บทที่ 131 เื่ราวสิ้นสุด
ฉินชูถูกผู้คุมกฎสองคนของสำนักดาบโลหิตขวางเอาไว้ เขาไม่อาจไล่โจมตีซูเสวี่ยอีและบุรุษวัยหนุ่มผู้นั้นได้อีก
“ผู้าุโซู คุณชายรีบไป!” ผู้คุมกฎสองคนของสำนักดาบโลหิตที่ขวางฉินชูไว้แผดเสียงตะคอก
บุคคลสำคัญ... ฉินชูเข้าใจแล้วว่าซูเสวี่ยอีและบุรุษวัยหนุ่มผู้นั้นมีความสำคัญต่อสำนักดาบโลหิต หรือควรเรียกว่าสำนักหมื่นดาบเป็อย่างมาก
แม้ว่าฉินชูจะรีบร้อน แต่ไม่อาจไล่โจมตีต่อไปได้ เพราะผู้คุมกฎสองคนนี้ล้วนมีพลังตบะสูงกว่าเขา
ยามลู่หย่วนและเหลยอินมาช่วยฉินชู ซูเสวี่ยอีและบุรุษวัยหนุ่มผู้นั้นก็หายไปแล้ว
ใช่ว่าราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนล้อมโจมตีได้ไม่ดีพอ แต่เพราะอีกฝ่ายมีคนจำนวนมาก ทั้งยังทุ่มสุดชีวิตเพื่อขวางไว้ ให้ซูเสวี่ยอีและบุรุษวัยหนุ่มฝ่าวงล้อม ทำให้พวกเขาสองคนฝ่าทะลวงออกไปได้
เมื่อลู่หย่วนและเหลยอินขวางผู้คุมกฎของสำนักหมื่นดาบไว้ ฉินชูก็ไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ เขาล่าถอย แล้วคอยมองดูสมรภูมิต่อสู้ในจุดต่างๆ ดูว่าผู้อื่นต่อสู้เช่นไร นี่เป็ศึกต่อสู้ชี้เป็ชี้ตายครั้งใหญ่ ไม่มีผู้ใดยั้งมือ ประสบการณ์ต่อสู้ชี้เป็ชี้ตายนั้นล้ำค่ามาก
ต่อสู้กันเพียงไม่นาน คนที่ต่อต้านก็ถูกสังหารเกือบหมด เหลือเพียงเฉียนหลิงเทียนและหลัวหย่วนที่ยังสู้กันอยู่ การต่อสู้ระหว่างขั้นหวางเจ่อ รู้ผลแพ้ชนะในเวลาอันสั้นได้ยากนัก
เฉาเทียนถูกจับเป็ จงฮั่นถูกสังหาร เฉียนชิงก็ถูกปลิดชีพ เขาเป็ฏของราชวงศ์เฉียน ทั้งยังเป็ฏของตระกูลเฉียนด้วย เขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อไปการปล่อยให้เฉาเทียนรอดชีวิตนั้นมีความจำเป็ เขาต้องเป็แพะรับบาปแทนเฉียนหลิงเทียน
ศิษย์ส่วนหนึ่งของสำนักดาบโลหิตถูกสังหาร อีกส่วนหนึ่งวางอาวุธลง คนที่วางอาวุธลงล้วนแต่เป็ผู้ฝึกตนท้องถิ่นของแคว้นหนานเหยียน ส่วนคนที่ถูกสังหารล้วนมาจากสำนักหมื่นดาบแห่งแคว้นหนานฮวาง
“เฉียนหลิงเทียน ยามนี้การกระทำของเ้าก็ไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย สำนักหมื่นดาบของเราจะทำลายล้างพวกเ้า” หลัวหยวนตวาดด้วยความเกรี้ยวกราด ่เอวของเขาถูกทวนของเฉียนหลิงเทียนแทงทะลุ
