สกุลจงเป็ตระกูลขุนนางยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลางเย่ ทั้งยังแข็งแกร่งติดอันดับต้นๆ ของจักรวรรดิต้าฉี!
มีจอมยุทธ์หลายคนในสกุลจงดำรงตำแหน่งสำคัญในจักรวรรดิต้าฉี อีกทั้งยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์ที่รับหน้าเป็ผู้พิทักษ์ราชวงศ์ต้าฉีอีกด้วย!
ในบรรดาตระกูลขุนนางยุทธ์ จอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นสร้างลมปราณหาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะตระกูลขุนนางยุทธ์ที่มีจอมยุทธ์ขั้นหลอมลมปราณมากล้วนแล้วเป็ตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ที่สืบทอดมานานนับพันปี
ทว่าสกุลจงกลับมีจอมยุทธ์ขั้นสั่งสม มิว่าเป็เมืองหลางเย่หรือจักรวรรดิต้าฉี จอมยุทธ์ขั้นสั่งสมนั้นนับว่าเป็ปรมายุทธ์สูงสุด!
‘ขั้นสั่งสม’ ร่างกายมนุษย์เปรียบดั่งคลังสมบัติอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่อยู่ในขั้นพลังนั้นสามารถพัฒนาศักยภาพของร่างกายเพื่อนำมาใช้สำหรับการต่อสู้ได้
สกุลจงเป็ผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าแม้กระทั่งในสำนักเอง แต่ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาคือคนของสกุลจงอย่างนั้นรึ!
“ข้าเป็แค่คนไม่เอาอ่าวของสกุลจง!” จงจี๋ยิ้มเจื่อนๆ
สกุลจงเป็ตระกูลใหญ่ที่มีตระกูลเล็กๆ แยกไปอีกมากมายนับร้อยตระกูล สกุลจงที่จงจี๋อยู่นั้นเป็ตระกูลสามัญ พร์ของเขาเองก็ไม่ได้โดดเด่นนัก ไม่ควรค่าแก่การให้ตระกูลหลักทุ่มเททรัพยากรบำเพ็ญเพียร
หากแต่ตระกุลขุนนางยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลางเย่นั้นเหลือล้ำเกินหยั่งถึง แม้ว่าจงจี๋จะมิใช่ศิษย์อัจฉริยะในสกุลจง ทว่าก็ได้รับโอสถบำเพ็ญเพียรทุกเดือน หลังจากผ่านมายี่สิบปี เขาก็บำเพ็ญเพียรถึงขั้นหลอมกายาแปดชั้นฟ้าแล้ว
อย่างไรก็ตามด้วยพร์ที่มีขีดจำกัด แม้ว่าขั้นบำเพ็ญเพียรจะสูงกว่าจูชิงหนึ่งขั้นพลังย่อย แต่ก็ด้อยกว่าจูชิงมากไม่ว่าจักเป็ในด้านคุณภาพร่างกายหรือความหนาแน่นของลมปราณ เรียกได้ว่าเทียบไม่ติดฝุ่น
“ถ้าข้าจำไม่ผิด สกุลจงมีอภิสิทธิ์ตั้งมากไม่ใช่หรือ เหตุใดเ้าถึงเข้าร่วมเป็ศิษย์สามัญล่ะ?” หลงเฟยเอ่ยถาม
หลงเฟยเลือกเป็ศิษย์สามัญก็เพราะเขาเชื่อมั่นว่าเขาสามารถเป็ศิษย์ในสำนักได้ด้วยพลังของตัวเอง ทว่าเหตุใดจงจี๋ถึงทำเช่นนั้น ด้วยพลังของเขาแล้ว ถ้าโชคร้ายหน่อยก็น่าจะถูกคัดออกไปั้แ่การทดสอบรอบแรกแล้ว
“อภิสิทธิ์นั่นจะมาถึงข้าได้อย่างไร ลำพังแค่อัจฉริยะของสกุลจงก็แทบไม่พอแล้ว” จงจี๋ยิ้มอย่างขมขื่น
จูชิงส่ายศีรษะ เขามิได้เกิดในตระกูลใหญ่จึงไม่เข้าใจสภาพแวดล้อมความเป็อยู่ของคนพวกนี้ กระนั้นก็พอััได้ถึงความขมขื่นในใจของจงจี๋ได้
สกุลจงเป็ตระกูลขุนนางยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลางเย่ แม้ว่าพร์ของจงจี๋จักต่ำต้อยเพียงใดก็ไม่น่าเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อลูกงูเหลือมทมิฬตัวเดียว เดาว่าน่าจะมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่ได้พูดออกมาเสียมากกว่า
