ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเกายี่
ห้องโถงกว้างใหญ่ถูกทาบทับด้วยริ้วแสงสีทองยามอัสดงตัดกับสีมืดดำของส่วนที่แสงส่องไม่ถึง
กระนั้นภายในโถงใหญ่นี้กลับไม่มีบ่าวไพร่แม้แต่คนเดียว มีเพียงเงาร่างของคนสองคนนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานราวกับกำลังตกลงบางอย่างกัน
ผู้ที่อยู่ด้านซ้ายสวมใส่เสื้อผ้าเลิศหรู คิ้วดกหหนาและดวงตากลมโตประดับบนใบหน้าหยาบกระด้าง กระนั้นร่างมันกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายโดดเด่นออกมา คนผู้นี้คือผู้นำแห่งตระกูลจ้าว นามว่าจ้าวซิง ผู้ที่อยู่ด้านขวาสวมชุดยาวสีดำ ริมฝีปากมันบางเบา จมูกโด่งเป็สัน ผมสีดำเริ่มมีสีเทาแซมประปราย มองไปคล้ายอายุราวห้าสิบ ในอ้อมแขนยังอุ้มอสูริญญาลักษณะคล้ายแมวสีดำที่มีสามหาง ขณะเดียวกันก็ใช้มือลูบเบาๆบนตัวมัน คนผู้นี้เรียกว่า หลี่เฉิน เป็ผู้บรรลุด่านบรรพิญญาระดับกลางจากสำนักเ้าอสูรที่มาสั่งการต่อตระกูลจ้าว
“ผู้ดูแลหลี่ คนของท่านออกไปเกือบทั้งวันแล้วก็ยังไม่กลับ หรือว่าจะติดตามล้มเหลว? ปักษาไร้เงานั้น...” จ้าวซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะชำเลืองมองด้านนอกก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างระมัดระวัง
สีหน้าหลี่เฉินยังคงนิ่งเฉย กระนั้นมันเอียงศีรษะจับจ้องมายังจ้าวซิงก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อะไร? หรือท่านผู้นำตระกูลจ้าวคิดว่าสำนักเ้าอสูรข้าจะไม่สามารถนำปักษาไร้เงากลับคืนมาได้?”
“ไม่ ไม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแค่... ปักษาไร้เงานั้นนับได้ว่าร้ายกาจ ทั้งยังมีผู้ฝึกปรือิญญาอีกสองคน หากว่าอีกฝ่ายพยายามหลบหนี...”
“ไม่ต้องกังวล แม้อู๋เซินจะเป็เพียงภูติญญาระดับกลาง แต่มันยังมีวิหคสายฟ้าระดับห้าขั้นต้นอยู่ การรับมือกับปักษาไร้เงาที่ยังไม่หายจากาเ็ย่อมไม่มีปัญหา กับผู้ฝึกปรือิญญาทั้งสองอู๋เซินสามารถรับมือภูติญญาระดับกลางได้ นายของปักษาไร้เงาเป็เพียงวีรชนิญญา ดังนั้นไม่ว่าฟางฮ่าวหรือไท่ผิงก็สามารถทำให้นางยอมจำนนได้โดยไร้ปัญหา อีกไม่นานพวกมันคงกลับมา” หลี่เฉินกล่าวอย่างเยือกเย็นพลางหยอกล้อต่อแมวิญญาสามหาง
จ้าวซิงลังเลชั่วครู่ก่อนจะกล่าว “แต่ทว่า... ปักษาไร้เงานั้นสร้างพันธะิญญากับผู้อื่นไปแล้ว นี่...”
