บทที่ 4 สิ้นวาสนาตัดขาดตระกูล
หมู่บ้านชิงสุ่ย, ยามสาย
แสงแดดระอุของฤดูร้อนแผดเผาลงมายังลานดินหน้าบ้านใหญ่ตระกูลซู ฝุ่นผงปลิวว่อนตามแรงลมที่แห้งแล้ง บรรยากาศรอบด้านนิ่งสนิทราวกับก้อนหินที่ถูกกดทับด้วยมวลอากาศมหาศาล ความร้อนจากดวงอาทิตย์ยามนี้ไม่อาจเทียบเท่าความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอกของคนในตระกูลซูที่มายืนรวมตัวกัน ประหนึ่งจะรุมทึ้งกินโต๊ะสามแม่ลูกผู้ไร้ทางสู้
บนม้านั่งไม้พยุงที่ขัดจนเงาวับ เฒ่าซู นั่งกำไม้เท้าหัวัในมือแน่น ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ดวงตาขุ่นมัวที่เต็มไปด้วยตัณหาในอำนาจจ้องเขม็งไปยังหลานสาวที่เขาเคยมองว่าเป็เพียงสินค้าเกรดรอง
ข้างกายเขาคือ สะใภ้ใหญ่หลิว ที่บัดนี้ตีโพยตีพาย ร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ ข้อมือที่พันผ้าพันแผลหนาเตอะ (ซึ่งแอบยัดสำลีไว้ข้างในให้ดูพองโตเกินจริง) ถูกชูขึ้นมาประจานต่อหน้าสายตาชาวบ้านนับสิบที่มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย รั้วไม้ไผ่ผุพังหน้าบ้านกลายเป็ที่ซ่องสุมข่าวลือชั้นเลิศ สายตาและหูของทุกคนตั้งชันยิ่งกว่าสุนัขเฝ้าบ้าน
“ดูสิ ดูสิ ออกมาแล้วหรือยัง?” ป้าหลี่ร้านเต้าหู้ โผล่หัวมาจากอีกฝั่งรั้ว ดวงตาเป็ประกาย
“ฉันบอกแล้วว่าเื่นี้ไม่ธรรมดา เด็กสาวบ้านซูนั่นน่ะ อยู่ดี ๆ ก็มีเงิน ซื้อหมู ซื้อข้าว ใครจะไปเชื่อว่าได้มาดี ๆ” ป้าโจวรีบพยักหน้าพลางวิเคราะห์ตามหลักที่ควรจะเป็
“เฮอะ!” อาเฉิน คนตีเหล็กประจำหมู่บ้าน แค่นเสียง
“จะไปคิดให้ยากอะไร เด็กสาวก็สวยซะขนาดนั้น ขายตัวสักครั้งก็ได้เงินใช้แล้วมั้ง”
คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะต่ำ ๆ จากคนรอบข้าง ไม่มีใครตำหนิ มีแต่สายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นดีเห็นงาม
ลุงหวังจิบชาอีกอึก ก่อนจะสรุปอย่างผู้รู้
“เฒ่าซูเอาจริงแน่รอบนี้ ปกติเห็นทำตัวเป็ผู้ทรงศีล ที่แท้ก็ใจดำยิ่งกว่าคนขายหมูในตลาดเสียอีก จะเล่นงานหลานสาวตัวเองให้จมดินเลยหรือ?” ป้าโจวถอนหายใจยาว
“เด็กมันก็ซวยเกิดผิดบ้าน ใครจะไปสู้คนมีอำนาจได้” เสียงซุบซิบยังดังต่อเนื่อง
เหมือนฝูงแมลงบินวน ทุกคนรอคอยเพียงอย่างเดียว ใครจะเป็ฝ่ายพังยับก่อนกัน
"ซูเซียวชิง! คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!" เสียงทรงพลังของเฒ่าซูดังขึ้น ราวกับเสียงสายฟ้าฟาดที่พยายามจะสยบทุกสิ่ง
ทว่า... เซียวชิงยังคงยืนนิ่งสนิท แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงดุจต้นไผ่ที่ท้าทายพายุหิมะ ดวงตาคู่คมกริบจ้องมองปู่ของเธอด้วยแววตาที่ว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนเฒ่าซูรู้สึกหนาวสันหลังวาบอย่างประหลาด มันไม่ใช่สายตาของเด็กสาวขี้ขลาดคนเดิม แต่มันคือสายตาของพญาเหยี่ยวที่กำลังมองดูมดปลวก
"ทำไมหนูต้องคุกเข่าคะ?" น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย ทว่ามีน้ำหนักกดทับจนคนฟังรู้สึกหายใจลำบาก
"แกยังกล้าถามอีกเหรอ!" สะใภ้ใหญ่หลิวแผดเสียง
"แกไปขโมยเงินใครมาซื้อเนื้อซื้อข้าว! แล้วยังกล้าทำร้ายร่างกายฉันที่เป็ป้าสะใภ้ของแกอีก! ดูนี่สิ... ข้อมือฉันเกือบหักเพราะแก! แกมันนางปีศาจสิงร่าง!"
