เช้าวันรุ่งขึ้น
“คุณหนู คุณหนูจะไปจริงๆ หรือ” จื่อเซียงขมวดคิ้ว มือกำเสื้อไว้แน่น
มู่อวิ๋นจิ่นมองจื่อเซียง ก่อนยื่นมือไปดึงชุดที่อยู่ในมือจื่อเซียงมา จากนั้นก็บรรจงแต่งตัว “ใช่ ข้าอยากไปชมดูสักหน่อย”
“คุณหนู หากท่านอยากไปจริงๆ ท่านก็ควรจะปกปิดตัวตนหน่อยนะเ้าคะ” จื่อเซียงมองชุดราบเรียบแต่คงไว้ซึ่งความสง่างามของมู่อวิ๋นจิ่น ใบหน้างดงามถูกเปิดเผยจนหมด แบบนี้ยิ่งทำให้นางร้อนใจอย่างมาก
“ไม่เป็ไรหรอก ข้าถูกกักอยู่แต่ในเรือนมวลบุปผา ใครจะจำข้าได้กัน” มู่อวิ๋นจิ่นพูดจบ ก็ผลักประตูห้องนอน แล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
จื่อเซียงตามไปทันที ครั้นพอพ้นห้องนอนของมู่อวิ๋นจิ่นมา ด้านนอกก็ไร้ซึ่งเงาของมู่อวิ๋นจิ่นแล้ว
…
มู่อวิ๋นจิ่นพลิกตัวลงจากกำแพงเรือนมวลบุปผา การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว และเงียบเชียบจนไม่ได้เรียกความสนใจจากผู้คุมในจวนสักคน
หลังจากออกจากจวนเสนาบดีมู่แล้ว มู่อวิ๋นจิ่นก็หยิบผ้าคลุมหน้าที่เตรียมไว้ออกมาจากในแขนเสื้อ นางใช้มันปิดบังรูปโฉม จากนั้นก็มุ่งหน้าไปทางสถานที่ที่แสนจะคึกคักซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เดินไปยังหอชมอักษรอันเป็สถานที่จัดงานประชันในครั้งนี้
มู่อวิ๋นจิ่นยืนอยู่หน้าหอชมอักษรพักหนึ่ง ก็มีผู้คนจำนวนมากเดินเข้าออกสถานที่แห่งนี้กันอยู่ตลอดเวลา ปากก็ท่องอะไรพึมพำๆ
“พี่หลิน ข้าแลกเงินมาแล้ว ปีนี้ข้าจะยังเดิมพันข้างแม่นางสี่สกุลมู่เป็ผู้ชนะตามเคย ปีที่แล้วข้าเพิ่มเงินเดิมพันไปสองเท่า นางชนะข้าก็ได้เงินมาเยอะทีเดียว”
“แน่นอนอยู่แล้ว คุณหนูสี่สกุลมู่ถือเป็สตรีผู้มีความสามารถอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรซีหยวน ชนะติดต่อกันถึงสามครั้งติด ครั้งนี้นางก็คงชนะอีกเป็แน่”
“…”
ขณะฟังบทสนทนานั้น มู่อวิ่นจิ่นที่พอจะรู้อะไรมาบ้างแล้ว ก็ได้เดินตามเข้าไปในหอชมอักษร
เมื่อก้าวเข้าไปในหอชมอักษร ตรงกลางจัดเวทีประลองไว้แห่งหนึ่ง ผู้คนที่ชมอยู่ข้างเวทีเบียดเสียดกันคับคั่ง มู่อวิ๋นจิ่นกวาดสายตามองไปรอบด้าน ก่อนจะเดินตรงไปยังที่วางเดิมพัน
ครั้นเดินไปถึงที่วางเดิมพัน ก็มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่พอดี พอเห็นมู่อวิ๋นจิ่นเข้า เขาก็ยิ้มตาหยีมองนาง “แม่นางข้างหน้า คงมาดูงานประชันอักษรเป็ครั้งแรกสินะ”
มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร
ชายวัยกลางคนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับชี้ไปทางกล่องเดิมพันสองอันตรงหน้า “เ้าดูกล่องสองอันนี้ ด้านนี้คือตัวแทนของคุณหนูสี่สกุลมู่ ด้านในอัดแน่นไปด้วนเงินจนแทบจะปิดไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนกล่องอีกฝั่งยังว่างอยู่”
