เมื่อได้พบจวงเฟยเฟยอีกครั้งอันเจิงกลับรู้สึกว่านางเปลี่ยนไปเป็คนละคนแล้ว
จวงเฟยเฟยที่เขารู้จักก่อนหน้านี้ดูเย้ายวนน่าหลงใหล มองแล้วชวนให้คิดไปไกล แต่เมื่อได้มาเจอกันอีกครั้ง นางในตอนนี้กลับดูเรียบร้อยสง่างาม ราวกับดอกโบตั๋นที่แสนสูงส่ง
“นายตัวเล็ก?”
วินาทีที่ได้เห็นอันเจิงจวงเฟยเฟยก็กะพริบตาถี่ขึ้น ทำให้นางดูเหมือนเด็กที่ยังมีความซุกซนอยู่ในจิตใจ
อันเจิงที่เดิมกำลังนั่งสำรวจภาพวาดโบราณที่ติดอยู่บนผนังในห้องรับแขกรีบประสานมือเข้าด้วยกันในท่าคารวะ “แม่นางจวง”
จวงเฟยเฟยโบกมือเป็เชิงให้บ่าวรับใช้ออกไปให้หมดจากนั้นก็นั่งลงตรงหน้าอันเจิง รอจนบ่าวรับใช้เดินออกไปจนหมดแล้วจึงกลับมาเป็จวงเฟยเฟยที่อันเจิงเคยรู้จักในที่สุด“เ้าในตอนนี้ไม่น่ารักเลยสักนิด ทำตัวเหินห่าง เกรงใจอยู่นั่น อย่าลืมสิว่าเ้าเป็ถึงผู้มีพระคุณของโรงจวี้ฉ่างเชียวนะ”
อันเจิงส่ายหน้า“ข้าไม่รู้ว่าตัวเองมีพระคุณต่อพวกเ้าตรงไหน”
จวงเฟยเฟยชี้ไปที่หน้าอกของตัวเอง“มีพระคุณที่ตรงนี้อย่างไรเล่า”
อันเจิงมองไปทีู่เาสองลูกที่ตั้งตระหง่านของนางพลางพยักหน้า“เอาคืนมาไม่ได้ต่างหาก”
จวงเฟยเฟยหน้าแดงก่อนจะถ่มน้ำลายเป็เชิงถอนคำพูด “เป็เศรษฐีที่ชายแดนอยู่ดี ๆทำไมถึงมาที่เมืองฟางกู้เล่า”
อันเจิงกล่าวระคนหัวเราะ“เ้ารู้เื่ของข้าดีไปเสียทุกอย่างเลยนะ”
จวงเฟยเฟยกล่าวขึ้น“เื่ของเ้าถูกลือไปทั่วเมืองแล้ว ทั้งยังมีข่าวเยอะแยะไปหมดบ้างก็บอกว่าเ้าเป็บุตรนอกสมรสของขุนนางในราชสำนักที่เข้าเมืองมาเพื่อตามหาบิดาที่แท้จริงบ้างก็บอกว่าเ้าเป็ทายาทของสำนักใหญ่ที่เดินทางมาก่อร่างสร้างตัวที่เมืองหลวงคนที่รู้เื่ของเ้าจริง ๆ ก็คงจะมีแต่ข้านี่แหละ”
อันเจิงกล่าวขึ้น “ยังมีอีกคน แต่คนคนนั้นน่าจะลืมข้าไปแล้วล่ะ”
จวงเฟยเฟยคิดอยู่นานแต่ก็คิดไม่ออกเสียทีว่าเป็ใคร สัญชาตญาณบอกให้นางมองข้ามมู่ฉางเยียนที่เป็าาแห่งแคว้นเยี่ยนไป
“เ้ามาเพื่อเข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงหรือ?”