"พี่สะใภ้ใหญ่... ชิงเอ๋อร์ไม่ได้ขโมยใครมานะจ๊ะ..." ซูหรันที่ยืนสั่นอยู่ข้างหลังลูกสาวพยายามอธิบาย น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวที่ฝังรากมานับสิบปี
"หุบปากไปเลยซูหรัน! แกมันเป็แม่ประสาอะไร สอนลูกให้เป็โจร สอนลูกให้เนรคุณตระกูล!" เฒ่าซูตบพนักม้านั่งเสียงดัง ปัง! จนหยวนหยวนที่หลบอยู่หลังแม่สะดุ้งสุดตัว
เซียวชิงแสยะยิ้มที่งดงามแต่ดูอำมหิต
"เนรคุณงั้นเหรอคะ? คำนี้ท่านปู่ควรเก็บไว้บอกตัวเองนะคะ ตลอดสิบปีที่พ่อหนูหายไป แม่ต้องทำงานหนักในนาของตระกูลราวกับวัวกับควาย ข้าวปลาอาหารดีๆ ท่านปู่ก็ประเคนให้บ้านใหญ่กับบ้านรองจนหมด ส่วนพวกเราได้กินแต่กากธัญพืชปนรำข้าว... แบบนี้เรียกความเมตตา หรือเรียกการสูบเืสูบเนื้อคนในไส้กันแน่คะ?"
"แก! อีเด็กปากดี!" เฒ่าซูหน้าแดงก่ำ
"ที่ฉันทำก็เพื่อตระกูลซู! พี่ชายใหญ่ของแกกำลังจะสอบเป็ข้าราชการ เขาคืออนาคต! แกมันก็แค่เด็กผู้หญิง หน้าที่มีแค่แต่งออกไปหาเงินสินสอดมาจุนเจือตระกูลเท่านั้น!"
"อ้อ... อนาคตที่สร้างบนซากศพหลานสาวตัวเองน่ะเหรอคะ?" เซียวชิงแค่นหัวเราะ "สำนวนจีนว่า เสือไม่กินลูกตัวเอง แต่ท่านปู่กลับยิ่งกว่าเดรัจฉาน ยอมขายหลานสาวไปเป็เมียเก็บคนขับรถบรรทุกเพื่อเงิน 50 หยวน... นั่นน่ะเหรอคะความมั่นคงของท่าน?"
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที ชาวบ้านเริ่มมองเฒ่าซูด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป สะใภ้รองที่แอบฟังอยู่ถึงกับขบฟันแน่น
“เงิน 50 หยวนเชียวหรือ? ตาเฒ่านี่ลำเอียงชัดๆ เงินตั้งเยอะกลับเอาไปให้บ้านใหญ่คนเดียว! ไม่คิดจะแบ่งมาให้บ้านรองเลย”
สะใภ้ใหญ่หลิวเห็นท่าไม่ดี รีบเบี่ยงประเด็น
"อย่ามานอกเื่! แล้วเงินที่แกเอามาซื้อเนื้อล่ะ? ถ้าไม่ขโมยแกก็ต้องไปทำเื่บัดสีกับผู้ชายในตำบลมาแน่ๆ!"
