สองวัน ขณะฉินชูกำลังจะออกเดินทาง เฉียนหลิงอู่ก็มาที่เรือนด้านข้างที่ฉินชูอาศัยอยู่ ด้านหลังนาง มีสาวใช้ในวังหลายคนเดินตามมา พวกนางต่างถือถาดไม้ที่มีเสื้อผ้าและโอสถวางอยู่
“พี่หลิงอู่ทำอะไร” ฉินชูลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเฉียนหลิงอู่ถึงยื้อเขาไว้ เพราะนางได้ตระเตรียมของบางอย่างให้เขา
“ในฐานะผู้ฝึกฝน โอสถเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้ และเมื่อเ้าออกไปข้างนอก หากเสื้อผ้าของเ้าไร้คุณภาพเกินไป คนอื่นอาจดูิ่เ้าได้ ข้าจึงเตรียมของพวกนี้ไว้ให้เ้า” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู
ฉินชูไม่รู้ว่าจะขอบคุณเฉียนหลิงอู่อย่างไรดี นอกจากผู้เฒ่าแล้วก็ไม่เคยมีใครใจดีกับเขาเช่นนี้มาก่อน
“รับมันไปเร็วเข้า” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู
ฉินชูพยักหน้าให้เฉียนหลิงอู่ แล้วรับเสื้อผ้ากับโอสถมา
เมื่อเห็นฉินชูรับไป เฉียนหลิงอู่ก็โบกมือสั่งให้สาวใช้ในวังออกไป จากนั้นก็หยิบเอาเชือกเส้นเล็กที่ถักอย่างวิจิตรบรรจงออกมา “นี่เป็เชือกอาคมที่ข้าถักขึ้นมาเอง เ้ารับไปเสีย”
หลังจากรับเชือกอาคมมาจากเฉียนหลิงอู่ ฉินชูก็ประสานมือให้นาง
“เื่ชาติกำเนิดคือปมในใจของเ้า หากไม่คลี่คลายเื่นี้ เ้าจะมีปมคาใจและไม่สงบสุข ดังนั้นข้าจะไม่รั้งเ้าเอาไว้” เฉียนหลิงอู่พูดกับฉินชู
“หากข้ากลับมา จะรีบมาเยี่ยมเ้าเป็คนแรก” เมื่อพูดจบ ฉินชูก็เดินออกจากตำหนักหลิงอู่ไป การลีลาชักช้าไม่ใช่นิสัยของเขา
ด้านนอกตำหนัก ฉินชูเห็นทหารยามเตรียมเกวียนสัตว์อสูรให้เขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ฉินชูขึ้นเกวียนและควบคุมเกวียนสัตว์อสูรออกจากเมืองหลวงต้าเฉียนไปด้วยตนเอง เฉียนหลิงอู่ทอดสายตาส่งฉินชูอยู่ตรงประตูตำหนักหลิงอู่
อสูรลากเกวียนคือเสือดำ เป็สัตว์อสูรขั้นที่สอง ฉินชูแค่ชี้ทาง มันก็สามารถเดินไปตามทางได้เอง เขานั่งอยู่ด้านในเกวียนสัตว์อสูรและเริ่มเอาแผนที่ออกมาศึกษา
ขณะดูแผนที่ยุทธภพศักดิ์สิทธิ์ ฉินชูรู้สึกว่าการแบ่งเขตพื้นที่ดินแดนของทั้งสิบสามอาณาจักรค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล เพราะอาณาจักรจงแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว้างขวางไม่น้อย เพียงอาณาจักรเดียวแต่กลับมีพื้นที่ใหญ่โตกว้างขวางกว่าทั้งสิบสองอาณาจักรรวมกันเสียอีก
สิ่งที่ฉินชูไม่รู้ก็คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์จงโจวเป็อาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุทธภพ ส่วนสิบสองอาณาจักรที่เหลือคือสถานที่ทุรกันดารและไร้อารยธรรมในสายตาของผู้ฝึกตนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จงโจว