อันเจิงพยักหน้า “เพื่อเ้าด้วย”
จวงเฟยเฟยเหลียวซ้ายแลขวาอย่างลืมตัวก่อนจะส่ายหน้า “หากเ้ายังไม่เลิกพูดจาเหลวไหลแบบนี้ละก็ ข้าคงไม่สะดวกที่จะคุยกับเ้าตามลำพังแบบนี้แล้วล่ะคงต้องเรียกให้บ่าวรับใช้กลับมาอีกครั้ง เ้าจึงจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง”
อันเจิงหัวเราะ “เวลาอยู่ในเรือน เ้าไม่เห็นจะมีราศีของขาใหญ่ในยุทธภพเลยสักนิด”
จวงเฟยเฟยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ั์ตางดงามของนางส่งประกายบางอย่างออกมาแต่ก็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น “ข้าอาจทำอะไรตามใจไปบ้าง แต่คนเราก็ทำตามใจตลอดเวลาไม่ได้ไม่ใช่รึอยู่ที่ใดก็ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับฐานะและสถานที่ เ้าก็น่าจะเข้าใจเื่นี้ดีก็เหมือนที่เ้าไม่ได้เป็นายตัวเล็กที่ยังเป็เด็กเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป แต่เป็เ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์เบิก์เข้ามาในเมืองพร้อมด้วยขบวนคนนับร้อย ความยิ่งใหญ่เช่นนี้แม้แต่สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานก็ยังไม่เคยทำ”
“ข้าหน้าด้านน่ะ”
จวงเฟยเฟยหลุดหัวเราะออกมา “นั่นก็จริงข้าเห็นด้วย พูดมาตามตรงเถอะ เ้ามาหาข้าด้วยเื่อะไร?”
อันเจิงพูดอย่างจริงจัง “ข้าจำได้ว่าเ้าเคยบอกว่าตัวเองติดหนี้ข้าหนึ่งครั้ง”
จวงเฟยเฟยกลับมาจริงจังเช่นกัน“ว่ามาเลย”
“ข้า้ารายชื่ออย่างละเอียดรายชื่อของคนดังที่จะเข้าแข่งขันในเทศกาลใบไม้ร่วง เ้ารู้จักเมืองหลวงดีกว่าข้าหากให้ข้าไปสืบเื่นี้ด้วยตนเอง เกรงว่าจะไม่ทันการเสียก่อน”
จวงเฟยเฟยคลายความกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด“เื่นี้เองรึ? นี่ไม่ถือเป็การตอบแทนเ้าหรอกนะเื่นี้เล็กเกินไป ส่วนบุญคุณที่ข้าติดค้างเ้านั้นยิ่งใหญ่นัก วางใจเถอะพรุ่งนี้ข้าจะสั่งให้คนนำรายชื่อไปส่งให้ถึงสำนักเลย อ้อ จริงสิ มีอีกเื่ไม่รู้ว่าเ้ารู้หรือยัง? เมื่อวานโกวจ่านหลีที่ถูกเ้าเล่นงานก่อนหน้านี้ถูกนำตัวออกจากคุกของหน่วยทหารไปขังเอาไว้ที่คุกหลวงของเมืองฟางกู้แล้วแต่เขาก็ถูกฆ่าตายในคืนนั้นเลย”
“ยังไม่เคยได้ยินเื่นี้แต่ก็พอจะเดาได้ั้แ่แรกแล้ว” อันเจิงตอบกลับเสียงเรียบ
“เ้าเล่ห์จริง ๆข้าเริ่มกลัวเ้าแล้วนะเนี่ย”
อันเจิงส่ายหน้าแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น“หากไม่แสดงตัวข่มคนอื่นและยืมอำนาจของหน่วยทหารกับโรงจวี้ฉ่างของเ้ามาใช้สักหน่อยข้าคงก่อร่างสร้างตัวในเมืองฟางกู้ได้ยากที่ข้ายกขบวนคนนับร้อยเข้ามาอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่ใช่เพราะข้าแข็งแกร่งมากพอแล้วแต่เป็เพราะข้ายังอ่อนแอมากต่างหาก หากอยากให้คนอื่นคิดว่าเราแข็งแกร่งสิ่งที่ต้องทำเป็อย่างแรกก็คือแสร้งทำตัวยิ่งใหญ่”
จวงเฟยเฟยกล่าวขึ้น “เ้าคงลำบากมาไม่น้อยปีนี้เพิ่งอายุสิบห้าสินะ”
อันเจิงพยักหน้า “ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเมื่อโตขึ้นอีกหน่อยข้าจะมาหาเ้าเอง”