"พี่สะใภ้ใหญ่! พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง ชิงเอ๋อร์เป็หลานสาวของพี่นะ!" ซูหรันร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
"ฉันไม่มีหลานสาวสำส่อนแบบนี้หรอก!"
เพียะ!
ความเงียบเข้าปกคลุมลานบ้านทันที ทุกสายตาจ้องมองด้วยความตกตะลึง... ไม่ใช่เซียวชิงที่ถูกตบ แต่เป็สะใภ้ใหญ่หลิวที่หน้าหันไปตามแรงมือ! เซียวชิงขยับตัวเร็วมากจนไม่มีใครมองทัน เธอสะบัดมือเบาๆ ราวกับเพิ่งแตะต้องสิ่งปฏิกูล
"มือของหนูคู่นี้เพิ่งฆ่าหมูป่าตัวเท่าบ้านมา... ถ้าป้าสะใภ้ยังไม่หุบปากพล่อยๆ นั่น หนูจะทำให้หน้าของป้าดูไม่ได้ยิ่งกว่าก้นลิงเสียอีก"
"แก... แกกล้าตบฉันต่อหน้าท่านปู่เหรอ!" สะใภ้ใหญ่หลิวกรีดร้อง
"ซูเซียวชิง! แกมันบ้าไปแล้ว! ใครก็ได้ ไปตามผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าคอมมูนมา! ฉันจะขับพวกเนรคุณนี่ออกจากตระกูล!" เฒ่าซูคำรามด้วยความคลุ้มคลั่ง
"ไปตามมาเลยค่ะ! เพราะหนูก็จะประกาศตรงนี้เลยเหมือนกัน... ั้แ่วินาทีนี้ หนูขอประกาศแยกบ้านกับตระกูลซูอย่างเป็ทางการ!"
คำว่า แยกบ้าน ในยุค 80 สำหรับคนชนบท มันคือการเดินออกไปสู่พายุหิมะโดยไร้เสื้อกันหนาว แต่สำหรับเซียวชิง มันคือการพ้นจากขุมนรก
"แกคิดว่าแกมีปัญญาเลี้ยงแม่กับน้องชายงั้นหรือ!" เฒ่าซูหัวเราะแห้งผาก
"ถ้าแกจะไป... ก็ไปได้แค่ตัวเปล่า! บ้านดินหลังนั้นเป็ของตระกูล ที่ดิน โควตาข้าว ทุกอย่างอยู่ในกำมือฉัน! ออกไปเมื่อไหร่ แกก็ไม่ต่างจากขอทานที่รอวันอดเท่านั้น!"
เซียวชิงยิ้มบางๆ
"หนูกับแม่และน้องชายจะไปแต่ตัว พร้อมกับความอัปยศที่พวกท่านยัดเยียดให้พวกเราเท่านั้น"
เฒ่าซูรีบตะครุบข้อเสนอทันที
"ได้! ในเมื่อแกอยากไปเป็ขอทานนัก ฉันจัดให้! แต่เงิน 35 หยวนในตะกร้าแก ต้องทิ้งไว้ที่นี่!"
เซียวชิงหยิบเงิน 35 หยวนออกมาชูขึ้น
"เงินนี่หนูได้มาจากการหยาดเหงื่อและเืของหนู... แต่เพื่อให้จบเื่อัปยศนี่ หนูจะให้ท่านปู่ 10 หยวน เป็ค่ากตัญญูครั้งสุดท้ายที่เราจะเกี่ยวข้องกันในฐานะญาติ!"
เธอโยนเงิน 10 หยวนลงบนพื้นดินแทบเท้าเฒ่าซู มันไม่ใช่แค่เศษเงิน แต่มันคือการตบหน้าด้วยศักดิ์ศรีอย่างแหลกละเอียดจนเหลือชิ้นดี
"แล้วจำไว้ว่า นับจากวันนี้ไป ไม่ว่าหนูจะรุ่งเรืองหรือล่มจม พวกท่านไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายชีวิตพวกเราอีก แม้แต่ความตายก็อย่าได้หวังจะให้พวกเราไปเผาผี!"
