บทที่8 ทุกอย่างในรั้วนี้เป็ของตระกูลหลี่
เมื่อเท้าทั้งแปดคู่ย่ำผ่านธรณีประตูไม้เก่าๆ เข้าสู่เขตหมู่บ้านซานชุน บรรยากาศอบอุ่นจากแสงสีทองของดวงอาทิตย์อัสดงก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นะเืของเงามืดที่ทอดยาวมาจากบ้านหลังใหญ่ของตระกูลหลี่ กลิ่นอายของฟืนที่เผาไหม้และเสียงตะหลิวกระทบกระทะดังแว่วมาจากบ้านเรือนรอบข้าง ทว่าสำหรับพวกเขาสี่คน ความสงบเงียบที่ดูผิดปกตินี้กลับเป็เหมือน ความเงียบก่อนพายุจะพัดกระหน่ำ
หลี่อันอันที่พยายามเดินด้วยขาเล็กๆ ของตนเองหยุดชะงักลงที่หัวมุมถนน นางััได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาจากเงามืด สัญชาตญาณแพทย์ทหารที่เคยผ่านการซุ่มโจมตีมานับครั้งไม่ถ้วนะโเตือนในใจ
"พี่ใหญ่..." นางกระซิบเรียกหลี่ฮ่าวที่เดินขนาบข้าง
"ข้ารู้แล้วอันอัน" หลี่ฮ่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้มั่นคง เขากระชับสายตะกร้าบนหลังแน่นขึ้น ในนั้นมีห่อผ้าที่พันรอบ โสม์อยู่ อย่างมิดชิด เขาหันไปพยักหน้าให้หลี่ิที่แบกกวางป่าตัวน้อย
“พี่ใหญ่ เ้าแอบไปหลังพุ่มไม้ตรงนั้นก่อน พยายามจัดระเบียบหญ้าแห้งในตะกร้าให้ดูเหมือนมีแต่ผักป่า อย่าให้ใครเห็นห่อผ้าสีขาวนั้นเด็ดขาด"
“ข้ารู้แล้ว” สองพี่น้องกำลังอำพรางสมบัติของพวกเขาสุดชีวิต หลี่ิที่แม้จะยังเป็เด็กชายผู้ซื่อใส แต่สถานการณ์ที่ต้องเอาตัวรอดจากความกดขี่ของบ้านใหญ่มาตลอดชีวิตทำให้เขาว่องไวราวกับลูกลิง เขาอาศัยจังหวะที่พ่อเดินนำไปข้างหน้า มุดเข้าหลังพุ่มหนามอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยพี่ชายจัดระเบียบ "สมบัติ" ให้มิดชิดที่สุด
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสามคนเดินตามหลี่เฉิงที่แบกความหวังของครอบครัวเข้าไปสู่รั้วบ้านตระกูลหลี่
ทันทีที่พวกเขาก้าวพ้นรั้วไม้ไผ่สูงท่วมหัว แสงจากโคมไฟกระดาษสีซีดๆ หน้าเรือนใหญ่ก็สว่างวาบขึ้น ร่างท้วมของ ย่าหลี่ ยืนตระหง่านอยู่บนนอกชาน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและดวงตาเล็กหยีที่ฉายแววละโมบจับจ้องมาที่กลุ่มคนเบื้องล่างราวกับพญาแร้งที่เห็นซากเหยื่อ บนใบหน้าของนางยังมีผ้าพันแผลจากอุบัติเหตุ " เมื่อหลายวันก่อน ซึ่งนั่นยิ่งทำให้นางดูอัปลักษณ์และดุร้ายขึ้นเป็เท่าตัว
"กลับมากันได้เสียที! ข้านึกว่าพวกเ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งให้เสือคาบไปกินในป่าเทียนซานเสียแล้ว" เสียงแหลมสูงของย่าหลี่กรีดผ่านความเงียบยามค่ำคืน
หลี่เฉิงขยับตัวบังลูกๆ ไว้โดยอัตโนมัติ "ท่านแม่... พวกเรากลับมาแล้ว วันนี้เราโชคดีได้สัตว์ป่าติดมือมาด้วย"
สายตาของย่าหลี่ไม่ได้มองที่ลูกชายของนางแม้แต่น้อย แต่มันกลับหยุดอยู่ที่กวางป่าที่หลี่ิแบกอยู่ แววตาของนางวาวโรจน์ขึ้นทันที "กวางรึ! เ้าเฉิงไห่เ้าไปเอาโชคลาภมาจากไหนถึงได้กวางตัวงามขนาดนี้!"