จวงเฟยเฟยหน้าแดงขึ้นมาทันที“ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เป็คนที่ซื่อจนไม่รู้จะซื่ออย่างไรแล้วแท้ ๆแต่ปากกลับเอาแต่พูดเ้าชู้หยอกไก่ออกมาไม่หยุด คนแบบเ้า อีกหน่อยไม่รู้ว่าจะไปทำให้สาวๆ คิดมากอีกสักกี่คน แต่ปัญหาก็ติดอยู่ตรงที่เ้าไม่ได้มีความคิดแบบนั้นด้วยน่ะสิดังนั้น ไม่รู้ว่าต้องมีผู้หญิงเสียใจเพราะเ้ากี่คนกัน”
อันเจิงหัวเราะขึ้นเล็กน้อย“เช่นนั้นก็ขอให้เป็อย่างที่เ้าพูดก็แล้วกัน แต่ต่อให้จะมีผู้หญิงมาติดพันสักกี่คนข้าก็ไม่กลัวหรอกนะเพราะข้ายังไม่เคยลองมาก่อนเลย หากเ้าไม่มีเื่อะไรหรือไม่คิดจะเลี้ยงข้าวข้าละก็ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน แล้วก็...ข้าอยากรู้ว่าตัวเองจะเข้าหาขุนนางคนไหนในราชสำนักได้บ้างเ้าสนิทกับหน่วยทหารมากกว่าข้า หากข้าอยากสร้างฐานอำนาจในเมืองไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพึ่งการสนับสนุนจากหน่วยทหารอยู่ดี”
จวงเฟยเฟยกล่าวขึ้น“รายชื่อที่จะส่งไปให้พรุ่งนี้ข้าจะเพิ่มรายชื่อของขุนนางที่เ้าต้องสานสัมพันธ์เอาไว้ด้วยก็แล้วกันแต่เ้าก็ไม่จำเป็ต้องใส่ใจอะไรมากมายหรอก เพราะเท่าที่ข้ารู้มาเสนาบดีแห่งหน่วยทหารชื่นชมเ้ามาก เื่การเข้าสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่ต้องเป็ห่วงแม้พลังของเ้าจะยังอ่อนด้อยไปสักหน่อย แต่ความคิดกับความสามารถในการตรวจสอบสมบัติวิเศษของเ้าก็มีน้ำหนักมากพอแล้วหรือถ้าเข้าสำนักวรยุทธ์ชางไม่ได้จริง ๆตำแหน่งใหญ่ของโรงจวี้ฉ่างก็ยังต้อนรับเ้าอยู่เสมอ”
อันเจิงลุกขึ้น“พอมาได้ยินแบบนี้ค่อยวางใจหน่อย ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่อดตายแล้วล่ะ”
“ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนรึ?”
อันเจิงกวาดตามองไปรอบด้าน “ไม่ดีกว่าข้าดูออกว่าเ้าก็ลำบากไม่น้อย”
จวงเฟยเฟยดวงตากะพริบวาบ จู่ ๆ นางก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาดีถูกต้อง นางลำบากจริง ๆ น่ะแหละ ั้แ่กลับมาที่สาขาใหญ่ของโรงจวี้ฉ่าง นางก็ต้องเป็ผู้จัดการทุกอย่างต่อทันทีผู้หญิงคนหนึ่งต้องจัดการเื่ทั้งหมดในโรงจวี้ฉ่างที่ใหญ่ขนาดนี้ แล้วยังต้องจัดแจงเื่ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่างๆ อีก จะไม่ให้เหนื่อยได้อย่างไร?
“ขอตัวก่อน”
อันเจิงเดินออกไปจากห้องจวงเฟยเฟยลุกขึ้นยืนเพื่อเป็การส่งเขา และในตอนนั้นเอง จู่ ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในห้อง โดยมีชายหนุ่มในชุดเสื้อผ้าเนื้อดีเป็ผู้นำดูเหมือนคนผู้นี้จะมีอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น ใบหน้าสะอาดสะอ้านแม้จะไม่ถือว่าหล่อเหลาอะไรแต่ก็เป็คนที่อันเจิงสามารถดูออกั้แ่ครั้งแรกว่าเขาเป็คนอย่างไรกันแน่คนเช่นนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย กำเนิดในตระกูลที่มีอำนาจ จึงหยิ่งผยองและน่ารังเกียจได้ถึงเพียงนี้ไม่ใช่เพราะอันเจิงมีตาทิพย์หรอกนะ แต่เป็เพราะเขาเคยเห็นคนมามาก โดยเฉพาะตอนที่ทำงานอยู่กรมตุลาการเขาเคยเจอคนเช่นนี้มามากจนนับไม่ถ้วนแล้ว
“แม่นางจวง นัดพบหนุ่มหล่ออยู่รึ?หน้าไม่คุ้นเลย เป็คนรักใหม่สินะ?”