"ช้าก่อน!" เสียงทรงพลังหนึ่งดังแทรกขึ้น ปรากฏร่างของ หัวหน้าหมู่บ้านหวัง และ หัวหน้าคอมมูนหลี่ ที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
สะใภ้ใหญ่หลิวรีบถลาเข้าไป
"ท่านหัวหน้าหลี่! ช่วยด้วย! อีเด็กเนรคุณนี่มันทำร้ายฉัน ท่านต้องจับมันไปขังคอกหมูให้เข็ด!"
เซียวชิงเมินเฉยต่อเสียงเห่าหอน เธอเดินไปหยุดตรงหน้าผู้นำทั้งสอง
"ท่านหัวหน้าหลี่ ท่านหัวหน้าหมู่บ้านหวัง มาได้จังหวะพอดีเ้าค่ะ ในเมื่อตระกูลซูพยายามจะขายหนูกินเพื่อเงิน 50 หยวน และบีบคั้นพวกเราสามแม่ลูกให้ตายทั้งเป็ วันนี้หนูในนามบ้านสามตระกูลซู จึงขอยื่นเื่แยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์อย่างเป็ทางการต่อหน้าพวกท่าน!"
"แยกบ้าน? ตัดขาดความสัมพันธ์?" หัวหน้าคอมมูนหลี่ขมวดคิ้ว
"หนูคิดดีแล้วหรือ? ยุคสมัยนี้คนไร้รากจะอยู่รอดได้อย่างไร"
"หนูเลือกจะเป็รากไม้ที่เน่าตาย ดีกว่าเป็กิ่งก้านที่ถูกปลวกตระกูลซูกัดกินจนไม่เหลือซากเ้าค่ะ!"
บทพูดนั้นบาดลึกจนหัวหน้าหมู่บ้านถึงกับสะอึก เฒ่าซูคำราม
"ในเมื่อมันอยากตายนัก ฉันก็จะสงเคราะห์ให้! หัวหน้าหลี่ หัวหน้าหวัง ในฐานะผู้าุโฉันขอยืนยัน ฉันไม่้าหลานสาวสารเลวคนนี้อีกต่อไป!"
"ดีเ้าค่ะ! ถ้าเช่นนั้น รบกวนท่านหัวหน้าหมู่บ้านเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ขึ้นมาสามฉบับ ฉบับหนึ่งอยู่ที่คอมมูน ฉบับหนึ่งอยู่ที่ตระกูลซู และอีกฉบับ... อยู่ที่หนู"
โต๊ะไม้ถูกนำมาตั้งกลางลานดิน ทุกสายตาจับจ้องพู่กันที่ขยับตามคำสั่งของเซียวชิง
‘ (ข้อตกลง: นับจากนี้ ซูเซียวชิง ซูหรัน และซูหยวน ขอตัดขาดจากการเป็สมาชิกตระกูลซู ไม่ขอรับทรัพย์สิน ภาระหนี้สิน และไม่เกี่ยวข้องกันแม้ในยามมรณา โดยมีค่าตอบแทนกตัญญูสุดท้าย 10 หยวน ถือเป็ที่สิ้นสุด) ’
"หนูจะไม่เอาที่ดินแบ่งส่วนเลยหรือ?" หัวหน้าคอมมูนหลี่ถาม
"ไม่เอาแม้แต่นิ้วเดียวเ้าค่ะ หนูจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือหนูเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพย์สินที่แปดเปื้อนความโลภของใคร!"
"ดี! งั้นลงชื่อซะ!" เฒ่าซูรีบพุ่งเข้าไปกดนิ้วหัวแม่มือลงบนถาดหมึกสีแดง ประทับลงบนกระดาษอย่างรุนแรงราวกับ้าสลัดภาระชิ้นนี้ให้พ้นตัว สะใภ้ใหญ่หลิวตามมาประทับตราด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม
‘ (สะใภ้ใหญ่หลิว) : อีโง่! ไม่มีแต้มแรงงาน ไม่มีที่ดิน แกก็แค่รอวันอดตายคาป่า!’