“แม่นางมาครั้งแรก หากอยากจะเดิมพัน ในฐานะคนมีประสบการณ์อย่างข้าขอแนะนำให้เ้าพนันฝั่งนี้ดีกว่า” ชายวัยกลางคนพูดพลางชี้ไปทางกล่องที่อัดแน่นไปด้วยเงิน
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่สวยดุจหงส์ของนางฉายแววดูแคลนวาบผ่าน นางปลดถุงเงินออกจากเอวแล้วโยนลงกล่องเปล่าใบนั้นอย่างไม่ต้องคิด
“แกร๊ง” เงินกระทบกล่องเปล่าเกิดเสียงดังขึ้น ดึงดูดผู้คนที่อยู่โดยรอบจำนวนมากให้หันมาสนใจ
“แม่นางไม่เชื่อข้างั้นหรือ” ชายวัยกลางคนเห็นภาพนั้นก็หุบยิ้ม ไม่พอใจเล็กน้อย
มู่อวิ๋นจิ่นกระตุกยิ้มมุมปาก กอดอกพลางเอ่ยนิ่ง ๆ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อท่าน แต่ข้าคิดว่าวันนี้มู่หลิงจูคงชนะไม่ได้หรอก”
“เหอะ ช่างเป็เด็กสาวที่โง่เขลานัก อีกเดี๋ยวเ้าจะต้องร้องไห้” ชายวันกลางคนใจนพูดไม่ออก เขาหันหน้าหนี ไม่คุยกับมู่อวิ๋นจิ่นอีก
การกระทำของมู่อวิ๋นจิ่นทำให้คนจำนวนมากหันมามองนาง เพราะมู่อวิ๋นจิ่นปิดบังรูปโฉมเอาไว้ คนส่วนใหญ่ที่ได้ฟังคำพูดของชายวัยกลางคนจึงคิดว่ามู่อวิ๋นจิ่นเป็สตรีโง่เขลาคนหนึ่ง
...
เวลานั้นเองภายในที่นั่งพิเศษบนชั้นสอง มีร่างหนึ่งในชุดม่วงนั่งอยู่ด้านใน สายตาเ็าจับจ้องมายังมู่อวิ๋นจิ่น ั์ตาคู่นั้นยากที่จะมองออกได้ อีกทั้งระหว่างคิ้วมุ่นยังฉายแววครุ่นคิด
“ติงเสี่ยน เ้าว่าเราควรเดิมพันข้างใครดี”
ครั้นชายที่ถูกเรียกชื่อว่าติงเสี่ยนถูกเรียกชื่อ เขาก็โค้งกายทันที “วันนี้ที่ท่านยังมิได้ลงเดิมพัน คิดว่าจะต้องมีคิดอะไรอยู่เป็แน่ใช่ไหมขอรับ”
ณ ชั้นล่างของหอ มู่อวิ๋นจิ่นเดินเตร่ไปมา นางรู้สึกว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองนางอยู่ ทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัว
ทันใดนั้นเองมู่อวิ๋นจิ่นก็หยุดฝีเท้าลง แล้วเงยหน้ามองไปยังชั้นสอง นางสบสายตาเข้ากับดวงตาเหยี่ยวคู่หนึ่งโดยบังเอิญ ทั้งสองจ้องตากัน มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาทันที
“มองพอหรือยัง” มู่อวิ๋นจิ่นได้สติกลับมา นางเลิกคิ้วขึ้นในดวงตาไร้แววหวาดกลัว
เวลานี้การประชันยังไม่เริ่มขึ้น ชั้นล่างของหออักษรดูวุ่นวายมากเป็พิเศษ มู่อวิ๋นจิ่นเลยไม่รู้ว่าคนที่อยู่ข้างบนจะได้ยินคำพูดของตัวเองไหม
“ถ้ายังมองไม่พอเล่า” ้ามีเสียงดังลอยลงมา เจือไปด้วยความเยือกเย็น
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเสียงตอบกลับก็หรี่ตาลง จากนั้นก็สาวเท้ามุ่งหน้าไปยังชั้นสอง