“ถ้าไม่ดูก็ไม่รู้ พอรู้แล้วก็น่าใ อาณาจักรหนานเหยียนก็ยิ่งใหญ่พอแล้ว แต่เทียบกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์จงโจวไม่ได้เลย” ฉินชูพึมพำอยู่คนเดียวอย่างใ
เกวียนสัตว์อสูรยังคงเคลื่อนตัวไปตามทาง ฉินชูนั่งเข้าฌานอยู่ในเกวียน่กลางวัน ตกดึกก็หยุดพักแรม ปล่อยให้เสือดำได้พักผ่อน
ระหว่างการเดินทาง มีการต่อสู้เกิดขึ้นอยู่เป็เนือง มีทั้งสัตว์อสูรและโจรป่า แต่ไม่มีผู้ใดคุกคามเขาได้ สัตว์อสูรขั้นที่สี่ขึ้นไปคือขั้นแม่ทัพอสูร มีถิ่นอาศัยเป็ของตัวเองและจะไม่ปรากฏตัวออกมาง่ายๆ สำหรับผู้ฝึกตนและผู้ที่บรรลุขั้นหลิงหยวนก็ไม่มีทางมาเป็โจรได้ ดังนั้นนี่เป็การเดินทางที่สบายราบรื่นของฉินชู
ในวันนี้ตอนที่ฉินชูเข้าฌานขัดเกลาปราณกระบี่และกายกระบี่ ก็มีอาการร้อนผ่าวขึ้นมาที่หน้าอกอีกครั้ง ราวกับถูกเผาก็ไม่ปาน
ใน่เวลาคับขัน ฉินชูกินโอสถธาตุเย็นระงับอาการเอาไว้ แต่การอาการร้อนผ่าวกลับไม่ทุเลาลง
หลังจากร้อนผ่าวขึ้นที่หน้าอกหนึ่งวันเต็ม อาการก็ค่อยๆ หายไป ส่วนเสื้อผ้าตามตัวก็ไม่อยู่แล้ว ในตอนที่ร่างกายร้อนผ่าวกำเริบและฉินชูยังไม่ทันกินโอสถธาตุเย็น ไอความร้อนก็ทำลายเสื้อผ้าของเขาจนสลายไปหมด
ลืมตาขึ้นมาก็มองสำรวจร่างกายตัวเองและพบว่ามีบางอย่างผิดปกติตรงหน้าอก
เมื่อมองดูอย่างละเอียดก็พบว่ามีตราประทับสีแดงปรากฏขึ้นที่หน้าอก เมื่อยกมือขึ้นมาถูก็ถูไม่ออก อีกทั้งยังแข็งไม่น้อย
ไม่ใช่ ตรงหัวใจต้องเป็ิัและกล้ามเนื้อ แล้วมันแข็งได้อย่างไรกัน
สองมือนวดคลึงสักพัก ฉินชูก็พบว่าหน้าอกของตัวเองหรือก็คือบริเวณตรงกลางกล้ามหน้าอกสองมัดมีกระดูกชิ้นเล็กๆ เพิ่มขึ้นมาหนึ่งชิ้น แม้จะมีขนาดเล็ก แต่มันกลับมีอยู่จริงๆ
กระดูกศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ... หรือว่าตัวเองมีเืศักดิ์สิทธิ์ขั้นราชันย์และสามารถแปรเปลี่ยนเป็กระดูกศักดิ์สิทธิ์ได้จริงๆ ฉินชูอึ้งงัน เขาไม่เคยคิดมาก่อน แต่ตอนนี้กลับมีกระดูกเพิ่มขึ้นมาตรงกลางหน้าอกหนึ่งชิ้น มันอยู่ตรงนั้นและจับต้องได้จริงๆ
ฉินชูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือกและคลำสำรวจดูอย่างละเอียด
ลูบอยู่พักหนึ่ง ฉินชูก็พบว่านี่เป็กระดูกขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือ มีรูปร่างเหมือนเล่มกระบี่
“หรือว่าเกิดจากการฝึกฝนกายกระบี่” ฉินชูไม่เข้าใจ เพราะสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับตระกูลเืศักดิ์สิทธิ์มีน้อยยิ่งนัก
[1] คลื่นั์กวาดล้างหินทราย หมายถึง ทนต่อการทดสอบและการคัดเลือกหรือการต่อสู้ที่ดุเดือด
