หลิวจือโม่เคาะหัวของนางแล้วหัวเราะ "จะว่าได้ไงละ ขอบคุณยังไม่ทันเลย” ต้องขอบคุณการมองการณ์ไกลของนาง กักตุนเสบียงไว้เยอะขนาดนี้ พวกเขาถึงสามารถผ่านพ้นภัยแล้งที่ชวนให้ตื่นตระหนกได้อย่างสบายใจ
สิ่งที่เขาหวังมากที่สุดในตอนนี้คือาาหนานเยี่ยนจะไม่บุกมาถึงสถานที่ห่างไกลนี้ ต้องเป็แบบนี้ พวกเขาถึงจะผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย
หลี่ชิงหลิงดูมีความสุข นางยิ้ม ตั้งใจก้มหน้าทำความสะอาดถ้ำ โชคดีที่มาเจอถ้ำนี้ตอนล่าสัตว์ พวกเขาถึงได้มีที่ซ่อนตัวในตอนเกิดภัยพิบัติ
มิฉะนั้นพวกเขาก็คงต้องพากันหนีภัยไปด้วย
พวกเขาทั้งหมดยังเป็เด็ก หากหนีภัยจริงๆ จะอันตรายเกินไป!
"ตรงนี้ใช้ไม้มาซ้อน ทำเตียงไม้เป็ที่นอนได้” หลี่ชิงหลิงชี้ไปบริเวณพื้นที่ราบและค่อนข้างสูง "ตอนนี้คงสนอะไรมากไม่ได้แล้ว คงต้องเบียดๆ กันหน่อย! ” ชีวิตยังไม่รู้ว่าเป็อย่างไร ช่างเื่ชื่อเสียงเถอะ!
นอกจากนี้พวกเขาอาศัยอยู่ในถ้ำนี้ก็คงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขานอนเบียดรวมกัน
หลิวจือโม่แสร้งทำเป็ตอบรับด้วยความสงบ หากไม่ใช่เพราะหน้าแดงเผยอารมณ์ คงชวนให้คนคิดว่าเขาสงบจริงๆ!
หลี่ชิงหลิงเหลือบมองเขา หันกลับมาปิดปากยิ้ม นางไม่กล้าแกล้งเขาต่ออีก กลัวว่าเขาเขินขึ้นมาแล้วจะไม่กล้านอนด้วย
ถ้าเป็แบบนี้จะยิ่งลำบาก
ถ้ำมีพื้นที่แค่นี้ ไม่มีที่อื่นให้นอนแล้ว
พวกเขาสองคนใช้เวลาสี่สิบห้านาทีทำความสะอาดถ้ำ เมื่อสะอาดก็ไปรับน้องๆ ขึ้นมา ส่วนอาหวงใช้กรงเล็บปีนขึ้นมา
เพียงแต่ว่าพื้นที่นี้ค่อนข้างสูง เมื่อขึ้นมาถึงมันจึงหอบหายใจหนักมาก
เมื่อเห็นอาหวงเป็เช่นนี้หลี่ชิงหลิงก็วางใจ หากเป็แบบนี้ สัตว์ป่าอื่นๆ ก็จะเข้ามาในถ้ำได้ยาก
แต่เพื่อความปลอดภัย อีกสองวันนางยังคงตัดสินใจที่จะหาก้อนหินขนาดใหญ่มาบังให้รูเล็กลง นับว่าเป็การพรางไม่ให้คนอื่นเห็น
ทันทีที่เด็กๆ ขึ้นมาถึงก็กวาดสายตามอง หลิวจือโหรวขมวดคิ้วและถาม "ท่านพี่ เราจะอยู่ที่นี่หรือ?” ที่นี่ทรุดโทรมมาก ทำไมต้องอยู่ที่นี่
"ใช่แล้ว คงจะต้องอยู่สักพักเลย!" หลี่ชิงหลิงลูบหน้าเล็ก ๆ ของหลิวจือโหรวและอธิบายเสียงเบา "ไว้จัดการคนไม่ดีได้ ถึงจะกลับไปบ้านได้” นางรู้ว่าหลิวจือโหรวยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาอาศัยอยู่ที่นี่แทนบ้านสวยๆ นางเองก็พยายามอธิบายอย่างเต็มที่
ต้องทำแบบนี้ น้องสาวถึงจะไม่เอะอะโวยวาย
