เล่มที่ 3 บทที่ 89 หุบเขากระบี่
ผ่านไปสามวัน หลินเฟยก็เริ่มออกเดินทางไปยังหุบเขากระบี่
ใต้หุบเขาเวิ่นเจี้ยนนั้น มีวังใต้พิภพที่กินพื้นที่รัศมีถึงสิบลี้ ทั้งสี่ด้านรายล้อมไปด้วยธารลาวา นอกจากนี้วังใต้พิภพยังขนาบข้างไปด้วยเปลวไฟจากใต้พิภพ เมื่อมองจากไกลๆ จะเห็นราวกับว่าวังใต้พิภพแห่งนี้นี้ถูกสร้างอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง ที่แห่งนี้มีการป้องกันที่แ่าเลยทีเดียว จะพบกับศิษย์ขั้นมิ่งหุนเจ็ดคนยืนเฝ้าอยู่ที่ทางเข้า และในส่วนลึกของวังใต้พิภพยังมีผู้าุโขั้นจิงตันอีกสิบสามคนคุมอยู่อีกด้วย หลินเฟยถือป้ายคำสั่งเดินบนสะพานแขวนที่พาดผ่านธารลาวากว้างประมาณสามฉื่อ เมื่อเดินมาถึงบริเวณหน้าทางเข้า หลินเฟยจึงยื่นป้ายคำสั่งในมือให้ จากนั้นจึงได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้ามา…
“คารวะศิษย์พี่โจว” ผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือศิษย์สายตรงลำดับที่แปด เป็ศิษย์จากหุบเขาเทียนจี มีนามว่าโจวอวิ๋น เมื่อสังเกตจากรูปลักษณ์ภายนอก เขาน่าจะมีอายุประมาณสี่สิบกว่าปี ท่าทางดูเป็คนสุขุมหนักแน่นเลยทีเดียว
ความจริงแล้วในบรรดาศิษย์สายตรง โจวอวิ๋นคือคนที่มีอายุมากที่สุด ว่ากันว่าเมื่อร้อยปีก่อนโจวอวิ๋นกำลังจะได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรงแล้ว แต่เพราะมีนิสัยเอื่อยเฉื่อย จึงอยู่ลำดับที่เจ็ดไม่ก็แปดมาตลอด หลายปีมานี้มีเหล่าศิษย์ที่เก่งกาจได้ปรากฏตนขึ้นมามากมาย ในอดีตมีหลัวอวี้เจิน บัดนี้ก็มีหลี่ชิงซ่านที่ขั้นบำเพ็ญของเขาสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวะโ แม้จะเห็นว่าเหล่าศิษย์น้องใกล้จะแซงหน้าตนเองไปหมดแล้ว โจวอวิ๋นกลับยังนิ่งเป็ทองไม่รู้ร้อนเช่นเดิม
ตลอดร้อยปีมานี้ เขาไม่ได้ออกจากวังใต้พิภพเลยแม้แต่ครั้งเดียว...
ศิษย์ที่เข้ามาใหม่หลายๆคน จึงกลับไม่รู้ว่าที่แห่งนี้มีศิษย์สายตรงที่ชื่อโจวอวิ๋นอยู่ด้วย…
“หึหึ ศิษย์น้องหลิน…” โจวอวิ๋นยิ้มออกมาอย่างเป็กันเอง พลางรับป้ายคำสั่งจากหลินเฟย ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเป็มิตร
“งานประลองศิษย์สายตรงครั้งนี้ เ้าถือว่าโดดเด่นไม่เบาเลย แม้แต่ที่วังใต้พิภพแห่งนี้ยังต่างพากันพูดถึง”
“ฮ่าๆ ศิษย์พี่จะอวยกันเกินไปแล้ว ก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ”
“ผู้ที่มีกายเย่หัวแต่กำเนิด ถือได้ว่าเป็อัจฉริยะที่ในหนึ่งร้อยปีจะเจอสักครั้งหนึ่ง แถมกระบี่โบราณนั่น แม้แต่เ้าสำนักยังเอ่ยว่ามีที่มาไม่ธรรมดา ดังนั้นการที่ศิษย์น้องหลินเอาชนะมาได้ จะต้องไม่ใช่แค่โชคช่วยแน่นอน…”
โจวอวิ๋นพูดขณะที่เดินนำหลินเฟยมาที่ส่วนลึกของวังใต้พิภพ
