สายลมในฤดูหนาวแผดเสียงร้องครวญคราง ส่งผลให้ธงยาวจำนวนนับแสนนับพันที่อยู่ทั่วบริเวณโดยรอบโบกสะบัดส่งเสียงดังไปทั่ว ราวกับว่ามีัตัวแล้วตัวเล่าที่อยากสะบัดตัวเองออกจากพันธนาการ แล้วล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเสรี
การมาถึงขององค์จักรพรรดิยาซิน ไม่ได้หมายความว่าพิธีบูชาเทพเ้าจะเริ่มขึ้นในทันที
เพราะตัวแทนของพระสันตะปาปาแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ในเขตเซนิทยังมาไม่ถึง
ดูเหมือนว่าพิธีบูชาเทพเ้าในวันนี้จะเริ่มส่อแววแปลกๆ ขึ้นมา
ตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ผ่านมา ตัวแทนของพระสันตะปาปาควรที่จะมาถึงสถานที่ประกอบพิธีกรรมก่อนที่องค์จักรพรรดิจะมาถึง เพื่อแสดงถึงความเคารพต่อองค์จักรพรรดิ ถึงแม้ว่าโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์จะมีอำนาจในแผ่นดิน แตพวกเขาก็ให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียมประเพณีเป็อย่างมาก ใครจะไปคาดคิดว่าวันนี้ ตัวแทนพระสันตะปาปาจะเป็ผู้ทำลายประเพณีนี้ไปได้ จนบัดนี้ก็ยังมาไม่ถึงเสียที
การรอคอยเป็ความเงียบที่ทำให้ทุกคนยากที่จะรับได้
ความหนาวที่รุนแรงทำให้เหล่าทหารของอาณาจักรบริวารที่อ่อนแอเริ่มที่จะทนต่อไปไม่ไหว
“เริ่มได้แล้ว”
ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าต้องรอต่อไปอยู่นั้น จักรพรรดิที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ัทองบนแท่นบูชาชั้นเก้าก็พูดออกมาด้วยเสียงอัันแ่เบา
ในคำพูดนั้นเต็มไปด้วยอำนาจอันสูงส่งที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้ และเต็มไปด้วยความทระนงตน แต่ชุนเฟยรับรู้ได้ว่า ในคำพูดอันสูงส่งนี้กลับซ่อนความอ่อนล้าและความโดดเดี่ยวอยู่ภายใน กระทั่งยังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของผู้เฒ่าที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ทำให้คนเกิดความรู้สึกอ้างว้างขึ้นมาทันที
หวืด!
เสียงเหมือนมีบางอย่างกำลังตกลงมาดังขึ้น หมัดสีแดงถูกยิงออกมาจากบัลลังก์ของาา
วัวสีขาวที่นอนอยู่บนผ้าห่มสีขาวสะอาดอย่างสบายใจ ไม่ทันได้ร้องโหยหวนออกมาก็ถูกแยกออกเป็สองส่วน เืสักหยดก็ไม่มี หัวใจถูกแบ่งออกเป็สองส่วนจากตรงกลาง หัวใจยังคงเต้นตุบๆ อย่างช้าๆ ไอร้อนสีขาวลอยออกมา...ไม่ช้า หัวใจนั่นก็ถูกแช่แข็งเป็ก้อนน้ำแข็งทันที!
