บทที่ 5: ภัตตาคารไท่ผิงโหลว
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของเหล่าแม่ค้าและความสิ้นหวังที่เริ่มกัดกินใจหลี่เม่ย เพ่ยหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกที่ซูบผอมกระเพื่อมไหว แววตาที่เคยหม่นแสงเพราะพิษไข้กลับวาวโรจน์ขึ้นมาอีกครั้ง เธอรู้ดีว่าในโลกของการทำธุรกิจ ‘สินค้าที่ดี’ หากไม่มี ‘การตลาดที่ฉลาด’ มันก็คือเศษขยะที่ไม่มีใครแลมอง
“แม่คะ อย่าเพิ่งเก็บค่ะ”
เพ่ยหลิงคว้ามือหลี่เม่ยไว้มั่น ก่อนจะหยิบห่อใบตองห่อหนึ่งขึ้นมา มือเรียวเล็กฉีกใบตองออกอย่างใจเย็น ทันทีที่ห่อถูกเปิดออก กลิ่นหอมนวลของผักกาดที่ผ่านการดองด้วยกรรมวิธีพิเศษ กลิ่นเปรี้ยวที่สดชื่นผสมกับความเผ็ดร้อนจาง ๆ ของพริกและกลิ่นนวลของน้ำปรุงรส ก็กระจายตัวออกไปตามสายลมยามสาย กลิ่นนั้นสะอาดและเย้ายวนใจจนคนที่เดินผ่านไปมาถึงกับชะงักฝีเท้า
“ทุกคนคะ! ผักกาดดองที่ฉันขาย ไม่ใช่แค่ผักดองเค็มธรรมดาที่ทุกบ้านทำกินกัน แต่นี่คือ ‘หยกกรอบสามรส’ ที่จะทำให้มื้ออาหารที่แสนธรรมดา กลายเป็มื้อพิเศษเหมือนได้นั่งกินในภัตตาคารใหญ่เลยนะคะ!”
เสียงของเธอแม้จะยังไม่ดังมาก แต่กลับกังวานและเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ผิดแผกไปจากเด็กสาวชาวนาทั่วไป
ในจังหวะนั้นเอง ฝูงชนที่กำลังขวักไขว่เริ่มเปิดทางออก ชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานในชุดเสื้อป่านเนื้อดีสีเทาเข้ม สวมแว่นตากรอบทองดูฉลาดเฉลียว เดินเอามือไขว้หลังเข้ามาอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยบารมีที่ทำให้แม่ค้าเ้าถิ่นอย่างป้าหวังถึงกับรีบหุบปากและก้มหน้าลง
เขาคือ เถ้าแก่จิวเหอจิ้ง เ้าของ ไท่ผิงโหลว ภัตตาคารที่ใหญ่และเลื่องชื่อที่สุดในอำเภอหนิงเหอ
เถ้าแก่จิวหยุดกึก สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นจ้องมองไปที่ผักกาดสีเหลืองทองในห่อใบตอง จมูกของเขาขยับเล็กน้อยเพื่อสูดกลิ่นที่แปลกใหม่และสะอาดสะอ้านนั้น
“แม่หนู... เมื่อกี้เธอบอกว่านี่คือ ‘หยกกรอบสามรส’ อย่างนั้นหรือ?” เสียงทุ้มต่ำของเถ้าแก่ดังขึ้น
เพ่ยหลิงไม่ได้แสดงอาการประหม่า เธอประสานสายตากับเถ้าแก่ผู้ทรงอิทธิพลด้วยความสงบ “ใช่ค่ะเถ้าแก่ ผักกาดดองนี้ใช้กรรมวิธีดองแบบโบราณที่หายไปแล้ว ผิวัักรอบสะท้านฟัน รสชาติกลมกล่อมสามรสโดยไม่พึ่งพาสารเคมี หากท่านไม่เชื่อ... เชิญท่านพิสูจน์ด้วยตัวเองเลยค่ะ”
เธอส่งชิ้นผักกาดที่หั่นอย่างประณีตให้เขาด้วยมือที่มั่นคง เถ้าแก่จิวรับมาพิจารณา สีของมันเหลืองใสราวกับอำพัน เขาใส่เข้าปากช้า ๆ ...
“กรวบ!”