“ข้ามองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าศิษย์พี่ทั้งสองเป็ัหงส์ในฝูงชน ครั้งนี้ศิษย์พี่ต้องติดอันดับต้นๆ ของการทดสอบอย่างแน่นอน!” จงจี๋มองไปที่จูชิงกับหลงเฟยแล้วพูดออกมาด้วยความจริงใจ
“ศิษย์พี่คงไม่ได้สนใจศพงูเหลือมทมิฬ เช่นนั้นให้ข้าเป็คนจัดการเถิด!” ยังไม่ทันที่จูชิงกับหลงเฟยจะตอบรับ จู่ๆ จงจี๋ก็เปลี่ยนสีหน้า เขาลูบศพงูเหลือมทมิฬราวกับกำลังลูบคลำคนรัก
จูชิงเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับตัวสั่นสะท้าน เ้านี่เป็พวกละโมบโลภมากเพียงใดกัน
“น่าขยะแขยง!” ซั่งกวานเหยียนหลานขนลุก ถึงจะเป็การจัดการศพของสัตว์อสูริญญาเช่นเดียวกัน ทว่าการกระทำของจงจี๋กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับยามจูชิงทำอย่างสิ้นเชิง
แม้จงจี๋จักมิได้แข็งแกร่ง ทว่าขั้นตอนในการจัดการกับศพนั้นละเอียดอ่อนเป็อย่างมาก เขาตัดเอาส่วนที่มีค่าของงูเหลือมทมิฬไปจนหมด ไม่เหลือเลยแม้แต่เศษเสี้ยว กระทั่งจูชิงยังสู้ไม่ได้
“เื่อื่นข้าอาจไม่ได้เื่ แต่ถ้าเป็เื่จัดการกับศพสัตว์อสูริญญา ข้าเชื่อว่าไม่มีใครเก่งเกินไปกว่าข้า” จงจี๋พูดอย่างภาคภูมิ
“ข้ายอมรับ เ้าจัดการกับศพสัตว์อสูริญญาได้ยอดเยี่ยมมาก” จูชิงพยักหน้า ถ้าเทียบกับจูชิงแล้วการจัดการศพของเขาก่อนหน้านี้ค่อนข้างจะสิ้นเปลืองทรัพยากร
“พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าเ้าบ้าถงจ้านเหมือนกับสัตว์ร้าย ข้าแอบตามเขาเข้ามาในป่า เห็นเ้านั่นกินเนื้อสัตว์อสูริญญาสดๆ พอเขาจากไป ข้าก็ค่อยออกมาจัดการกับซากศพิญญาที่เหลือทิ้ง ได้ค่าคุณูปการมาเกือบสองพันคะแนน!” จงจี๋ภูมิใจเป็อย่างมาก
“ถงจ้านอยู่ที่ไหนงั้นรึ?” หลงเฟยหน้าเปลี่ยนสี ในการทดสอบครอบนี้มีเพียงจูชิงกับถงจ้านที่มีคุณสมบัติที่จะเป็คู่ต่อสู้ของเขา จูชิงไม่อยากสู้กับเขาจึงเหลือแค่ถงจ้านแล้ว
“ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นเขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาน่าจักอยู่ที่นั่น” จงจี๋ตอบ
“ทิศตะวันตก!” จูชิงหน้าอัปลักษณ์เล็กน้อย
จากข้อมูลของเฒ่าปีศาจ หุบเขาแห่งนี้นอกจากสุนัขโลกันตร์สามหัวแล้วยังมีสัตว์อสูริญญาขั้นสร้างลมปราณถูกผนึกไว้ในหุบเขาทางทิศตะวันตกอยู่อีก
สัตว์อสูริญญาขั้นสร้างลมปราณน่าพรั่นพรึงเพียงใด จูชิงเคยััมาแล้วกับตัว!
ถงจ้านเป็คนบ้า ถ้าเขาปล่อยสัตว์อสูริญญาขั้นสร้างลมปราณทางทิศตะวันตกออกมาจะต้องกลายเป็เื่ใหญ่แน่!
อย่างที่จูชิงคิด ถงจ้านกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก สัตว์อสูริญญาที่ขวางทางเขาล้วนถูกกระซวกตัวขาดเป็สองส่วนด้วยฝ่ามือ
ถงจ้านถูกสัตว์อสูรเลี้ยงดูั้แ่เกิด ความดุร้ายในตัวนั้นเกินคนธรรมดา เคลื่อนไหวว่องไวยิ่งกว่าลิง พละกำลังแกร่งกล้ายิ่งกว่าหมีดำ!