“งานที่เหลือ…ให้เ้าสองคนไปจัดการเถอะ” องค์จักรพรรดิที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หลังัทองได้ถ่ายทอดคำสั่งเสียงออกมา
“รับพระบัญชา ท่านพ่อ” องค์ชายทั้งสองพระองค์ที่ยืนอยู่บนชั้นแปดก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
ไม่ช้า บัลลังก์สีทองขนาดั์ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแทบจะทันที
ัั์หมุนวนอยู่รอบหนึ่งบนท้องฟ้าราวกับสามารถสื่อใจถึงกันได้ มันทิ้งตัวลงมาพร้อมกับแรงกดดันที่น่ากลัวปกคลุมทั่วสนาม ยังดีที่บัลลังก์สีทองตั้งอยู่บนหลังอย่างมั่นคง จากนั้นมันก็กางปีกโบยบินไปในอากาศ ตามมาด้วยร่างของนักเวทประจำราชวงศ์เซนิททั้งสี่คนที่ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะพุ่งไปอารักขาด้านข้างัทั้งสี่ทิศ พริบตาก็กลายเป็ลำแสงไม่กี่สาย ราวกับแสงของดาวตกที่ส่องแสงออกมาเพียงครู่เดียว แล้วหายวับไปทางเมืองหลวงที่อยู่ห่างออกไป ไม่ช้าก็เข้าไปในวังหลวงที่ตั้งตระหง่านอยู่บนูเาั์
จักรพรรดิยาซินจากไปแบบง่ายๆ แบบนี้หรือ?
นี่เป็เื่ที่ใครก็คาดไม่ถึง
และเป็เื่ที่ไม่เป็ไปตามธรรมเนียมของการแข่งขันการซ้อมรบ
บรรดาผู้คนจากอาณาจักรบริวารที่อยู่ในลานสนาม พลันกระซิบปรึกษาหารือกันเบาๆ แต่ไม่ช้าก็เงียบหายไป
เพราะบนแท่นบูชา องค์ชายทั้งสองพระองค์เป็ผู้เริ่มดำเนินการบูชาเทพเ้าอย่างซับซ้อนต่อไป
แต่ตอนนี้ซุนเฟยไม่มีกะจิตกะใจที่จะดูต่อไปแล้ว จิตใจเขาคิดถึงเพียงรูปลักษณ์ขององค์จักรพรรดิยาซิน ตามตำนานเล่าว่าท่านเป็จักรพรรดิผู้ไร้เทียมทาน เป็ผู้ที่มีพร์ด้านสู้รบ สามารถสยบาาของอาณาจักรบริวารนับร้อยที่อยู่รอบๆ ได้ แต่ตอนนี้กลายเป็อะไรไปแล้ว?
ดูจากสถานการณ์อันแปลกประหลาดเมื่อครู่ จักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรเซนิทเป็เหมือนกับพระอาทิตย์ที่ใกล้ลับขอบฟ้า ส่งแสงริบหรี่อย่างไร้เรี่ยวแรง มายังไม่ถึงสิบนาที ร่างกายก็ไม่สามารถยืนหยัดต่อไปได้แล้ว ต้องรีบกลับวังแทบจะทันที
ความแข็งแกร่งของซุนเฟยเหนือกว่าทุกคนรอบๆ ทำให้เขาได้ยินแม้กระทั่งเสียงไอที่เล็ดลอดออกมาเบาๆ แล้วยังมีเสียงลมหายใจที่เบามากจนแทบจะไม่ได้ยิน
เสียงนั่น แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเป็เสียงของคนเป็ไข้อาการรุนแรง ยากที่จะอดทนได้อีก
วันคืนอันรุ่งโรจน์ของราชอาณาจักรใกล้จะพังทลายลงแล้วหรือ?