“เ้าข่มขู่ข้าหรือ? หากสำนักหมื่นดาบของเ้ามีปัญญาก็บุกมาได้ทุกเมื่อ ก็ลองดูว่าจะยึดครองแคว้นหนานเหยียนของเราได้หรือไม่ จะสู้จนเจ็บหนักทั้งสองฝ่ายหรือ? เช่นนั้นสำนักหมื่นดาบของพวกเ้าจะไม่ตกเป็เหยื่อของผู้ใดรึไง? สามแคว้นทิศตะวันออกเฝ้ารอฉวยโอกาส สำนักหมื่นดาบของพวกเ้ากระสันอยากยึดครองแคว้นหนานเหยียนของเรา ขนาดยอมละทิ้งรากฐานที่แคว้นหนานฮวางเลยหรือ ข้าไม่เชื่อ!” เฉียนหลิงเทียนกล่าวจบ จึงแทงทวนทะลุช่องอกของหลัวหยวน
หลัวหยวนสีหน้าดูย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาคิดไม่ถึงว่าเฉียนหลิงเทียนไม่เพียงแต่มีพลังความสามารถแข็งแกร่ง แต่ยังมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศเช่นกัน วิเคราะห์จนรู้สถานการณ์โดยรวม สำนักหมื่นดาบและตำหนักราชันย์หมาป่าล้วนมีความกังวล คงไม่ก่อาใหญ่โต เพราะหากกำลังพลที่แคว้นหนานฮวางได้รับความเสียหาย ผู้ฝึกตนสามแคว้นในทิศตะวันออกต้องเข้ารุกรานเป็แน่
แผ่นดินยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แบ่งเป็สามแคว้นทิศตะวันออก สามแคว้นทิศใต้ สามแคว้นทิศเหนือ สามแคว้นทิศตะวันตก บวกกับแดนศักดิ์สิทธิ์แคว้นจงโจว เป็สิบสามแคว้น
แต่ละแคว้นมีขนาดพื้นที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็แคว้นขนาดเล็กที่สุด ก็มีอาณาเขตกว้างขวาง ดังเช่นแคว้นหนานเหยียน ที่มีอาณาเขตกว้างขวาง จากสำนักชิงหยุนถึงเมืองหลวงต้าเฉียน ต้องใช้เวลาเดินทางหกถึงเจ็ดวัน
บริเวณอันกว้างขวางล้วนมีผู้ปกครอง บ้างก็เป็ราชวงศ์ บ้างก็เป็สำนัก นอกจากนั้นยังมีตระกูลอื่นๆ เื่การแย่งชิงอาณาบริเวณเกิดขึ้นเป็ประจำ เพราะอาณาเขตก็หมายถึงทรัพยากร เมื่อมีอาณาเขตกว้างขวางก็จะพบผู้มีความสามารถจำนวนมาก ทั้งยังมีทรัพยากรในการฝึกฝนจำนวนมากด้วย
กลุ่มอิทธิพลระดับสูงโดยทั่วไปล้วนมีอาณาบริเวณที่กว้างขวาง
กลุ่มอิทธิพลต่างๆ คงอยู่ด้วยรูปแบบที่ซับซ้อน ล้วนอยู่ท่ามกลางอันตรายรอบด้าน สำนักหมื่นดาบและตำหนักราชันย์หมาป่าแข็งแกร่งก็จริง แต่ก็ไม่ยอมทุ่มกำลังทั้งหมดของสำนักเพื่อต่อสู้ หากเกิดความเสียหายรุนแรง เช่นนั้นตัวเองอาจถูกบุกยึดโดยง่าย นี่คือสาเหตุที่พวกเขาแทรกซึมเข้ามาในกลุ่มอิทธิพลใหญ่ต่างๆ ภายในแคว้นหนานเหยียน พวกเขาต้องยึดครองแคว้นหนานเหยียนด้วยความเสียหายน้อยที่สุด แต่เห็นได้ชัดว่าแผนการล้มเหลวแล้ว
หลังจากต่อสู้กันอีกพักหนึ่ง เมื่อหลัวหยวนถูกสังหาร การต่อสู้จึงสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์
เฉียนหลิงเทียนมองศิษย์สำนักดาบโลหิตสองพันกว่าคนที่วางอาวุธลง ก่อนหันมองโม่เต้าจื่อและหลัวเจิน “ผู้เฒ่าโม่และเ้าสำนักหลัวมีความเห็นเช่นไร?”