ชายคนนี้มีรูปร่างสูงโปร่งที่เื้ัมีธนูติดมาด้วย เขาหรี่ตาลงพลางกล่าว ท่าทางเช่นนั้นช่างน่ารังเกียจเสียจริง
“คุณชายซู เขาเป็เพื่อนเก่าของข้าเอง”จวงเฟยเฟยอธิบายเล็กน้อยด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
นางบอกกับอันเจิง“ท่านนี้เป็คุณชายซูที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งสำนักต้าติง”
อันเจิงถามขึ้น “ซูเฟยหลุนรึ?”
ยังไม่ทันที่จวงเฟยเฟยจะตอบ คุณชายตระกูลซูก็เลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวกับอันเจิง“ข้าไม่ใช่เขา เ้าเพิ่งมาจากบ้านนอกหรืออย่างไร? ในสำนักต้าติงที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่ได้มีแค่คุณชายซู นามซูเฟยหลุนเสียหน่อย ยังมีข้าซูเฟยหยิงอีกคน เขาก็คือเขาข้าก็คือข้า”
อันเจิงพยักหน้ารับรู้ทว่าก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
ซูเฟยหยิงมองไปยังจวงเฟยเฟย “เมื่อครู่แม่นางจวงพูดว่าอย่างไรนะ?คนผู้นี้เป็เพื่อนเก่าของเ้างั้นรึ? ดูท่าทางเขาน่าจะมีอายุไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้นนี่นาเพื่อนเก่า...พวกเ้าแอบคบหากันมากี่ปีแล้วล่ะ? แอบไปเป็ชู้กับเขาั้แ่สามีของเ้าล้มป่วยเลยสินะ?ในตอนนั้นเขาก็น่าจะมีอายุไม่เกินสิบสองปี แบบนั้นตอบสนองต่อความ้าของเ้าได้ด้วยรึ?แต่คบเด็กอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าเพราะไม่มีใครสงสัย พวกเ้าเคยแอบมีสัมพันธ์กันบนเตียงที่สามีของเ้านอนป่วยอยู่หรือไม่?เหอะ ช่างน่าตื่นเต้นอะไรเช่นนี้...อันที่จริงข้าก็แอบชอบเ้ามาตั้งนานแล้วเ้าไม่ลองพิจารณาข้าดูบ้างรึ?”
ขณะที่กล่าวคำว่าลองพิจารณาดู เขาก็พยายามเชิดอกขึ้นด้วย
จวงเฟยเฟยขมวดคิ้วมุ่น “คุณชายซูก่อนจะพูดอะไรควรคิดให้ดีก่อน อย่าทำให้ตระกูลซูต้องขายหน้า”
ซูเฟยหยิงหัวเราะเสียงดังลั่น“ข้าชอบคนแสร้งไขสือแบบเ้าจริง ๆ แม่ม่ายเช่นเ้าได้รับความเมตตาจากคนอย่างข้าเ้าไม่ดีใจหรือ? เ้าแสร้งเป็คนเรียบร้อยมานานน่าจะเหนื่อยมากสินะท่าทางเย้ายวนของเ้า เปิดโปงความจริงออกมาหมดแล้ว เ้าเดียวดายจนนอนไม่หลับเลยใช่หรือไม่?ข้าว่า สามีที่ไร้ประโยชน์ของเ้าสมควรจะตายไปตั้งนานแล้วจะอยู่ให้เ้าทรมานอีกทำไม?”