เสียงความกรอบของผักดังกึกก้องในความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ รสััแรกคือความเค็มจาง ๆ ที่เรียกน้ำย่อย ตามมาด้วยความหวานลุ่มลึกที่ซึมซาบจากน้ำปรุงรส และปิดท้ายด้วยความเผ็ดร้อนที่ช่วยล้างความเลี่ยนได้อย่างชะงัด มันเป็รสชาติที่มีมิติและชั้นเชิงอย่างที่เขาไม่เคยได้กินมาก่อน แม้แต่ในครัวของตัวเอง
เถ้าแก่จิวหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยแววตาที่เป็ประกาย “สดชื่น! กลิ่นสะอาดมาก ไม่มีรสฝาดโคลนหรือกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของผักเน่าเลยแม้แต่นิดเดียว... อร่อยมากแม่หนู เ้าทำผักนี่เองงั้นหรือ?”
“ทุกขั้นตอนผ่านมือของฉันและแม่ค่ะเถ้าแก่” เพ่ยหลิงตอบพลางยิ้มบาง “ฉันตั้งราคาไว้ห่อละ 5 เฟื้อง เพราะคุณภาพของวัตถุดิบและกรรมวิธีที่ต้องใช้ความประณีตสูง ท่านคิดว่า... ราคานี้แพงไปสำหรับรสชาติที่ท่านเพิ่งได้รับไหมคะ?”
เถ้าแก่จิวหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะของเขาทำให้แม่ค้าคนอื่น ๆ ถึงกับหน้าซีดเผือด “5 เฟื้องงั้นหรือ? สำหรับรสชาติระดับนี้... มันถูกเหมือนได้เปล่าเลยต่างหาก!”
เขากวาดสายตามองไปที่ตะกร้าทั้งสองใบ “งั้นวันนี้ฉันเหมาทั้งหมดเลย! และแม่หนู... ถ้าเธอสามารถทำรสชาติให้คงที่แบบนี้ได้ทุกวัน วันพรุ่งนี้หรือวันไหนก็ได้ ให้แบกไปส่งที่ไท่ผิงโหลว ฉันจะรับซื้อเป็เ้าประจำ!”
คำพูดของเถ้าแก่จิวเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางตลาดหนิงเหอ หลี่เม่ยถึงกับน้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจและสับสน ส่วนป้าหวังและพวกที่เคยหัวเราะเยาะต่างยืนแข็งค้างประหนึ่งถูกสาป
เพ่ยหลิงค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยจริตที่สง่างาม “ขอบคุณเถ้าแก่ที่ตาถึงค่ะ ฉันขอเวลาอีกห้าวันจะนำ ‘หยกกรอบ’ ที่ดีที่สุดไปส่งให้ที่ไท่ผิงโหลวแน่นอนค่ะ”
หลังจากร่างของเถ้าแก่จิวลับหายไปในฝูงชน บรรยากาศรอบแผงของเพ่ยหลิงที่เคยหนาวเหน็บด้วยคำถากถาง กลับกลายเป็ความตื่นตะลึงและเงียบงันจนแม้แต่เข็มตกก็คงได้ยินเสียง เหล่าแม่ค้าที่เคยประสานเสียงเยาะเย้ยต่างพากันยืนอ้ำอึ้ง ทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นสินค้าที่พวกตนตราหน้าว่าเป็ของไร้ราคา กลายเป็สิ่งที่ภัตตาคารใหญ่้า
เพ่ยหลิงมองดูห่อใบตองสองห่อสุดท้ายที่เหลืออยู่ เธอไม่ได้เก็บมันลงไห แต่กลับคลี่มันออกอย่างใจเย็น
“ในเมื่อวันนี้เถ้าแก่จิวเหมาไปหมดแล้ว สองห่อนี้ฉันขอแจกให้ทุกคนได้ชิมนะคะ ถือว่าทำความรู้จักกันไว้ เพราะพรุ่งนี้ฉันต้องมาที่นี่อีกแน่”
น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงด้วยความเมตตาทำให้อารมณ์ของผู้คนรอบข้างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ชาวบ้านและแม่ค้าแถวนั้นต่างกรูกันเข้ามาขอชิมด้วยความอยากรู้อยากเห็น และทันทีที่ผักกาดชิ้นแรกแตะลิ้น เสียงอุทานด้วยความแปลกใจก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย
“์! มันกรอบจริงๆ ด้วย รสชาติไม่เหมือนผักดองที่ฉันเคยทำเลยสักนิด” “แม่หนู พรุ่งนี้เ้าจะมาอีกใช่ไหม? ฉันจะซื้อไปให้ลูกที่บ้านกินบ้าง รสชาติแบบนี้เด็ก ๆ ต้องชอบแน่”
เพ่ยหลิงยิ้มรับทุกคำถามด้วยความสุภาพ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นป้าหวังที่บัดนี้นางยืนหลบอยู่หลังเข่งผัก ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางจ้องมองห่อผักดองด้วยความหิวกระหาย เพ่ยหลิงเดินเข้าไปหาช้า ๆ ก่อนจะยื่นชิ้นผักกาดสีเหลืองนวลส่งให้ถึงมือ
“ลองชิมดูสิคะป้าหวัง เผื่อจะช่วยให้ป้าหายเจ็บคอจากการะโด่าฉันเมื่อกี้ได้บ้าง”
ป้าหวังชะงัก หน้าแดงระเรื่อด้วยความอับอาย แต่นิ้วมือที่สั่นเทาก็ยังเอื้อมมารับผักชิ้นนั้นไปใส่ปากอย่างเสียไม่ได้ ทันทีที่ความกรอบแผ่ซ่าน นางก็เบิกตากว้าง ความเกลียดชังในแววตาพังทลายลงเหลือเพียงความอัศจรรย์ใจ
“เอ้อ... อร่อย... อร่อยจริงๆ นั่นแหละ” ป้าหวังพึมพำเสียงเบา แม้จะขยับหนีด้วยความเขินอายแต่ก็ยังเคี้ยวผักชิ้นนั้นอย่างทะนุถนอม
เมื่อขายของหมดเกลี้ยงและได้รับเงินมัดจำบางส่วนจากลูกน้องของเถ้าแก่จิว เพ่ยหลิงกุมเงินปึกแรกในชีวิตใหม่ไว้ในมือ สำหรับเธอตอนนี้ มันมีค่ามากกว่าตัวเลขในบัญชีธนาคารล้านหยวนในโลกอนาคตเสียอีก เพราะนี่คือเงินที่แลกมาด้วยสมองและหยาดเหงื่อในร่างที่อ่อนแอ
“แม่คะ เราไปซื้อของกันเถอะค่ะ”
เพ่ยหลิงพาหลี่เม่ยที่ยังเดินตัวลอยด้วยความดีใจ ตรงไปยังร้านขายอุปกรณ์การเกษตรและเครื่องครัว เธอสั่งซื้อ ไหดินเผาขนาดใหญ่ เพิ่มอีกห้าใบเพื่อขยายกำลังผลิต จากนั้นเธอก็มุ่งหน้าไปที่แผงขายผักสด กวาดซื้อผักกาดเขียวคุณภาพดีที่สุด พร้อมทั้งเครื่องเทศและเกลือสมุทรในปริมาณที่มากขึ้น
เธอไม่ลืมที่จะแวะร้านขายเมล็ดพันธุ์ ซื้อเมล็ดผักกาดและปุ๋ยคอกเพื่อเตรียมจะปลูกเองในที่ดินมรดกของพ่อ เพราะนักบัญชีอย่างเธอรู้ดีว่าการ “ลดต้นทุนจากต้นน้ำ” คือกุญแจสำคัญของกำไรที่ยั่งยืน
ก่อนกลับบ้าน เพ่ยหลิงยังแวะซื้อข้าวสารขาวสะอาดเนื้อดีหนึ่งกระสอบโต และเนื้อหมูติดมันอีกหนึ่งกิโลกรัมเพื่อกลับไปบำรุงร่างกายของคนในครอบครัว
“เพ่ยหลิง... เราใช้เงินเยอะขนาดนี้เลยหรือลูก?” หลี่เม่ยถามด้วยความกังวล
“แม่คะ เงินคือกระแสเื ถ้าเราเก็บมันไว้เฉย ๆ มันก็คือกระดาษ แต่ถ้าเราปล่อยให้มันไหลเวียนไปซื้อเครื่องมือ ซื้อวัตถุดิบ และซื้อสุขภาพ... มันจะย้อนกลับมาหาเรามากกว่าเดิมร้อยเท่าพันเท่าค่ะ”
เพ่ยหลิงยืนประคองกองข้าวของอยู่บนรถโดยสารประจำหมู่บ้านในขากลับสายตายของป้าหวังมองสองแม่ลูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สายลมฤดูฝนที่พัดผ่านทุ่งนาเขียวขจีในยามเย็นดูเหมือนจะบรรเลงเพลงแห่งชัยชนะ ชีวิตในร่าง ‘อู๋เพ่ยหลิง’ ไม่ใช่เื่น่าหดหู่อีกต่อไป แต่มันคือกระดานหมากรุกที่เธอกำลังจะรุกฆาตโชคชะตาอย่างช้า ๆ!