……
……
สามชั่วโมงหลังจากนั้น พิธีบูชาเทพเ้าโดยองค์ชายทั้งสองก็ได้จบลงอย่างเร่งรีบ การแข่งขันต่อสู้รอบที่หนึ่งถูกจัดไว้ใน่บ่าย ในค่ายทหารอาณาจักรบริวารมีสนามประลองดาบทั้งหมดห้าสิบแห่ง แบ่งเป็ทิศตะวันออก ใต้ ตะวันตก เหนือ กลาง เขตาทั้งห้าเขตจะมีสนามประลองอยู่เขตละสิบแห่ง รอบที่หนึ่ง การแข่งขันจัดลำดับได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว สนามประลองดาบทั้งห้าสิบแห่งเริ่มเปิดฉากการต่อสู้ที่รุนแรงขึ้นมา
ไม่ช้า คู่ต่อสู้คนแรกของเมืองแซมบอร์ดก็ปรากฏ...หมายเลยสี่สิบสอง อาณาจักรกู่เต๋อ
อาณาจักรกู่เต๋ออยู่ติดชายแดนทางตอนเหนือของเซนิทและเป็อาณาจักรบริวารระดับสาม ไม่มีอาณาเขตติดกับเมืองแซมบอร์ด ทั้งสองอาณาจักรไม่มีการปฏิสัมพันธ์ใดๆ มาก่อน ความแข็งแกร่งของอาณาจักรนี้ถูกจัดให้อยู่ในลำดับต้นๆ ของอาณาจักรบริวารระดับสาม องค์ชายแดร็นเตอแห่งกู่เต๋อเป็หนึ่งใน 'เจ็ดหมาป่า' ฉายา 'หมาป่าดำ' ความแข็งแกร่งไม่เลว เขามีนักรบเกราะเหล็กอยู่ใต้บัญชาการถึงสามร้อยคนและเป็นักรบที่มีพลังในการสู้รบที่แข็งแกร่ง
ในตอนแรก คนส่วนใหญ่มองว่าอาณาจักรกู่เต๋อสามารถสั่นคลอนตำแหน่งของเหล่าอาณาจักรบริวารระดับสองได้ แต่ใครจะรู้เล่าว่า ในการประลองครั้งแรกจะได้มาเจอกับเมืองแซมบอร์ด ยังไม่ทันได้แข่งก็ถูกผู้คนดูถูกเสียแล้ว
สนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่
ด้านล่างสนามประลองดาบมีผู้คนจำนวนมากมาห้อมล้อมอย่างหนาแน่น ดูเหมือนว่าเมืองแซมบอร์ดจะเป็จุดสนใจในการแข่งขันในครั้งนี้ ผู้คนต่างพากันเบียดเสียดแออัดยัดเยียด นอกจากพื้นที่พักผ่อนสำหรับเตรียมตัวของเหล่าผู้เข้าแข่งขันทั้งสองอาณาจักรและพื้นที่สำหรับแขกพิเศษที่ด้านข้างของสนามประลองดาบทั้งสองฝั่งแล้ว พื้นที่อื่นๆ ขนาดเข็มยังเข้าไปไม่ได้เลย ทุกคนกำลังคาดหวัง ถกเถียงกันเพื่อรอคอยการแข่งขันของยอดฝีมือระหว่างเมืองแซมบอร์ดและอาณาจักรกู่เต๋อ
“ฮ่าๆ เจอกับาาแซมบอร์ด ข้าว่าอาณาจักรกู่เต๋อยอมแพ้ไปตรงๆ เลยก็ได้ รักษาความแข็งแกร่งของตัวเองไว้ ถึงแม้จะเข้ากลุ่มผู้แพ้ แต่ก็ยังมีหวังในรอบต่อไป ถ้าไปสู้ตายกับชาวแซมบอร์ดไม่เพียงแต่ต้องแพ้เท่านั้น แต่ยังต้องเสียกำลังพลของตัวเองไปด้วย”
“อืม ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การยอมแพ้นับเป็ทางเลือกที่ฉลาด เจอกับเมืองแซมบอร์ดที่เป็ศัตรูแข็งแกร่งขนาดนี้ ถึงแม้จะยอมแพ้ก็ไม่มีใครหัวเราะเยาะชาวกู่เต๋อหรอก”
“หือ? มีคนขึ้นมาบนเวที...อาณาจักรกู่เต๋อส่งยอดฝีมือออกมาสู้...”
“พวกเขาเลือกเผชิญหน้ากับชาวแซมบอร์ดจริงๆ น่ะหรือ? เอาอะไรมามั่นใจว่าจะชนะกัน?”