หลิวจือโหรวพยักหน้าอย่างเหมือนจะเข้าใจ "ได้…” ได้อยู่กับพี่ๆ น้องๆ ก็พอ
หลี่ชิงหลิงจูบนางและเอ่ยชมว่าเป็เด็กดีมาก
เด็กสาวนั่งพักกันครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจจะกลับบ้านเพื่อเอาของอื่นๆ มา บอกน้องๆ ที่อยู่ในถ้ำให้ระวังตัว อย่าออกไปไหน
เมื่อได้ยินว่านางกำลังจะกลับไป หลิวจือโม่ก็ขมวดคิ้วด้วยความเป็กังวล เขาบอกนางว่าอย่ากลับไป ไม่ต้องเอาลูกเจี๊ยบมาแล้ว
พวกเขาไม่สบายใจที่จะปล่อยให้นางกลับไปคนเดียว
"ไม่ใช่แค่ลูกเจี๊ยบ แต่ข้าอยากเอาผ้าห่มทั้งหมดมาด้วย อุณหภูมิในูเาค่อนข้างต่ำ ข้ากลัวว่าจะหนาว" หลี่ชิงหลิงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างอดทน
ถ้าป่วยอาจถึงตายได้
“ข้าไปด้วยดีกว่า เ้ากลับคนเดียวแบกมาได้ไม่เยอะหรอก” หลิวจือโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเ้ากล้าดูแลน้องอยู่นี่ไหม?” เขามองหลี่ชิงเฟิงกับหลิวจือเยี่ยน
หลี่ชิงเฟิงและหลิวจือเยี่ยนมองหน้ากัน พยักหน้าและพูดว่ากล้า
แม้ว่าจะแอบกลัวอยู่บ้าง พวกเขาก็ทำได้เพียงพยักหน้าเพื่อไม่ให้พี่ๆ ต้องกังวล
พวกเขาเองก็อยากแบ่งเบาภาระให้พี่ๆ บ้าง
“ไม่ได้ ข้าไม่เห็นด้วย” หลี่ชิงหลิงคัดค้านอย่างเด็ดเดี่ยว ปล่อยให้เด็กเล็กๆ อยู่ในถ้ำเพียงลำพัง นางไม่สบายใจมาก “ข้าไปคนเดียวได้ พี่ไม่ต้องกลับไป อยู่ที่นี่กับเด็กๆ เถอะ!” นางมองหลิวจือโม่ พยายามเกลี้ยกล่อม
โดยปกติแล้วหลิวจือโม่จะยอม แต่ครั้งนี้เขาตั้งใจแน่วแน่ เขาปฏิเสธที่จะปล่อยให้นางกลับไปคนเดียวอย่างหนักแน่น
ถ้านาง้ากลับไปก็ต้องไปกับเขา มิฉะนั้นห้ามไป
เมื่อเห็นท่าทีที่แน่วแน่ขนาดนี้เป็ครั้งแรก หลี่ชิงหลิงก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง นางรู้ว่าเขาเป็ห่วง แต่นางเป็ห่วงไม่อยากปล่อยเด็กๆ ไว้ที่นี่จริงๆ
"พี่ ไม่ต้องห่วง พวกเราจะอยู่ในถ้ำไม่ไปไหน ไม่เกิดเื่แน่นอน” เมื่อหลี่ชิงเฟิงเห็นว่าทั้งสองไม่ยอมอ่อนข้อก็อดเกลี้ยกล่อมหลี่ชิงหลิงไม่ได้ “แล้วเรายังมีอาหวงอยู่ด้วยอีก!” เขาเองก็หวังให้พี่จือโม่ตามพี่สาวไปด้วย จะได้ดูแลกัน
หลิวจือเยี่ยนเองก็พูดต่อ "ใช่ พี่เสี่ยวหลิง ไม่ต้องห่วงเราจริงๆ กลับไปกับพี่ใหญ่เถอะ!" รีบไปรีบกลับยังจะดีกว่าเสียเวลาเถียงกันตรงนี้