หลังจากเข้ามาในหุบเขา ถงจ้านรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังเรียกหาตน เขาตามเสียงนั้นไปทางทิศคะวันตก และเพลานี้เขาััได้ว่าใกล้จักไปถึงเป้าหมายแล้ว!
“โฮกกก!” เบื้องหน้าคือเขตแดนต้องห้ามที่กำลังสาดแสงสีทองระยิบระยับ หมีั์ทองคำตาบอดข้างหนึ่งแผดเสียงคำรามอยู่ในเขตแดนต้องห้าม
ถงจ้านจับจ้องมองหมีั์ทองคำด้วยความประหลาดใจ ขนาดตัวของมันสูงเกือบห้าจั้ง แม้ว่าถงจ้านจักตัวสูงใหญ่ แต่พอเทียบกับหมีตัวนี้แล้วเขากลับตัวเล็กจิ๋วไม่ต่างอันใดกับลูกสัตว์อสูร
ยากจักจินตนาการว่าพลังพิศวงใดซ่อนอยู่ในร่างกายอันใหญ่ั์ และใครกันที่จะสามารถต่อต้านพลังน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้
ถงจ้านรู้สึกได้ว่าหมีั์ตัวนั้นสามารถฆ่าเขาได้ด้วยลมหายใจเพียงครั้งเดียว ทว่ามีคนที่สามารถจับมันขังไว้ในเขตแดนต้องห้ามได้ เช่นนั้นแล้วคนผู้นั้นจักแกร่งกล้าเหนือฟ้าเพียงใด
ถงจ้านยื่นมืออกไปตามสัญชาตญาณ ม่านแสงสีทองคำที่กักขังหมีั์กลับมิได้ขัดขวางเขา จากนั้นฝ่ามือถงจ้านก็ัักับอุ้งตีนหมีั์!
หมีั์ทองคำสามารถบดขยี้ร่างของถงจ้านได้อย่างง่ายดาย แต่ขณะนั้นแววตาของมันกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ราวกับว่าเห็นบางสิ่ง บางสิ่งที่ทำให้มันหวาดกลัว!
“โอ้? ในการทดสอบรอบนี้มีกายาทองสัมฤทธิ์อยู่ด้วยอย่างนั้นรึ ดูเหมือนเ้าราชันหมีทองสัมฤทธิ์เจอเ้าของเสียแล้ว!” ท่ามกลางหมู่เมฆา บุรุษสวมอาภรณ์มรกตลืมตาขึ้น รอยยิ้มปรากฏที่มุมปาก
มีสัตว์อสูริญญาห้าตัวถูกกักขังอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ ซึ่งสัตว์อสูรทั้งห้านั้นเป็สัตว์อสูรหายากที่ผู้เยี่ยมยุทธ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนพบระหว่างเดินทางบนแผ่นดินใหญ่ ถ้าจะฆ่าพวกมันก็น่าเสียดาย พวกเขาจึงนำพวกมันกลับมาเลี้ยงที่สำนัก
ราชันหมีทองสัมฤทธิ์มีสายเืดึกดำบรรพ์อยู่ แม้ว่าจักบางเบาแต่ก็ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่ามีจอมยุทธ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนกี่คนที่อยากราชันหมีทองสัมฤทธิ์ ทว่าร่างกายไม่สามารถผสานร่วมกับราชันหมีทองสัมฤทธิ์ได้
“ครืนน!” แสงิญญาเส้นหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้า โอสถทรงกลมตกลงบนฝ่ามือของถงจ้าน ลักษณะเป็สีทองเหลืองทั้งยังแข็งราวกับหินเหล็ก
“อึก!” ถงจ้านกลืนโอสถเม็ดนั้นลงไปอย่างไม่ลังเล
“โฮกกก!” ราชันหมีทองสัมฤทธิ์คำรามอยู่ในม่านแสงทองคำ มันอยากสลัดมือออกจากถงจ้าน ทว่าถงจ้านััได้ถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้จากฝ่ามือของตน ทันใดนั้น กายาเสมือนเปลี่ยนเป็หลุมดำกลืนร่างของราชันหมีทองสัมฤทธิ์เข้าไป
ร่างมหึมาของราชันหมีทองสัมฤทธิ์ถูกถงจ้านกลืนกินทีละเล็กทีละน้อย ราชันหมีทองสัมฤทธิ์สุดแค้นแสนเป็โทสะ ทว่ามันกลับทำอะไรไม่ได้เลย!