ด้านล่างสนามประลองดาบเต็มไปด้วยฝูงชนมากมาย บางส่วนหวังจะได้เห็นฉากการต่อสู้ที่แสนเร้าใจ บางส่วนอยากจะศึกษาวิธีการต่อสู้ของพวกยอดฝีมือเพื่อนำมาเป็แนวทางของตัวเอง มีทหารรับจ้างบางกลุ่มและนักรบจากอาณาจักรอื่นมาคอยสังเกตการณ์คู่ต่อสู้ล่วงหน้า บางคนก็ฉวยโอกาสที่มีคนมามุงเยอะๆ เปิดแผงลอย นักพนันหลายคนที่ได้ลงเดิมพันไว้ก็มาด้อมๆ มองๆ คอยดูผลการประลอง นอกจากนี้ยังมีพวกวณิพกถือปากกาขนนกเดินวนเวียนอยู่ในสนามประลองคอยหาแรงบันดาลใจแต่งบทกวี...ผู้คนหลากหลายประเภทต่างแห่เข้ามามุงดู
ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเดาว่าคนจากอาณาจักรกู่เต๋อจะยอมแพ้ แต่เมื่อพวกเขาเห็นยอดฝีมือของอาณาจักรกู่เต๋อะโขึ้นมาบนสนามประลองดาบ พวกเขาก็รู้สึกใขึ้นมา ทันใดนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังกระหึ่ม
นักรบกู่เต๋อที่ขึ้นมาบนสนามประลองดาบเป็คนแรก เป็คนรูปร่างสูงใหญ่ สวมเกราะโซ่เหล็กสีดำและสวมหมวกเกราะไว้ที่หัว ชายเคราครึ้มคนนี้ถือกระบองที่เต็มไปด้วยเหล็กแหลมไว้ในมือ
ในตอนที่เขาะโขึ้นมาบนสนามประลองดาบ เหล็กแหลมบนกระบองั์พลันส่งเสียงวูบวาบอย่างรุนแรง สะเก็ดไฟแตกกระจาย เสียงแสบแก้วหูที่ดังกึกก้องได้จุดไฟในร่างของฝูงชนที่อยู่รอบๆ ขึ้นมา ทันใดนั้นเสียงร้องเชียร์ก็ดังกระหึ่ม นักรบกู่เต๋อยกมือตบอกของตัวเองอย่างห้าวหาญ ดวงตาฉายแววเหี้ยมโหด เขาแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองออกมาท่ามกลางสายตาของฝูงชนอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะหันไปยักคิ้วท้าทายชาวเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ในพื้นที่พักผ่อน
“โฮ่ ท้าทายกันซึ่งๆ หน้าเลยนี่หว่า ไหน ใครอยากขึ้นไปตบหัวมันให้ข้า?” ซุนเฟยที่นั่งบนเก้าอี้หินสูงข้างสนามก็หันมากวาดสายตามองเหล่านักรบเมืองแซมบอร์ดที่อยู่ด้านล่าง
“ทูลฝ่าา ขอข้าขึ้นไปเองเถอะขอรับ!” พัศดีโอเลเกร์แสยะยิ้มเหี้ยมออกมา ร่างอ้วนๆ ของมันลุกพรวดขึ้นมาแทบจะทันที
“ให้ข้าขึ้นไปเถอะ ฝ่าา ให้ข้าขึ้นไปสู้เป็คนแรกเถอะขอรับ” 'สองอสุรกาย' และเหล่ายอดฝีมือคนอื่นๆ ก็ลุกขึ้นมาบ้าง แสดงเจตจำนงที่อยากจะขึ้นไปสู้
ซุนเฟยกวาดสายตามองนักรบทีละคน ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของแปเตอร์ แช็ค
ความแข็งแกร่งของผู้บัญชาการทหารเมืองแซมบอร์ดคนนี้ไม่เป็ที่สงสัยเลย ความจงรักภักดีและความมุ่งมั่นในการทำงานก็ไม่แพ้ใคร เื่ราวน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทัพก็จัดการได้อย่างเป็ระเบียบ ซึ่งแบ่งเบาภาระให้กับซุนเฟยเป็อย่างมาก
แต่ตลอดการเดินทางซุนเฟยยังไม่มีโอกาสได้เห็นแช็คต่อสู้เลยสักครั้ง ในฐานะที่เป็ผู้นำทหารคนหนึ่ง ถ้าหากเช็ก ไม่แสดงฝีมือของตัวเองออกมาเลยสักครั้ง ในอนาคตมันคงเป็เื่ยากที่เช็กจะควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองให้อยู่ในโอวาทได้