หลี่ชิงหลิงเหลือบมองทุกคน จากนั้นพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ "งั้นก็ได้ พี่จือโม่กลับไปกับข้า พวกเ้ารออยู่นี่อย่างเชื่อฟัง ห้ามออกจากถ้ำเด็ดขาด เข้าใจไหม" นางกลัวว่าถ้าพวกเขาออกไปจะเจอหมีหรืออะไรเข้า ถึงตอนนั้นอาหวงก็ไม่สามารถช่วยพวกเขาได้
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พวกหลี่ชิงเฟิงก็พยักหน้า สัญญาว่าพวกเขาจะไม่ออกไปข้างนอก ให้นางวางใจได้
หลี่ชิงหลิงถอนหายใจ กำชับอยู่นาน พร้อมวิ่งไปเก็บฟืนกลับมา บอกให้พวกเขาต้มโจ๊กเมื่อหิว จากนั้นจึงกลับบ้านกับหลิวจือโม่
ทั้งสองเป็ห่วงเด็กๆ ที่อยูู่เาซง จึงเร่งฝีเท้าขึ้นโดยธรรมชาติ
ไปกลับครั้งนี้ใช้เวลาเพียงสี่สิบห้านาที
แม้ว่าบ้านของพวกเขาจะอยู่ที่ตีนเขาซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้าน พวกเขาก็ยังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่เห็นหมู่บ้านว่างเปล่าไร้ซึ่งกลิ่นอายผู้คน
หวังว่าหายนะนี้จะผ่านไปโดยเร็ว! ให้พวกเขาได้กลับสู่ชีวิตเดิม
ทั้งสองกลับบ้านนั่งพักสักครู่ กินอาหารแห้งเสร็จจึงเลือกเก็บของ พร้อมที่จะกลับไปทีู่เาซง
ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงก่นด่าจากนอกลานบ้าน
“บัดซบ สร้างกำแพงบ้านสูงขนาดนี้ทำไม? ข้าอยากปีนก็ปีนไม่ไหว”
หลี่ชิงหลิงขมวดคิ้ว ส่งสายตาให้หลิวจือโม่ ทั้งสองวางของลงอย่างเบามือ เดินไปที่ประตูและฟังการเคลื่อนไหวข้างนอก
ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านหนีไปแล้ว ทำไมยังมีคนอยู่?
“พี่จ้าว ประตูนี้ไม่ได้ลงกลอน คงไม่ได้มีคนอยู่ข้างในใช่ไหม?” ชายอีกคนหนึ่งพูด
ชายที่ชื่อพี่จ้าวถึงได้หันมองประตูลาน ดึงที่จับแล้วผลักประตูเปิดอีกครั้ง "จริงด้วยแฮะ หรือจะมีคนอยู่ข้างใน? ทุกคนในหมู่บ้านนี้หนีภัยไปหมดแล้วไม่ใช่รึ? จะมีคนอยู่ได้ยังไง”
พวกเขาเองก็กำลังจะหนีเช่นกัน แต่ตอนผ่านหมู่บ้านหนิวโถวเห็นบ้านหลังใหญ่โตแล้วอยากเข้ามาดูว่ามีอะไรให้ขโมยบ้าง
แต่ไม่คาดคิดเลย เดินเข้ามาจึงค้นพบว่ากำแพงลานบ้านนั้นสูงมากจนแม้จะอยากเข้าก็เข้าไม่ได้
"พี่จ้าว ช่างเถอะ เราต้องรีบเดินทางอีก!" หากไม่รีบไปแล้วาาหนานเยี่ยนบุกมาถึง ต่อให้อยากหนีก็หนีไม่ได้แล้ว
ตอนนี้ชีวิตสำคัญที่สุด
พี่จ้าวไม่พอใจเล็กน้อย "เราไม่มีเงินหรืออาหารติดมือ ต่อให้หนีก็ไปได้ไม่ไกล เข้าไปเอาของสักหน่อยดีกว่า” เขาตบไหล่สหาย "หมอบลง ให้ข้าเหยียบเ้าปีนขึ้นไป" ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องได้บางสิ่งบางอย่างก่อนจากไป
"ได้หรือ?"