“ครืนน!” จากนั้นราชันหมีทองสัมฤทธิ์ก็ถูกถงจ้านกลืนกินโดยสมบูรณ์!
“โฮกก!” ถงจ้านคำรามดั่งสัตว์ร้าย ั์ตาเปลี่ยนเป็สีทอง ขนสีทองปกคลุมทั่วทั้งสรรพางค์กาย ฝ่ามือแปรเปลี่ยนเป็อุ้งมือ กรงเล็บอันแหลมคมสาดแสงสีทองจรัสแจ้ง
เพียงชั่วพริบตา ถงจ้านเปลี่ยนจากคนกลายเป็หมี ร่างกายบึกบึนเป็ทุนเดิมขยายใหญ่สูงขึ้นเกือบหนึ่งจั้ง!
ทว่าสิ่งนั้นประจักษ์เพียงไม่ถึงสามลมหายใจ ถงจ้านก็คืนร่างกลับกลายเป็มนุษย์เช่นเดิม!
เวลาต่อมาถงจ้านเปลี่ยนร่างจากคนเป็หมี จากหมีเป็คนอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งที่เปลี่ยนร่างไปมา ร่างกายของเขาก็แกร่งกล้ามากยิ่งขึ้น แสงสีทองเปล่งประกาย กล้ามเนื้อคล้ายกับถูกหลอมขึ้นจากเหล็ก!
“นักรบิญญาอสูร!” บุรุษที่อยู่ท่ามกลางเมฆาผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย ราชันหมีทองสัมฤทธิ์อยู่ในขุนเขากระบี่เทียนหยวนมายี่สิบกว่าปีแล้ว ในที่สุดมันก็ได้พบบ้านของมัน
ขณะที่ทุกคู่สายตาจับจ้องไปที่จูชิงกับหลงเฟย ถงจ้านกลับอยู่เหนือพวกเขาโดยไม่รู้ตัว ถงจ้านจะต้องเป็อันดับหนึ่งในปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัยสามารถเข้าร่วมเป็ศิษย์ในสำนักได้โดยไร้ข้อกังขา กระทั่งผู้าุโขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็เต็มใจรับเขาเป็ศิษย์!
ราชันหมีทองสัมฤทธิ์มิใช่สัตว์อสูริญญาสามัญ ถงจ้านที่กลืนราชันหมีทองสัมฤทธิ์เข้าไปย่อมมิใช่คนธรรมดา นักรบิญญาอสูรนั้นเหนือกว่าจอมยุทธ์ทั่วไป ฤทธิรณนั้นสูงเกินกว่าที่ใครจักสามารถจินตนาการ
ด้านผู้าุโลองกระบี่ที่ก่อนหน้านี้ต่อต้านตราประทับหินฟ้าทะมึนได้ทำการกระตุ้นพลังของิญญาอสูรที่หลับใหลอยู่ในร่างกาย เป็เหตุให้พลังแกร่งกล้าขึ้นหลายเท่าโดยไม่รู้ตัว ยามนี้กำลังมองถงจ้านอยู่ตาไม่กะพริบ!
“ถงจ้าน กายาทองสัมฤทธิ์ กอปรกับโอสถทองคำโลหิตชาด ทำให้สามารถสร้างนักรบิญญาอสูรของราชันหมีทองสัมฤทธิ์ได้อย่างนั้นรึ!” ผู้าุโลองกระบี่ชื่นชมอย่างอดมิได้
ถงจ้านจักต้องเปล่งประกายในการแข่งขันระหว่างสำนักที่จะมาถึงอย่างแน่นอน
หลังจากยุคดึกดำบรรพ์ล่มสลาย วิถียุทธ์สืบทอดต่อกันมาในทวีปนี้มานานหลายหมื่นแล้ว ใน่เวลาหลายหมื่นปีที่ผ่านมา เส้นทางแห่งยุทธ์ได้วิวัฒนาการยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
นักรบิญญาอสูรเป็ผลผลิตจากการวิวัฒนาการของเส้นทางแห่งยุทธ์ ผู้ที่มีิญญาอสูรอยู่ในร่างกายถูกเรียกว่านักรบิญญาอสูร แข็งแกร่งยิ่งกว่าจอมยุทธ์ทั่วไปหลายเท่า ใน่เวลาวิกฤต พวกเขาสามารถกระตุ้นพลังิญญาอสูรแปลงร่างเป็สัตว์อสูริญญา พละกำลังพุ่งทะลวงขึ้นสู่จุดสูงสุดเกินคาดเดา
นักรบิญญาอสูรที่ทรงพลังสามารถต่อต้านศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองได้ถึงสิบเท่า!
