บทที่ 131 หล่อนคู่ควรเหรอ
หลายปีต่อมา ทุกครั้งที่คนเหล่านี้ระลึกถึงเหตุการณ์วันนี้ มักจะกลั้นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งไว้ไม่อยู่
ตอนนั้นผ่านการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ไปแล้ว อย่าว่าแต่เอกสารเลย แค่หนังสือยังหายาก แต่สวี่จือจือไม่เพียงให้พวกเขายืมหนังสืออันล้ำค่า ยังให้เอกสารและบันทึกของเธอด้วย
ตอนแรก พวกเขารู้สึกขอบคุณที่สวี่จือจือไม่ถือโทษโกรธเคือง ให้ยืมหนังสือเรียนอย่างไม่เห็นแก่ตัว การเติมดอกไม้บนผ้าแพรทำได้ง่าย แต่การส่งถ่านในหิมะนั้นยากยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์พักของยุวปัญญาชนกับสวี่จือจือเคยไม่ลงรอยกัน
แต่เมื่อทุกคนตื่นเต้นกล่าวขอบคุณนับพันครั้ง หอบของจากสวี่จือจือกลับศูนย์พักของยุวปัญญาชน เริ่มแรกแค่คัดลอกหนังสือ แต่คนมีเยอะ หนังสือมีแค่เล่มเดียวจะทำยังไง?
แน่นอนว่าต้องคัดลอก
แต่มีแค่เล่มเดียว ทุกคนต้องผลัดกันคัด แล้วคนที่ยังไม่ถึงคิวจะทำยังไง?
บางคนคัดเอกสาร บางคนคัดบันทึกของสวี่จือจือ
ตอนแรกไม่มีอะไร แต่คัดไปคัดมา ปัญหาก็เกิด
“โจทย์นี้แก้แบบนี้เหรอ?” ชายยุวปัญญาชนที่คัดบันทึกขมวดคิ้ว “์ ถึงว่าทำไมสมัยก่อนฉันถึงทำผิดตลอด”
ทุกคนได้ยินเขาพูดแบบนี้ ต่างพากันเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คราวนี้ถึงค้นพบความลับในบันทึกของสวี่จือจือ เพื่อนสนิทของเมิ่งไห่หยางนึกถึงคำพูดก่อนหน้า ตบขาตัวเองดังฉาด
“ฉันเข้าใจแล้ว”
เข้าใจอะไร? ทุกคนงุนงง
“นี่แหละ ของล้ำค่าจริงๆ” เขาตื่นเต้นพูด “ดูโจทย์นี้สิ วิธีคิดและการแก้โจทย์ ไม่รู้สึกเหมือนเข้าใจทันทีเหรอ?”
“อันนี้… เป็บันทึกของสหายสวี่?”
“หรืออาจเป็ของลู่ซืออวี่” บางคนพูด “ได้ยินว่าลู่ซืออวี่เรียนเก่งมาโดยตลอด”
ยังคงไม่เชื่อว่าคนที่เรียนไม่จบประถมจะเขียนตัวอักษรได้ดี และวิธีแก้โจทย์ชัดเจนขนาดนั้น
“อาจจะใช่”
“เป็ไปไม่ได้” เกาจิงจิงพูด “ฉันเคยเห็นตัวอักษรที่พี่จือจือเขียน นี่คือบันทึกของเธอ”
“ไม่เชื่อก็ช่าง” เกาจิงจิงโมโห อยากเอาบันทึกคืน “ของพวกนี้พวกนายอย่าใช้เลย”
ไม่มีเหตุผลที่จะใช้ของคนอื่นแล้วยังมาวิพากษ์วิจารณ์
“พวกเราผิดไปแล้วก็ยังไม่ได้เหรอ?” เหล่ายุวปัญญาชนพูดด้วยรอยยิ้ม
“พวกนายว่าถ้านี่เป็บันทึกของสวี่จือจือจริงๆ” มีคนพูดเบาๆ “การเดิมพันของอันฉิน…”
เขาไม่พูดต่อ แต่ทุกคนรู้ความหมาย
“เดิมพันอะไรกัน ตอนนี้ยังมีกะจิตกะใจคิดเื่นี้อีกเหรอ?” เมิ่งไห่หยางไม่รู้กลับมาตอนไหนพูด “ตอนนี้มีหนังสือและเอกสารแล้ว ถ้ายังไม่พยายามให้ดี จะไม่สมกับที่เธอให้ยืม”
“ใช่แล้ว” เหล่ายุวปัญญาชนพยักหน้าเห็นด้วย “พวกเราจะต้องสอบติดมหาวิทยาลัยให้ได้”
ถึงไม่มีใครเตือน แต่ทุกคนเหมือนตกลงกันโดยปริยาย ไม่พูดถึงบันทึกของสวี่จือจืออีก และไม่มีใครไปบอกอันฉินเื่นี้
ทุกคนเริ่มตั้งใจเรียนกันอย่างเต็มที่
“พี่จือจือ” ลู่ซืออวี่ไม่เข้าใจการตัดสินใจของสวี่จือจือ “พวกยุวปัญญาชนหยิ่งผยองมาตลอด ทำไมพี่ถึงให้พวกเขายืมเอกสารล่ะคะ?”