นางก้าวลงจากนอกชานด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเกินวัย เดินตรงดิ่งมาที่หลี่ิจนเด็กชายต้องถอยกรูด "เอามาให้ข้าดูใกล้ๆ สิ! อื้ม... เนื้อยังสดอยู่เลย เืสีแดงสวยเชียว ตัวขนาดนี้ถ้าเอาไปขายในเมือง หรือไม่ก็ตุ๋นกิน บำรุงเ้ากวงเอ๋อร์ที่ต้องอ่านหนังสือหนัก คงจะดีไม่น้อย"
หลี่อันอันยืนนิ่งอยู่ข้างหลังพี่ชาย นางใช้ 'เนตร์' มองผ่านร่างของย่าหลี่ ออร่าสีดำขุ่นที่เต็มไปด้วยความโลภวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงชราคนนี้ราวกับเขม่าควันไฟที่ไม่มีวันมอดดับ
'มนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยความละโมบ... คือศัตรูที่จัดการยากที่สุด แต่ก็มีจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สุดเช่นกัน' อันอันคิดพลางประเมินสถานการณ์
"ท่านย่าขอรับ กวางตัวนี้อันอันเป็คนช่วย... เอ้อ... เป็คนเห็นมันติดกับดัก" หลี่ิเกือบจะหลุดปากพูดความจริงเื่งูั์ "พวกเรากะว่าจะเอาเนื้อไปทำข้าวต้มให้ท่านพ่อที่ยังไม่หายดี แล้วที่เหลือจะแบ่งไปขายเพื่อซื้อยา..."
"หยุดพูดเพ้อเจ้อ!" ย่าหลี่ตวาดใส่หลี่ิจนเด็กชายสะดุ้ง "ใครอนุญาตให้เ้าจัดการสมบัติของบ้านหลี่! พวกเ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่ดินที่พวกเ้าซุกหัวนอนอยู่นี้เป็ของใคร? รั้วไม้ที่ล้อมรอบนี้เป็ของใคร? ในเขตรั้วตระกูลหลี่ ของทุกอย่าง... ั้แ่ยอดหญ้าไปจนถึงสัตว์ที่เ้าแบกเข้ามา มันคือของข้า! ของตระกูลหลี่สายหลักเท่านั้น!"
นางใช้นิ้วที่เหี่ยวย่นและเล็บแหลมๆ ชี้ไปที่กวางป่า "เ้ากวงเอ๋อร์ ลุงใหญ่ของพวกเ้ากำลังจะสอบเป็ขุนนาง เขา้าอาหารบำรุงสมอง ส่วนข้าก็เป็หัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลทุกคน ดังนั้น... กวางตัวนี้ ต้องแบ่งไปที่ครัวใหญ่ครึ่งหนึ่ง! และต้องเป็ส่วนขาหลังและสันในที่นุ่มที่สุดด้วย!"