สุดท้ายคือเซียวชิง เธอพยุงแม่ที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นให้มาประทับตรา
"แม่คะ... ประทับลงไป แล้วเราจะเป็ไทค่ะ"
เมื่อหัวหน้าคอมมูนและหัวหน้าหมู่บ้านลงนามพยาน เซียวชิงรับกระดาษแผ่นนั้นมา กางออกต่อหน้าสายตาคนทั้งหมู่บ้าน แววตาของนางวาวโรจน์ราวกับจักรพรรดินีที่เพิ่งได้รับชัยชนะ
"์เป็พยาน ดินเป็พยาน! วันนี้ฉันจ่ายค่ากตัญญูด้วยเงิน 10 หยวน แต่ถ้าวันหน้าพวกท่านกล้ามาล้ำเส้นครอบครัวฉันแม้เพียงก้าวเดียว... ฉันจะให้พวกท่านชดใช้คืนด้วยชีวิต!"
เฒ่าซูสะดุ้งสุดตัว รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ ในชุดปะชุนนั้นมันกดดันจนเขาแทบจะทรุดเข่าลงดิน ทั้งที่เป็ปู่... แต่เขากลับรู้สึกเหมือนข้ารับใช้ที่กำลังถูกขับไล่ออกจากวังหลวง
"ยังไม่จบค่ะท่านหัวหน้าหมู่บ้าน..." เซียวชิงหันไปหาผู้นำ
"ในเมื่อหนูตัดขาดจากตระกูลซูแล้ว หนูขอยื่นเื่เปลี่ยนชื่อและแซ่ใหม่ในทะเบียนของหมู่บ้านด้วยค่ะ"
"หนูจะใช้แซ่ของใครล่ะ?" หัวหน้าหมู่บ้านถามด้วยความงุนงง
"นับั้แ่วินาทีนี้ หนูขอใช้แซ่เซียว ที่แปลว่าความเงียบที่สง่างามและเยือกเย็น... หนูคือ เซียวฉิง... แม่คือ เซียวหรัน... และน้องชายคือ เซียวหยวน!"
เสียงประกาศเปลี่ยนแซ่ยังคงก้องกังวานอยู่ในหูของชาวบ้านทุกคนประหนึ่งเสียงระฆังเตือนภัย เฒ่าซู ตัวสั่นเทิ้มด้วยความอับอายถึงขีดสุด เขาพยายามจะอ้าปากสาปแช่งแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา เพราะรัศมีอำนาจจากเด็กสาวตรงหน้าที่ดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงสันดานดิบมันกดทับจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ทว่าในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าเื่ราวจะจบลงเพียงเท่านี้ เซียวฉิง (ชื่อใหม่) กลับยังไม่ยอมก้าวเท้าออกจากลานดิน เธอหันไปหา หัวหน้าหมู่บ้านหวัง และ หัวหน้าคอมมูนหลี่ อีกครั้ง ด้วยแววตาที่สงบนิ่งทว่าแฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมของนักธุรกิจระดับโลกผู้มองเห็นการณ์ไกล
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านคะ ในเมื่อพวกเราสามคนแม่ลูกไม่มีชื่ออยู่ในสำมะโนครัวตระกูลซูแล้ว ตามกฎของคอมมูน พวกเราก็ไม่มีที่พักแล้ว..." เซียวฉิงเว้นจังหวะพลางปรายตามองไปทางคนตระกูลซูที่กำลังแสยะยิ้มอย่างสะใจ
‘ (สะใภ้ใหญ่หลิว) : หึ! สุดท้ายก็ต้องมาอ้อนวอนขอที่อยู่ล่ะสิ! ฝันไปเถอะ ฉันจะให้พวกแกไปนอนเบียดกับหมูในคอกโน่น หรือไม่ก็ไปนอนข้างถนนประจานความโง่ของแกเอง!’