เบื้องหน้าเป็ประตูบานั์สูงนับสิบจ้าง ที่มีสีดำสนิท แม้จะมีแสงผ่านมา แต่มันก็ราวกับจะถูกดูดกลืนไปจนหมด ทำให้แสงเ่าั้ไม่อาจลอดผ่านไปได้ ขณะยืนอยู่หน้าประตู หลินเฟยไม่ได้รู้สึกถึงไอิญญาเลยสักนิด เหมือนกับมีของหนักบางอย่างกดทับไอิญญาไว้อยู่…
“ในอดีตมีศิษย์ที่หลุดเข้าไปในช่องโหว่มากมาย ทำให้ปรมาจารย์หงอวิ๋นเกิดรำคาญขึ้นมา เขาจึงสะบั้นหุบเขากระบี่จนเกิดเป็วังใต้พิภพแห่งนี้ และได้นำหินปี้ปัวมาทำเป็ประตูบานั์เพื่อสะกดช่องโหว่เ่าั้อีกด้วย นับจากนั้นมาเหล่าศิษย์ของสำนักเวิ่นเจี้ยนก็สามารถเข้าออกที่นี่ได้ตามที่้า…” โจวอวิ๋นหยุดอยู่ที่บานประตูั์ ก่อนจะเล่าให้หลินเฟยฟังอย่างใจเย็น…
“สมกับเป็ปรมาจารย์หงอวิ๋น ช่างร่ำรวยจริงๆ…” หลินเฟยลูบจมูกพร้อมกับชื่นชมเื่ราวของปรมาจารย์หงอวิ๋นไปด้วย หินปี้ปัวนั้นสามารถนำมาสงบจิตใจและสยบไอิญญาได้ จึงมีปรมาจารย์หลอมอาวุธมากมายนำเอาหินปี้ปัวไปเป็รากฐาน ทว่าหินปี้ปัวมีขนาดเพียงแค่กำปั้นเดียวเท่านั้น แต่กลับมีราคาสูงถึงสิบหินิญญา แน่นอนว่าบานประตูั์สูงกว่าสิบจ้างนี้ เห็นทีคงจะมีราคาไม่เบาเลย…
“หึหึ ปรมาจารย์หงอวิ๋นถือว่าร่ำรวยมากทีเดียว แถมยังทิ้งสมบัติมากมายไว้ให้สำนักอีกด้วย…”
หลังจากคุยเล่นอยู่ชั่วครู่ โจวอวิ๋นก็เปิดค่ายกลออกมา จากเดิมที่เป็บานประตูหนาอันมืดสนิท เมื่อได้รับพลังปราณเข้าไปก็เกิดสั่นะเื จนเริ่มเห็นเป็ภาพเลือนราง เมื่อเวลาผ่านไปทีละนิด ภาพเลือนรางเ่าั้ก็เริ่มชัดเจนขึ้นมา จากนั้นเบื้องหน้าของพวกเขาก็กลายเป็ทะเลทรายในที่สุด
“นี่คือพิภพในหุบเขากระบี่…” โจวอวิ๋นชี้ไปทางทะเลทรายยาวสุดลูกหูลูกตาที่อยู่ด้านหลังของประตูั์
“หุบเขากระบี่เต็มไปด้วยพลังของแร่จิงซ่า สิ่งมีชีวิตล้วนไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หลายพันปีมานี้ ถึงแม้จะพยายามนำพืชพันธุ์ต่างๆเข้าไปปลูก แต่กลับมีชีวิตรอดไม่ถึงครึ่ง หลังจากศิษย์น้องหลินเข้าไป ก็ไปพักที่อารามตรงเชิงเขาก่อนเถิด เพราะหลังจากขึ้นเขาแล้ว แม้แต่น้ำสักหยดก็คงไม่มีให้ดื่ม…”
“ขอบคุณ”
หลังจากกล่าวขอบคุณโจวอวิ๋น หลินเฟยก็มุ่งตรงไปที่ประตูั์ ทว่าก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนขึ้นมา อีกทั้งยังมีแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาอีกด้วย เขาได้ยินเสียงดังกระหึ่มอยู่รอบๆตัว ราวกับเวลาผ่านไปนับหมื่นปี แต่บางครั้งก็เหมือนผ่านไปเพียงครู่เดียว ขณะที่หลินเฟยลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบด้านก็พลันเปลี่ยนไป ไม่มีวี่แววของวังใต้พิภพอีก เหลือแต่เพียงทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด…