“าก็ส่วนา พวกเราต้องพยายามลดทอนความเสียหายของแคว้นหนานเหยียน ในบรรดาคนเหล่านี้ หากไม่มีคนจากต่างถิ่นก็ปล่อยไปเถอะ” โม่เต้าจื่อกล่าว
“อืม! ตอนนี้พวกเรายังไม่มีเวลาสอบสวน ได้แต่คุมตัวไว้ก่อน รอให้พวกเราจัดการตำหนักราชันย์หมาป่าและศาลาดาวฤกษ์เสร็จแล้วค่อยว่ากัน ทหาร! พาคนเหล่านี้ไปรวมตัวกัน คอยเฝ้าไว้ หากมีใครกระทำการผิดปกติ ให้สังหารทันที” เฉียนหลิงเทียนโบกแขนทีหนึ่ง แม่ทัพผู้หนึ่งจึงให้กองทัพคอยคุมตัวศิษย์สำนักดาบโลหิตเอาไว้
ในเวลานี้ฉินชูก็เห็นลักษณะของกองทัพแล้วเช่นกัน ทหารใช้หน้าไม้เป็อาวุธ ล้อมคนของสำนักดาบโลหิตที่ยอมจำนนไว้ ขอเพียงมีสิ่งผิดปกติ ก็ถูกยิงสังหารทันที
หลังจากจัดการเสร็จเรียบร้อย เฉียนหลิงเทียน เฉียนหลิงอู่ และโม่เต้าจื่อจึงนำพายอดฝีมือของราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุน มุ่งหน้าไปทางตำหนักราชันย์หมาป่า
ใช้เวลาสั้นๆ เพียงกึ่งเดือน ตำหนักราชันย์หมาป่าและศาลาดาวฤกษ์ก็ถูกราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนกวาดล้าง
จนถึงตอนนี้ เหล่าบุคคลสำคัญของสำนักหมื่นดาบและตำหนักราชันย์หมาป่าแห่งแคว้นหนานฮวาง รวมถึงบุคคลสำคัญของศาลาดาวฤกษ์และราชวงศ์ดาราเหมันต์แห่งแคว้นหนานหลีที่แฝงตัวเข้ามาในแคว้นหนานเหยียน ก็ถูกสังหารจนสิ้น
ทรัพยากรที่สามสำนักใหญ่ทิ้งไว้ ถูกราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนนำไปแบ่ง ราชวงศ์เฉียนคิดจะใช้พื้นที่ของศาลาดาวฤกษ์สร้างเป็ค่ายทหาร สำนักดาบโลหิตและตำหนักราชันย์หมาป่าอยู่ค่อนข้างใกล้สำนักชิงหยุน เฉียนหลิงเทียนบอกว่าจะให้สำนักชิงหยุนนำไปขยายพื้นที่เพื่อการเติบโตก้าวหน้า
แต่สำนักชิงหยุนรับไว้เพียงพื้นที่ของสำนักดาบโลหิตเท่านั้น ส่วนตำหนักราชันย์หมาป่า หลังจากทุกคนปรึกษาหารือกัน คิดว่าสร้างเป็เมืองค่อนข้างเหมาะสมมากกว่า
คนของสามสำนักใหญ่ที่ยอมจำนน ล้วนถูกพามายังพื้นที่เดิมของตำหนักราชันย์หมาป่า ไต่สวนทีละคน คนที่บริสุทธิ์ไร้มลทินสามารถเข้าร่วมราชสำนักเฉียน หรือเข้าร่วมสำนักชิงหยุนได้ ส่วนคนที่ไม่เข้าร่วมก็ไปจากที่นี่ได้ แต่ต้องให้คำมั่นสัญญา ว่าจะไม่สมคบคิดกับกลุ่มอิทธิพลภายนอกมาทำร้ายแคว้นหนานเหยียนอีก
การกระทำของราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุน หามีผู้ใดต่อต้านไม่ ก่อนหน้านี้ตอนที่เฉียนหลิงเทียนปล่อยข่าวออกไปว่าสำนักดาบโลหิต ตำหนักราชันย์หมาป่า และศาลาดาวฤกษ์เป็กลุ่มอิทธิพลจากต่างแดน ก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจอยู่เนืองๆ ผู้ฝึกตนของแคว้นหนานเหยียนเข้าร่วมสามสำนักใหญ่ก็จริง แต่ก็ไม่ยินยอมทรยศต่อแคว้นหนานเหยียน
หลังจากผ่านเหตุชุลมุนคราวนี้ พลังความสามารถของราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนก็แข็งแกร่งขึ้นเป็อย่างมาก พวกเขารับยอดฝีมือจำนวนหนึ่งจากสามสำนักใหญ่มา
เมื่อจัดการเื่ราวเสร็จสิ้น ผู้นำระดับสูงของราชวงศ์เฉียนและสำนักชิงหยุนจึงนั่งรวมตัวประชุมร่วมกัน
“ซูเสวี่ยอีและหลัวเซียวของสำนักดาบโลหิตที่หนีไป เป็บุคคลสำคัญของสำนักหมื่นดาบ ซูเสวี่ยอีเป็บุตรสาวของซูฉางเฉียวที่เป็ผู้เฒ่าของสำนักหมื่นดาบ ส่วนหลัวเซียวเป็หลานชายของเ้าสำนักหมื่นดาบ สองคนนั้นล้วนแต่เป็ผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อ” เหลยอินกล่าว นางจับตัวบุคคลแกนกลางของสำนักหมื่นดาบมาได้ จึงสอบสวนจนรู้ความลับบางอย่าง
“บุคคลสำคัญของพวกเขาหนีไปได้ไม่น้อย ศึกต่อสู้ครั้งนี้เป็เพียงการเริ่มต้น อาจเกิดการปะทะขึ้นอีก หากพวกเราร่วมแรงร่วมใจกันเช่นนี้ พวกเขาเองก็คงไม่กล้าเปิดศึกส่งเดช” เฉียนหลิงเทียนกล่าว
“เื่การร่วมแรงร่วมใจ จักรพรรดิเฉียนไม่ต้องเป็ห่วง ครั้งก่อนข้าเคยบอกกับจักรพรรดิเฉียนแล้ว สำนักชิงหยุนของเราเพียงพยายามเป็สำนักที่ให้ผู้ฝึกกระบี่สร้างชื่อให้เลื่องลือไปทั่วหล้าได้ ไม่ใคร่สนใจต่ออำนาจปกครอง” หลัวเจินกล่าว
“เ้าสำนักหลัว ผู้เฒ่าโม่ ผู้เฒ่าหลิงก็วางใจได้ ภายในพื้นที่ปกครองมีสำนักที่แข็งแกร่งหนึ่งสำนัก ล้วนมีส่วนช่วยเหลือการพัฒนาในเขตพื้นที่เป็อย่างมาก ข้ามีแต่จะสนับสนุน ไม่มีทางกดดัน ข้าทำเช่นนี้เ้าคิดว่าถูกหรือไม่ ฉินชู?” เฉียนหลิงเทียนกล่าว
ฉินชูที่ยืนอยู่ด้านหลังโม่เต้าจื่อผงะไป “ท่านจักรพรรดิเฉียน ท่านว่าอะไรนะขอรับ?”
ฉินชูสติเลื่อนลอยเล็กน้อย เขากำลังครุ่นคิดเื่ตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ได้ฟังบทสนทนาระหว่างกลุ่มอิทธิพลใหญ่ทั้งสอง อีกไม่นานเขาจะไปจากที่นี่แล้ว ต้องไปตามหาตระกูลสายเืศักดิ์สิทธิ์ สถานการณ์ที่ร่างกายเขาเกิดความร้อนแผดเผารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาคิดว่ากำลังมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้ง