"ครึ่งหนึ่งเชียวหรือเ้าคะท่านแม่!"จางซื่อที่เดินออกมาจากครัวหลังบ้านได้ยินคำสั่งนั้นถึงกับน้ำตาคลอ "อันอันเพิ่งหายไข้ ท่านพี่ก็าเ็มาพวกเราแทบจะไม่มีเนื้อกินมาหลายเดือนแล้วนะเ้าคะ"
"หุบปากนังลูกสะใภ้ปากเสีย! เ้าไม่มีสิทธิ์มาต่อรองกับข้า!" ย่าหลี่หันไปถลึงตาใส่จางซื่อ "ถ้าไม่อยากให้ข้าไล่พวกเ้าออกไปนอนข้างถนนในคืนที่หนาวเหน็บเช่นนี้ ก็จงหุบปากแล้วส่งกวางมาเสีย!"
บรรยากาศในลานบ้านตึงเครียดขึ้นมาทันที หลี่เฉิงกำหมัดแน่นจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน ความกตัญญูที่ถูกปลูกฝังมาตลอดชีวิตกำลังต่อสู้กับสัญชาตญาณความเป็พ่อที่อยากให้ลูกได้อิ่มท้อง
หลี่อันอันก้าวออกมาจากเงาของพี่ชายอย่างช้าๆ นางไม่ได้ดูหวาดกลัวเหมือนเด็กทั่วไป ท่าทางของนางที่เดินเข้าหาหญิงชรานั้นดูมีความมั่นคงและเยือกเย็นจนย่าหลี่ต้องชะงักไปชั่วครู่
"ท่านย่าเ้าคะ..." เสียงเล็กๆ นั้นฟังดูใสแต่ทว่าหนักแน่น "ท่านย่าบอกว่าของทุกอย่างในรั้วนี้เป็ของท่านย่า... นั่นรวมถึง 'เคราะห์ร้าย' ที่ติดมากับสัตว์ป่าตัวนี้ด้วยหรือไม่เ้าคะ?"
ย่าหลี่ขมวดคิ้ว "แกพูดเื่บ้าอะไรของแกนังเด็กอัปมงคล!"
อันอันแสร้งทำเป็ทำตาโต แววตาของนางเปลี่ยนเป็สีทองจางๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
"ท่านย่าลืมไปแล้วหรือเ้าคะเมื่อวันก่อน อันอันเตือนท่านย่าเื่จะเสียเื แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง... ตอนนี้เนตร์ของอันอันเห็นบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้นเ้าค่ะ"
นางเดินเข้าไปใกล้กวางป่าที่วางอยู่บนพื้น แล้วทำท่าทางเหมือนตรวจเช็กอะไรบางอย่าง (ซึ่งจริงๆ แล้วนางแอบใช้พลังิญญากระตุ้นให้กลิ่นสาบป่ารุนแรงขึ้น) "กวางตัวนี้มันมีออร่าสีดำพันอยู่ที่ขาหลังเ้าค่ะ มันคือสัตว์ที่หนีมาจาก 'หุบเขาต้องห้าม' หากใครกินส่วนที่ติดคำสาปเข้าไป... แผลที่หน้าของคนผู้นั้นจะไม่เพียงแต่ไม่หาย แต่มันจะลามไปทั่วใบหน้าจนเนื้อเน่าเปื่อยนะเ้าคะ"
ย่าหลี่หน้าซีดลงถนัดตา นางเผลอยกมือขึ้นจับผ้าพันแผลที่หน้าผากตัวเอง
"แกนังเด็กบ้านี่...แกขู่ข้า!"