"ได้ รีบหน่อย อย่าเสียเวลา" พี่จ้าวกดร่างของสหายลงอย่างหมดความอดทน และเหยียบลงบนตัวเขา
ดวงตาของหลี่ชิงหลิงฉายแววเย็นเยียบ นางดึงหลิวจือโม่ย่องไปทางสวนหลังบ้าน สวนหลังบ้านมีประตูที่ค่อนข้างลับอยู่ ตอนแรกนางเก็บไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้ตอนนี้
เด็กสาวหยิบคันธนูและลูกศร ขอให้หลิวจือโม่เฝ้าประตูเล็กนี้ ส่วนตนจะออกไปดูเงียบๆ แล้วกลับมา
แม้ว่าหลิวจือโม่จะกังวลมาก แต่เขารู้ว่าตนเองไม่สามารถช่วยนางได้ จึงได้แต่พยักหน้าและบอกให้นางระวัง หากสู้ไม่ไหวก็รีบกลับมา
หลี่ชิงหลิงตอบรับแล้วออกไปอย่างระมัดระวัง
นางเดินอ้อมไปด้านหน้า ซ่อนตัวที่ฐานของกำแพง เห็นชายร่างอ้วนนั่งยองๆ อยู่บนพื้น มีชายรูปร่างผอมแห้งเหยียบอยู่บนไหล่ เห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นคือพี่จ้าว
เด็กสาวส่งเสียงหึ กล้ายกเค้าบ้านของนาง ช่างกล้าฝันเสียจริง
นางหยิบคันธนูและลูกศรขึ้น เล็งไปที่เสื้อคลุมของชายร่างผอม ก่อนจะยิงออกไป
หลังยิงเสร็จก็หันหลังวิ่ง นางกลัวว่าชายทั้งสองจะวิ่งมาดูจึงซ่อนตัวเพื่อความปลอดภัยอยู่สักพัก
ลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่พี่จ้าวอย่างกะทันหันทำให้เขาใจนร่วงจากตัวสหาย เขามองลูกธนูบนเสื้อคลุมด้วยหน้าซีดเผือดแล้วแอบตัวสั่น ถ้ายิงสูงกว่านี้อีกนิด แขนเขาก็คงไม่อาจใช้การ
"จ้าว... พี่จ้าว ลูก... ลูกธนูนี้มาจากไหน" ชายอ้วนกลืนน้ำลาย "เรา... รีบไปดีกว่า!" ถ้ามีลูกธนูมาอีกดอก ชีวิตของเขาจะหาไม่
พี่จ้าวก็ใเช่นกัน เขาไม่คาดคิดว่าจะมีคนอยู่ แถมยังเป็คนที่สามารถยิงธนูด้วย ชีวิตน้อยๆ ของเขาเกือบจะจบสิ้นที่นี่แล้ว
เขาจ้องไปที่ประตูลานด้วยความเคียดแค้น แอบจำที่นี่ไว้ในใจ ไว้กลับมาได้แล้วจะมาแก้แค้น "ไป..." เขาดึงลูกธนู โยนลงบนพื้น ลุกขึ้นแล้ววิ่งจากไป
หลี่ชิงหลิงได้ยินบทสนทนานี้แล้วแอบวิ่งออกไปดู เห็นไม่มีคนอยู่แล้วจึงโล่งใจ
บ้านที่ใหญ่โตและสวยงามเกินไปง่ายที่จะตกเป็เป้าหมายของโจร ไว้กลับมาจากการหนีภัย นางจะต้องตอกตะปูบนผนังบ้านเพื่อตักเตือนใครก็ตามที่กล้าคิดไม่ดีเกี่ยวกับบ้านของพวกเขา