“แร่จิงซ่าเข้มข้นเลยทีเดียว…” หลินเฟยสูดลมหายใจ รู้สึกได้ถึงกระแสคมกริบบางอย่างกำลังกรีดไปทั่วร่างของเขา รู้สึกปวดร้าวไปหมดั้แ่หลอดลมจนถึงปอด ร่างทั้งร่างก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที ไม่ต่างอะไรกับแบกูเาขนาดใหญ่ไว้เลย
และความกดดันเช่นนี้ ก็ไม่ได้เกิดเพียงจุดเดียวเท่านั้น
แต่มันกลับมาจากทุกทิศทุกทาง
เหมือนกับถูกมือั์กดทับลงมาเลยทีเดียว…
แรงกดดันจากแร่จิงซ่าน่ากลัวกว่าที่คิดไว้มาก ยังดีที่เขาได้เตรียมตัวมาก่อน ไม่เช่นนั้นละก็ การเดินทางมาหุบเขากระบี่ครั้งนี้ จะต้องเป็ประสบการณ์แย่แน่ๆ
เมื่อนึกถึงเื่นี้หลินเฟยก็หยิบหินตงจี๋ออกมา ชั่วขณะที่จิตนึกคิดอยู่นั้น แสงทิพย์ตงจี๋ก็เรืองรองขึ้นมาทันที ทันใดนั้นหลินเฟยรู้สึกตัวเบาขึ้นมา แรงกดดันมหาศาลก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์
ทว่าแสงทิพย์ตงจี๋กลับไม่สามารถขจัดกระแสคมกริบในอากาศได้
หลินเฟยจึงต้องโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนอีกครั้ง เพื่อหลอมละลายกระแสโลหะในอากาศ
เป็เวลานานกว่าหลินเฟยจะมีเวลามองพิภพน้อยนี้ได้อย่างเต็มตา สายตาไล่สำรวจไปเื่ๆ เห็นแค่เพียงทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลและร่องรอยแห่งความทรุดโทรม นอกจากนี้ทั่วทั้งผืนฟ้ายังเต็มไปด้วยหมอกควันสีทอง ซึ่งก็คือแร่จิงซ่าที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณนั่นเอง
“ไปอารามที่ศิษย์พี่โจวบอกก่อนดีกว่า…”
หลินเฟยอดทนต่อกระแสแร่จิงซ่าอันเข้มข้นที่ปกคลุมในอากาศและมุ่งหน้าไปยังหุบเขากระบี่ ประมาณครึ่งชั่วยามถัดมา หลินเฟยก็เดินทางมาถึงเชิงเขาในที่สุด พอกวาดตามองไป ที่แห่งนี้ดูคล้ายกับกระบี่ั์ที่แทงทะลุผืนฟ้า จะยอดหุบเขากระบี่สูงเสียดฟ้าก็ดี หรือผาสลับซับซ้อนที่มีพื้นผิวมันวาวก็ตาม สายตาของเขาในตอนนี้เห็นเพียงทางสายน้อยอันคดเคี้ยวที่มีปลายทางคือยอดเขาเท่านั้น อีกทั้งบริเวณต้นทางสายน้อยก็มีอารามเก่าแก่แสนทรุดโทรมตั้งอยู่ อารามแห่งนี้มีสภาพราวกับไม่ได้ซ่อมแซมมาร้อยปีก็ว่าได้ ขณะที่ก้าวเท้าเข้าไป ก็มีศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายพอดี
“ไม่ทราบว่า ท่านเป็ศิษย์พี่ท่านใดหรือ?” เมื่อเห็นศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนคนนี้ หลินเฟยก็รู้ทันทีว่าเขาก็มีขั้นบำเพ็ญย่างหยวนเช่นกัน ดูไปดูมาน่าจะมีอายุประมาณสามสิบกว่าๆเห็นจะได้ ทว่าเมื่อเขาเห็นใบหน้าของหลินเฟยก็เกิดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
-------------------------------------------------------------------------------------------------