"หนูไม่ได้จะขอความเมตตาเื่ที่พักจากใคร..." เซียวฉิงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "แต่หนูอยากจะขอ เช่า กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านที่ติดชายเขา พร้อมที่ดินรกร้างโดยรอบอีกห้าหมู่ เพื่อใช้ทำกินและอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายค่ะ"
คำว่า เช่า ทำให้หัวหน้าคอมมูนหลี่ขมวดคิ้ว
"กระท่อมนั่นน่ะเหรอ? มันผุพังจนแม้แต่พรานป่ายังไม่กล้าเข้าไปนอน ที่ดินตรงนั้นก็ดินกรดจัด ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นนะแม่หนู เธอจะเอาเงินที่ไหนมาเช่า? ลำพังจะซื้อข้าวกรอกหม้อยังยากเลย"
"เงิน 20 หยวนที่เหลือในมือหนูไงคะ" เซียวฉิงชูเงินปึกสุดท้ายขึ้นมา
"หนูขอเช่าระยะยาว 10 ปี โดยจะจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเป็รายปีตามราคาประเมินของที่ดินชั้นเลวที่สุดของคอมมูน... ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าอย่างไรคะ?"
เฒ่าซูหัวเราะก้องทันที
"ฮ่าๆๆ! อีเด็กโง่! กระท่อมนั่นมันคือสุสานของคนตาย ที่ดินตรงนั้นคือคำสาป แกเอาเงินที่แลกมาด้วยเืไปทิ้งกับที่ดินกุดๆ แบบนั้นเหรอ? เชิญเลย! ฉันจะเป็คนแรกที่เซ็นยินยอมให้แกไปตายที่นั่น!"
เซียวฉิงไม่สนคำถากถาง เธอจ้องมองหัวหน้าหมู่บ้านหวัง
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านคะ ที่ดินตรงนั้นไม่มีใครเอามาสิบปีแล้ว คอมมูนเองก็ต้องแบกภาระที่ดินเปล่าโดยไม่ได้ผลผลิต ถ้าหนูเช่า ท่านก็ได้ผลงานในการบริหารจัดการที่ดินรกร้าง และหนูเองก็ได้ที่ซุกหัวนอน... มันคือการสมประโยชน์แบบ วิน-วิน (Win-Win) ทั้งสองฝ่ายไม่ใช่เหรอคะ?"
หัวหน้าหมู่บ้านหวังสะอึกกับคำศัพท์ประหลาดแต่เข้าใจความหมายได้ทันที เขาหันไปปรึกษาหัวหน้าคอมมูนหลี่ครู่หนึ่ง
‘ (หัวหน้าคอมมูนหลี่) : เด็กคนนี้มีความคิดล้ำลึกนัก ถ้านางทำกินได้จริง คอมมูนชิงสุ่ยของเราก็จะมีผลงานดีเด่นในการปฏิรูปที่ดินรกร้างตามนโยบายใหม่ แต่ถ้านางทำไม่ได้... อย่างน้อยนางก็จ่ายค่าเช่าล่วงหน้ามาเป็เงินสดแล้ว เงินเข้ากองกลางใครจะไม่อยากได้’
"ตกลง!" หัวหน้าหมู่บ้านหวังะโประกาศ
"ฉันในนามหัวหน้าหมู่บ้าน และท่านหัวหน้าคอมมูนหลี่ ยินยอมให้ เซียวฉิง เช่ากระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านและที่ดินห้าหมู่ ในราคาปีละ 2 หยวน จ่ายล่วงหน้า 5 ปี เป็เงิน 10 หยวน! ให้ลงนามรับรองในทะเบียนคอมมูนเดี๋ยวนี้!"
สะใภ้ใหญ่หลิวอ้าปากค้าง
"ท่านหัวหน้า! ที่ดินตั้งห้าหมู่ ราคาแค่ปีละ 2 หยวนเนี่ยนะ! มันถูกเกินไปไหม!"
"ถูกงั้นเหรอคะ?" เซียวฉิงหันไปมองป้าสะใภ้ด้วยสายตาคมกริบ
"ถ้าป้าสะใภ้อยากได้นัก ก็ลองเอาที่ดินนาดีๆ ของป้ามาแลกกับที่ดินดินกรดท้ายเขาดูไหมคะ? หนูยินดีแลกทันทีเลยค่ะ สนใจไหม?"