“ไม่กลัวพวกเขาจะใช้เอกสารเธอ แล้วสอบได้คะแนนสูงกว่าเธอเหรอ?” ลู่ซือหยวนถาม
สวี่จือจือเพียงยิ้มตอบ
“ถ้าสอบได้สูงกว่าฉันก็แปลว่าฉันสู้เขาไม่ได้” เธอพูด “ยุคนี้ไม่ยุติธรรมกับพวกเขานัก ฉันก็ทำได้แค่นี้แหละค่ะ”
“การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปิดทั่วประเทศ” สวี่จือจือพูดต่อ “ที่นี่มียุวปัญญาชนแค่กี่คนเอง? ยิ่งไปกว่านั้นฉันกล้าให้พวกเขายืมหนังสือและเอกสาร เพราะฉันมั่นใจว่าจะสอบได้ดีกว่าพวกเขาทั้งหมด”
ตอนสวี่จือจือพูดคำนี้ เธอเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความมั่นใจ
ลู่จิ่งซานออกมาได้ยินคำพูดนี้พอดี รอยยิ้มบนหน้าชัดขึ้น
สมกับเป็สวี่จือจือถึงทำเื่แบบนี้ออกมาได้
และสมกับเป็ผู้หญิงที่เขาชอบ
เพียงแต่…ลู่จิ่งซานอดนึกถึงคำที่กู้เสวียหมินพูดตอนมาส่งเอกสารวันนี้ ‘นายจะให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยจริงๆ เหรอ? ถ้าเธอสอบติดแล้วถีบหัวส่งนายล่ะ?’
ตอนนั้นเขาจ้องกู้เสวียหมิน ไม่ตอบคำถาม แต่ในใจมีคำตอบ
กรณีนี้บอกได้แค่ปัญหาหนึ่งข้อว่าเขาไม่ดีพอ เลยเป็โอกาสให้เธอถีบหัวส่งเขา
เพราะอย่างนั้นตอนนี้เขาอยากรีบยืนให้ได้
“นี่ยาของนาย” กู้เสวียหมินยื่นยาทาให้ลู่จิ่งซาน “หังจื่อบอกว่าหมอให้นายไปเมืองหลวงสักครั้ง จะได้จ่ายยาทาที่เหมาะกับนาย”
ยาทานี้แค่หมอผสมตามคำบอกของเซียวหัง มีตัวยาหลายอย่างที่ไม่กล้าใช้ ถ้าไม่ใช่เพราะหลานชายมีเื่ขอร้องเซียวหัง คุณหมอจะไม่ผสมให้
“ไม่เคยเห็นคนป่วยแบบนี้มาก่อน” คุณหมอะโด้วยความโมโห “คนแบบนี้พิการไปเลยดีกว่า”
ถึงโมโห แต่ยาที่ผสมให้ก็ดีเลิศ
ลู่จิ่งซานตอนนี้ทายาตรงเวลา ควบคู่กับการทำกายภาพบำบัด ความรู้สึกที่ขาดีขึ้นเรื่อยๆ
“รู้แล้ว” ลู่จิ่งซานพูด “สามวันให้หลัง นายให้หังจื่อจัดการทางนั้น ฉันจะไป”
ตอนนี้ที่บ้านน่าจะไม่มีอะไร ร้านซาลาเปาก็เข้าที่เข้าทาง
ั้แ่ยืนยันฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สวี่จือจือก็เหมือนถูกไขลาน นอกจากกินข้าวพักผ่อนจำเป็ ที่เหลือคืออ่านหนังสือหรือทำโจทย์
“ได้” กู้เสวียหมินตบไหล่ด้วยความตื่นเต้น “ในที่สุดนายก็คิดได้”
์ ถ้าอีกฝ่ายเป็แบบนี้ต่อไป เขาก็คิอว่าว่าจะไปบอกสวี่จือจือดีไหม
เหอเสวี่ยฉินรู้สึก่นี้ไม่มีอะไรเป็ไปตามที่หวังเลย เธอยังหาวิธีจัดการสวี่จือจือไม่ได้ ผลลัพธ์คือนังแพศยาอันฉินถึงกับยุให้โจวเป่าเฉิงไปคืนดีกับโจวต้าไห่ ไม่เพียงเท่านั้นโจวต้าไห่ยังจัดการหาหน้าร้านให้
และที่ทำให้เหอเสวี่ยฉินโมโหสุดคือ เ้าของหน้าร้านเขียนชื่ออันฉิน
ไม่รู้สองพ่อลูกคู่นี้คิดอะไรอยู่ โง่สิ้นดี
แต่เธอจะพูดยังไง?
เธอรู้ตอนอันฉินเอาเอกสารทรัพย์สินมาให้ดู
ให้เธอดูเหรอ?
นั่นเรียกว่าอวดต่างหาก!
เหอเสวี่ยฉินนอนบนเตียงด้วยความโมโหหลายวัน โจวเป่าเฉิงพูดยังไง เธอก็ไม่ยอมให้อันฉินไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เธอมองออกแล้ว ยุวปัญญาชนหญิงคนนี้เล่ห์เหลี่ยมเยอะ ลูกชายโง่ของเธอถูกหลอกจนสับสนไปหมด
ถ้าอันฉินสอบติดมหาวิทยาลัย โจวเป่าเฉิงจะเหลืออะไร?
ยังมีสวี่จือจือ ลูกสาวของนังแพศยานั่นอยากสอบมหาวิทยาลัย? อยากมีชีวิตดี?
หล่อนคู่ควรเหรอ?
เหอเสวี่ยฉินฝืนลุกจากเตียง แววตาเต็มไปด้วยความโเี้
.............................