“แต่ยิ่งเ้าแสร้งทำเป็ใสซื่อมากเท่าไหร่ข้าก็ยิ่งชอบมากเท่านั้น ข้าคิดว่า หากเ้าปลดปล่อยตัวเองออกมาอย่างแท้จริงมันคงจะดุเด็ดและร้อนแรงจนยากจะต้านทานเลยล่ะ”
เขาช้อนคางของจวงเฟยเฟยให้เชิดขึ้นจวงเฟยเฟยเดินถอยหลังหนึ่งก้าว จากนั้นก็มองไปทางอันเจิง “เ้าสำนักอันข้าคงไม่ได้เดินไปส่งแล้ว”
ในตอนแรกอันเจิงยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีวี่แววว่าจะขยับเขยื้อนไปไหนแต่ซูเฟยหยิงก็หันมามองที่เขาแล้วกล่าวขึ้น “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?ดูไม่ออกหรือว่าแม่นางจวงอยากคุยกับข้าเป็การส่วนตัว? เ้าอยากดูเราพลอดรักกันหรืออย่างไร? เ้าบ้าที่ไหนเนี่ยโง่จริง ๆ ดูสถานการณ์ไม่ออกเลยรึ ในเมื่อเ้ารู้จักซูเฟยหลุน เช่นนั้นเ้าก็คงรู้ว่าข้าซูเฟยหยิงเป็คนของตระกูลซูเ้ากล้ามีเื่กับตระกูลซูหรืออย่างไร?”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่กล้า”
ซูเฟยหยิงกล่าวขึ้น “เช่นนั้นยังไม่รีบไสหัวไปอีก?”
อันเจิงหันไปมองจวงเฟยเฟยอีกครั้ง ก่อนจะส่งประกายรอยยิ้มที่น่าพิศวงให้“แล้วข้าจะกลับมาอีก”
เดิมที นี่เป็เพียงคำพูดธรรมดา ๆเท่านั้น แต่น้ำเสียงที่อันเจิงใช้พูดกลับแฝงไปด้วยความแปลกประหลาด ราวกับมีความหมายอื่นแอบแฝงทำให้ซูเฟยหยิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา “เมื่อครู่เ้าพูดว่าอย่างไรนะ?”
อันเจิงมองไปที่เขา “ข้าบอกว่าจะกลับมาอีกมีอะไรรึ?สิ่งที่ข้าพูดไม่เหมาะสมตรงไหนรึ?”
ซูเฟยหยิงก้าวเข้ามาหาหลายก้าวเขามีร่างสูงและผอม ให้ความรู้สึกคล้ายกุ้งที่ยืดตัวตรงเช่นนั้น เพราะเขาสูงกว่าอันเจิงดังนั้น เมื่อขยับเข้ามาใกล้ จมูกของเขาจึงอยู่ในระดับหน้าผากของอันเจิง“หากเ้ากล้าพูดแบบนั้นอีกครั้ง ข้าจะใจบุญบริจาคสุสานให้เ้าเอง”
อันเจิงถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวก่อนจะยกมือขึ้นมาโบกผ่านจมูกสองสามครั้ง แล้วหันไปบอกกับจวงเฟยเฟยด้วยรอยยิ้ม“ขอตัวก่อน”
อันเจิงเดินตรงออกไปด้านนอก เดิมทีซูเฟยหยิงเตรียมจะเอื้อมมือไปรั้งตัวเขาเอาไว้ แต่แค่ก้าวขาไปข้างหน้าหนึ่งก้าวซูเฟยหยิงก็คว้าน้ำเหลวเสียแล้ว
“โธ่เว้ย”
ซูเฟยหยิงหันไปมองจวงเฟยเฟยแวบหนึ่ง“อีกเดี๋ยวข้าค่อยมาหาเ้าใหม่แล้วกัน สักวัน ข้าจะย่ำยีเ้าจนตายตาเตียงเลยคอยดู”
จวงเฟยเฟยมีสีหน้าบูดบึ้งแต่ก็ไม่อาจพูดสิ่งใดตอบโต้ได้ นางมองตามแผ่นหลังของอันเจิงไป พลันความตื้นตันใจก็ประกายออกมาทางแววตานางรู้ดีว่าอันเจิงจงใจยั่วโมโหซูเฟยหยิง เมื่อเป็เช่นนี้ซูเฟยหยิงต้องไม่ยอมปล่อยอันเจิงไปแน่ ๆ เพียงก้าวเดียว อันเจิงก็พุ่งออกไปนอกประตูแล้วเมื่อเห็นดังนั้น ซูเฟยหยิงจึงรีบยกพวกตามออกไปทันที “เ้าคิดจะหนีงั้นรึ?ในเมืองฟางกู้ คนที่มีเื่กับข้า ล้วนจบไม่สวยทั้งนั้น”