ซุนเฟยตัดสินใจที่จะมอบโอกาสขึ้นไปสู้บนเวทีเป็คนแรกให้กับผู้บัญชาการทหารที่แสนเงียบขรึมคนนี้
“จำไว้ จะจัดการกับมันอย่างไรก็ได้ แต่ห้ามฆ่า” ซุนเฟยกำชับอย่างหนักแน่น ในระหว่างการแข่งขันเขาไม่อยากสร้างศัตรูเพิ่ม
“ความรุ่งโรจน์คือชีวิตของข้า!” แช็คเข้าใจเจตนาของซุนเฟยดี เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อแสดงความซาบซึ้งต่อความกรุณาของาา ทันทีที่เขาลุกขึ้นยืน ร่างของเขาก็กะพริบหายไปจากที่เดิม ก่อนจะไปปรากฏตัวขึ้นที่สนามประลองดาบหมายเลขสี่สิบสี่
เงาร่างทะยานขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย
ฝูงชนที่อยู่รอบๆ ต่างส่งเสียงเฮขึ้นมา เมื่อเห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งทะยานขึ้นมาบนสนามประลองดาบ ทุกคนมองออกว่านักรบที่เมืองแซมบอร์ดส่งออกมาเป็ยอดฝีมือที่แท้จริง
แม้แต่นักรบอาณาจักรกู่เต๋อที่กำลังโบกไม้โบกมือโอ้อวดความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างหยิ่งผยองก็ยังต้องหยุดชะงัก สายตาดุร้ายและแข็งกร้าวก็หันมากวาดสายตามองแช็คขึ้นลงเพื่อประเมิน
“สู้! สู้! สู้! สู้! สู้! สู้! สู้! สู้! สู้! สู้! สู้!!!”
เสียงเชียร์ของฝูงชนดังกระหึ่มไปทั่วสนามประหนึ่งน้ำป่ากำลังไหลทะลักเข้ามา ทุกคนต่างชูมือตัวเองขึ้นมาพลางะโอย่างบ้าคลั่ง พวกเขากำลังรอคอยการต่อสู้ที่แสนดุเดือด ในที่สุด การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ฉับพลันบนสนามประลองดาบก็มีเปลวเพลิงสีฟ้าจางๆ ปรากฏขึ้นมาครอบคลุมสนามประลองดาบเป็โดมครึ่งวงกลม วงเวทป้องกันสนามประลองทำงาน นี่เป็สัญญาณว่า การต่อสู้คู่ที่หนึ่งของสนามนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว
“ฮ่าๆๆ ระวังตัวไว้เถอะ เ้าแซมบอร์ดผอมกะหร่องเอ๊ย!”
นักรบชาวกู่เต๋อปลดปล่อยเปลวไฟสีเหลืองอ่อนบางๆ ออกมา เปลวไฟนี้เป็สัญลักษณ์ของนักรบคลื่นพลังธาตุดิน โดยปกติแล้ว นักรบธาตุดินจะมีพละกำลังและร่างกายที่แข็งแกร่งจนน่ากลัว ร่างสูงใหญ่พุ่งไปหาแช็คที่ยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ทันที พื้นดินสั่นไหวประหนึ่งมีสัตว์อสูรขนาดใหญ่กำลังเหยียบย่ำ บนร่างของเขาเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัว
วูซ วูซ วูซ!
กระบองคู่ขนาดใหญ่ที่หนักราวๆ หกเจ็ดร้อยจินหมุนอยู่ในอากาศอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงแปลกๆ ดังขึ้นมา กระบองเริ่มหมุนเร็วขึ้นจนกลายเป็เพียงกลุ่มแสงสีดำที่ขยับขึ้นลงไปมา มือของเขากำกระบองั์แน่น ก่อนจะทุบลงมาที่หัวของแช็คอย่างรุนแรง
----------------------------