นางหลิวสะอึกเงียบกริบทันที เพราะที่ดินตรงนั้นใครๆ ก็รู้ว่าปลูกถั่วยังตาย ปลูกหญ้ายยังเหี่ยว
เมื่อเอกสารเช่าที่ดินถูกลงนามและประทับตราสีแดงชาดอย่างสมบูรณ์ เซียวฉิงก็รับกระดาษแผ่นนั้นมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างถนอม ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของเฒ่าซูที่คิดว่าหลานสาวโง่เง่าจนกู่ไม่กลับ
"เรียบร้อยแล้วค่ะ..." เซียวฉิงหันไปหาแม่และน้องชาย
"แม่คะ หยวนหยวน... ถึงบ้านใหม่ของเราจะไม่มีกำแพงที่แข็งแรง แต่มันมี สัญญาเช่า ที่ระบุชื่อของพวกเรา ไม่ใช่ชื่อของตระกูลซู ต่อไปนี้... ใครก็มาไล่พวกเราไม่ได้อีกแล้ว!"
เซียวหรัน (ซูหรัน) ปาดน้ำตาพลางพยักหน้าอย่างเชื่อมั่นในตัวลูกสาว
"ไปเถอะลูก... แม่จะช่วยหนูถางหญ้าเอง ต่อให้ต้องขุดดินด้วยมือเปล่า แม่ก็จะทำ"
"ผมด้วย! ผมจะช่วยพี่สาวซ่อมหลังคาเอง!" หยวนหยวนะโเสียงใส แววตามุ่งมั่นเกินวัย
สามแม่ลูกเดินแบกข้าวของเพียงไม่กี่ชิ้นออกจากลานดินตระกูลซู เดินผ่านกลางหมู่บ้านที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ยังคงซุบซิบขำขันว่าพวกนางจะไปอดตายที่ชายเขา บ้างก็ถากถางว่าไปอยู่เรือนผีสิง ทว่าเซียวฉิงกลับเดินหลังตรง แววตาจ้องมองไปที่ยอดเขาเขียวขจีที่รออยู่เบื้องหน้าอย่างผู้ชนะ
‘ (ลุงหวัง) : ดูท่าทางนางสิ... เดินเหมือนเ้าเมืองเข้าตรวจตราพื้นที่ มากกว่าขอทานที่ถูกไล่ออกจากบ้าน ตระกูลซูเอ๋ย... พวกแกเสียหงส์ทองไปเพื่อรักษาไก่แก่ๆ ในเล้าแท้ๆ วันหนึ่งพวกแกจะต้องร้องไห้ไม่ออก’
เมื่อมาถึงกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน ผนังดินถล่มลงมาเกือบครึ่ง หลังคามุงฟางมีรูโหว่ขนาดใหญ่จนเห็นก้อนเมฆ และหญ้าคาขึ้นสูงท่วมหัวดูรกร้างน่าสะพรึงกลัว เซียวฉิงวางตะกร้าลงบนพื้นดินที่แห้งกรัง เธอหลับตาลง ััถึงไอเย็นจากชายเขาและพลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินที่คนอื่นตราหน้าว่าดินตาย
‘ดินกรดงั้นเหรอ? หึ... ในยุคสมัยของฉัน ดินแบบนี้แหละคือ์ของการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อและโสมป่าชั้นดีที่สุด!’
เซียวฉิงลืมตาขึ้น เปลวไฟสีเขียวหยกในดวงตาวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง
"สำนวนจีนเขาว่าไว้ นิ่งเป็หลับ ขยับเป็ั..." เธอพึมพำกับตัวเอง
"พวกแกจงจำไว้ให้ดี... อีกไม่นาน ที่ดินแห่งความตายนี้ จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของอาณาจักรที่พวกแกต้องคุกเข่าอ้อนวอนเพื่อขอเพียงเศษขนมจากมือของฉัน!"