"อันอันจะกล้าขู่ท่านย่าได้อย่างไรเ้าคะ" เด็กน้อยตีหน้าเศร้า "อันอันเพียงแค่เป็ห่วง... ถ้าท่านย่าจะเอาไปครึ่งหนึ่ง อันอันแนะนำให้เอาส่วนขาหน้าและเครื่องในไปเ้าค่ะ เพราะออร่ามืดไม่อาจเกาะกินส่วนที่ใช้งานหนักได้...แต่ถ้าท่านย่ายืนยันจะเอาสันในและขาหลัง... อันอันก็สุดจะแทรกแซงโชคชะตาได้เ้าค่ะ"
ย่าหลี่ลังเล แววตาของนางสลับไปมาระหว่างความโลภและความกลัว คำเตือนเมื่อเช้าของนังเด็กคนนี้มันแม่นยำจนนางขนหัวลุก และกลิ่นสาบจากกวางที่จู่ๆ ก็ฉุนกึกขึ้นมาจนน่าคลื่นไส้ทำให้หญิงชราเริ่มไขว้เขว
"เออ! ก็ได้! ข้าจะเอาขาหน้าสองข้างและหัวกวางไป!" ย่าหลี่ะโเพื่อกลบความสั่นในน้ำเสียง "ส่วนที่เหลือข้าจะทิ้งไว้ให้พวกเ้าก็ได้ ถือว่าข้ามีเมตตาต่อพวกขี้โรคอย่างพวกเ้าก้แล้วกัน!"
นางรีบสั่งให้คนรับใช้มาลากส่วนที่นาง้าไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าคำสาปจะลามมาถึงตัวหากชักช้ากว่านี้
เมื่อย่าหลี่เดินกลับเข้าเรือนใหญ่ไปพร้อมกับ "ส่วนแบ่ง" ที่นางคิดว่าปลอดภัยที่สุด หลี่เฉิงและคนอื่นๆ ต่างก็ลอบถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
"อันอัน... เ้าทำได้ยังไง" หลี่ฮ่าวกระซิบถามน้องสาว ขณะที่พวกเขาช่วยกันพยุงส่วนที่เหลือของกวางเข้าไปในครัวซอมซ่อของบ้านสายรอง
อันอันขยับยิ้ม "ท่านย่ามีความกลัวเป็ที่ตั้งเ้าค่ะ แค่สะกิดใจเล็กน้อยนางก็พร้อมจะเชื่อทุกอย่าง...พี่ใหญ่ ท่านเก็บ 'ของสำคัญ' ไว้ดีแล้วใช่ไหม?"
หลี่ฮ่าวพยักหน้าอย่างแรง เขาถอดตะกร้าลงและดึงห่อผ้าสีขาวออกมาจากซอกลับก้นตะกร้าอย่างระมัดระวัง เมื่อคลายผ้าออก กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของโสมคน์ร้อยปีก็อบอวลไปทั่วห้องเล็กๆ นั้น ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ รากโสมนั้นดูราวกับมีชีวิตและมีรัศมีสีทองจางๆ แผ่ออกมา
"นี่มันคือปาฏิหาริย์..."จางซื่อเอามือปิดปาก ร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน "ลูกได้มันมายังไง” นางหันไปหาสามีที่ยืนยิ้มอยู่อย่างภูมิใจ “ด้วยราคาของโสมต้นนี้พวกเราจะไม่อดตายอีกแล้ว"
หลี่เฉิงนั่งลงข้างๆ ลูกสาว เขาจ้องมองโสมที่ล้ำค่าสลับกับมองใบหน้าเล็กๆ ของอันอัน "อันอันพ่อไม่รู้จะขอบใจเ้าอย่างไร ถ้าไม่มีเ้า วันนี้เราคงเสียกวางทั้งตัว และอาจจะเสียโสมนี้ไปด้วย"
"พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันนี่เ้าคะท่านพ่อ" อันอันเอื้อมมือไปจับมือที่หนาและหยาบกร้านของบิดา "จากนี้ไป...เราจะร่วมกันสร้าง 'บ้าน' ของเราใหม่ บ้านที่จะไม่มีใครมาดูถูกหรือข่มเหงได้อีก"
ท่ามกลางเสียงเดือดของน้ำในหม้อที่จางซื่อเริ่มตุ๋นเนื้อกวาง ส่วนที่นุ่มและดีที่สุดที่อันอันหลอกล่อให้ย่าหลี่ทิ้งไว้ ทั้งห้าคนก็นั่งล้อมวงกันกินตุ๋นเนื้อกวางอย่าเอร็ดอร่อย.!