มู่อวิ๋นจิ่นเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ชั้นสอง นางก็เห็นผู้ชายในชุดม่วงนั่งอยู่ตรงนั้น แค่เห็นใบหน้าด้านข้างของเขาก็ทำให้มู่อวิ๋นจิ่นนึกถึงคำว่า ‘สง่างาม’ ขึ้นมา
ข้างกายชายชุดม่วงมีผู้ชายที่แต่งตัวเหมือนผู้คุมยืนอยู่คนหนึ่ง แต่จากประสบการณ์การต่อสู้มาหลายปีของมู่อวิ๋นจิ่น นางรู้สึกว่ารอบด้านยังมีลมปราณซ่อนอยู่ในที่ลับอีกไม่น้อย
ชายชุดม่วงที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ ดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดาเป็แน่
“ไม่กล้าเข้าใกล้ข้าหรือ” ชายชุดม่วงเห็นมู่อวิ๋นจิ่นยืนนิ่งอยู่ตรงริมบันไดก็เอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาของเขาดูล้ำลึกไร้ก้นบึ้ง
มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มบางๆ พลางส่ายหน้า นางเดินเข้าไปช้าๆ นั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างอย่างไม่เกรงใจ แล้วมองลงไปที่ชั้นล่าง ก่อนอุทานขึ้นอย่างตกตะลึง “ที่นั่งของท่านนี่ไม่เลวเลย มองลงไปเห็นด้านล่างชัดเจนเลยทีเดียว”
ติงเสี่ยนที่ยืนอยู่ด้านข้างกำลังจะเข้าไปหยุดนาง แต่ก็ถูกชายชุดม่วงใช้สายตาปรามไว้ก่อน เขาจึงยืนอยู่ที่เดิม ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น “แม่นางท่านนี้ เมื่อครู่ทำไมท่านถึงไม่วางเดิมพันว่าวันนี้คุณหนูสี่สกุลมู่จะชนะเล่า”
“ทำไมข้าต้องพนันว่านางจะชนะด้วย” มู่อวิ๋นจิ่นถามกลับ
ติงเสี่ยนใ พลันหันไปมองทางชายชุดม่วง กลับเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจิบชาเบาๆ ราวกลับว่าไม่ได้ยินคำพูดของนาง
เขาจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “คุณหนูสี่สกุลมู่ชนะติดกันสามครั้ง การประชันครั้งที่สี่นี้ย่อมมีโอกาสที่จะชนะสูง”
“วันนี้นางไม่มีทางชนะแน่” มู่อวิ๋นจิ่นมองไปทางเวทีด้านล่าง มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมความมั่นใจ
“เพราะเหตุใดกัน” ติงเสี่ยนถามอย่างประหลาดใจ
มู่อวิ๋นจิ่นยิ้ม เหลือบมองติงเสี่ยน “เพราะข้าเกลียดนาง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ติงเสี่ยนจึงปิดปากเงียบ ไม่เอ่ยอันใดกับมู่อวิ๋นจิ่นอีก
“ติงเสี่ยน ไปวางเดิมพัน” ชายชุดม่วงที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด เอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น พลันดวงตากลับฉายประกาย
ติงเสี่ยนใอยู่ชั่วขณะ แล้วรีบเร่งลงไปที่หอชั้นล่าง เพื่อตอบสนองคำสั่งนั้นทันที
ผ่านไปเพียงครู่ เสียงเงินพวงหนึ่งตกกระทบกล่องเปล่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง ดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนมากให้หยุดดูอีกรอบ