เมื่อพวกเขาออกไปจนหมดจวงเฟยเฟยก็โบกมือขึ้นไปในอากาศ ทันใดนั้น ชายชราสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ก็พุ่งเข้ามาหาแล้วก้มหน้าลงต่ำอย่างเคารพ
จวงเฟยเฟยสั่งกับคนทั้งสอง“แอบตามไปปกป้องคุณชายซู ทางหน่วยทหารให้ความสำคัญกับเขามากจะปล่อยให้เขาเป็อะไรไม่ได้เด็ดขาด แต่จำเอาไว้ อย่าเผยตัวตนที่แท้จริงออกไปคนของตระกูลซู...ตอนนี้เรายังมีเื่กับพวกเขาไม่ได้”
ชายชราทั้งสองตอบกลับมา “ฮูหยินโปรดวางใจพวกเราจะไปเดี๋ยวนี้”
คนทั้งสองหายวับไปในพริบตา ราวกับดวงิญญาก็ไม่ปาน
อันเจิงจงใจรักษาระยะห่างจากซูเฟยหยิงเอาไว้ เขา้าทดสอบพลังของซูเฟยหยิงนั่นเองและก็เป็อย่างที่อันเจิงคิด คนแบบนั้นมีพลังอยู่ในระดับทั่วไปเท่านั้นที่สามารถเข้าสำนักต้าติงได้ก็เพราะเขาเป็คนตระกูลซู เพียงแต่องครักษ์ข้างกายของเขามีคนที่ฝีมือไม่ธรรมดาอยู่สองคน คนหนึ่งเป็ชายไว้เคราผู้มีร่างกายกำยำราวกับวัว เขาแบกขวานขนาดใหญ่เอาไว้ที่ด้านหลังส่วนอีกคนมีร่างเตี้ยตัวเล็กราวกับหนู ที่มือสวมถุงมือเหล็กเอาไว้ ปลายถุงมือมีลักษณะเป็เหล็กยาวทรงโค้งซึ่งคมกริบไม่ต่างไปจากคมดาบ
“ยุ่งยากจริง ๆ”
อันเจิงพูดพึมพำกับตัวเองมีเื่กับคนของตระกูลซูเช่นนี้ เกรงว่าต้องเกิดเื่ยุ่งยากตามมาไม่หยุดแน่แต่เขามีนิสัยเช่นนี้มาแต่เดิมแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้จวงเฟยเฟยถูกรังแกง่าย ๆหากเขาทนเื่เช่นนี้ได้ เขาก็ไม่ใช่อันเจิง ไม่ใช่ผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีที่มีคนอิจฉาและริษยามากมายเป็กองทัพแล้ว
อันเจิงมองไปเบื้องหน้าเขาต้องหาสถานที่ที่เหมาะต่อการลงมือเสียหน่อย
หากไม่อยากเดือดร้อนภายหลังก็จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเขาเป็ผู้ลงมือแต่ถนนตรงหน้ามีคนสัญจรไปมามากมายจึงไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมนักทว่าหากเขาสลัดคนเ่าั้แล้วหนีไป ซูเฟยหยิงต้องกลับไปหาเื่จวงเฟยเฟยเพื่อเค้นถามว่าเขาเป็ใครแน่
ดังนั้น เื่ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้คงไม่ได้จัดการกันได้ง่าย ๆ
อันเจิงจงใจเดินเข้าไปในซอยเล็ก ๆจากนั้นก็ลดความเร็วลงเล็กน้อย ให้คนพวกนั้นคิดว่าตนหมดแรงเพราะการเร่งเดินในตอนแรกเป็อย่างที่คิด คนพวกนั้นเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นและใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว
ด้านหน้าดูเหมือนจะเป็บ้านร้างแห่งหนึ่งในนั้นมีหญ้าขึ้นเต็มไปหมดทางด้านของอันเจิงเองก็หาที่ที่เหมาะมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว จึงทะยานขึ้นไปในอากาศแล้วเข้าไปในบ้านหลังนั้นทันที
ซูเฟยหยิงกับลูกน้องรีบะโตามไปอย่างรวดเร็ว