หลี่เฉินขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้ายืนยันต่อเ้าได้ ว่าข้าย่อมมีทางรักษาสัญญาที่ให้ไว้ต่อเ้าได้ ผู้ฝึกปรือิญญานั้นยังฝีมืออ่อนด้อย อีกทั้งนางเพิ่งทำพันธะิญญากับปักษาไร้เงาไม่นาน หลังจากนี้ข้าจะสอนวิชาเร้นลับของสำนักเ้าอสูรที่ช่วยให้สามารถบังคับเปลี่ยนผนึกิญญาให้กลายเป็ผนึกทาสได้ ด้วยผนึกทาสนี้เ้าจะสามารถควบคุมปักษาไร้เงาได้ตาม้า สติปัญญาของมันอาจถดถอยลงไปมาก แต่เ้าจะสามารถบังคับมันได้ตามใจนึก”
จ้าวซิงตาเป็ประกาย มันแทบไม่อาจปิดซ่อนความตื่นเต้นยินดีเอาไว้ได้ แม้มันจะได้เรียนรู้เพียงเคล็ดวิชาลับระดับพื้นฐานของสำนักเ้าอสูร แต่ก็สามารถนับว่ามันเป็ศิษย์สำนักเ้าอสูรครึ่งหนึ่งได้แล้ว นี่เป็สิ่งที่เป็ประโยชน์อย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของตระกูลจ้าวในอนาคต
“ทราบแล้ว ทราบแล้ว! ขอบพระคุณผู้ดูแลหลี่ที่ช่วยสนับสนุน! วันข้างหน้าบ้านตระกูลจ้าวของข้าจะติดตามสำนักเ้าอสูรด้วยหัวใจและจิติญญา ข้าจะรับใช้สำนักด้วยความยินดี!”
เมื่อจ้าวซิงเห็นหลี่เฉินหลับตาพักผ่อน มันก็ไม่กล้าเอ่ยปากสอพลออีก เพียงหันหลังออกจากห้องพร้อมกับประกายตื่นเต้นยินดีในดวงตา มันครุ่นคิดในใจ “ด้วยการสนับสนุนจากสำนักเ้าอสูร เ้าเมืองและตระกูลหลิวยังไม่อาจทำอะไรได้ หลังจากข้าได้รับปักษาไร้เงามาอยู่ในมือ เมื่อจ้าวฉวนนำตัวเ้าเด็กโสโครกของบ้านตระกูลเย่มาให้ ก็ไม่จำเป็ต้องพึ่งพาสำนักเ้าอสูรก็สามารถบีบให้ตระกูลเย่ยอมจำนนได้! เมื่อถึงเวลานั้นตระกูลจ้าวของข้าก็สามารถล้ำหน้าตระกูลหลิวกลายเป็ตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเกายี่ได้แล้ว!”
...................
ภายในที่โล่งอันกว้างขวาง เสียงวิหคร้องก้องกังวานทำลายความสงบยามสนธยาดังฝ่าอากาศออกไปจนห่างไกล
“แกว๊ก!”
เสี่ยวไป๋ร้องเสียงยาวเหยียด ทันใดนั้นรูปลักษณ์มันก็แปรเปลี่ยนไป ไม่คล้ายนกกระจอกสีขาวอีกต่อไป มันกลับคืนสู่ร่างพร้อมต่อสู้มิหนำซ้ำยังใหญ่โตกว่ายามที่ไป๋หยุนเฟยช่วยมันไว้ด้วยซ้ำ ยามสยายปีกกว้างวาครึ่งออกพลังสีครามก็รวมตัวอยู่รอบบริเวณ ยามขยับปีกทั้งสองข้างคมมีดสายลมก็ซัดออกรอบทิศ!
ปรากฏเสียงวิหคดังสวนมาจากทิศตรงข้ามกับเสี่ยวไป๋ จากนั้นเงาสีม่วงก็พุ่งวาบตัดผ่านท้องฟ้าเข้ามา มันพุ่งทะลวงผ่านคมมีดสายลมเข้าใส่ด้านขวาของเสี่ยวไป๋ดุจดังสายฟ้าฟาด ยามนั้นเงาสีม่วงก็หยุดยั้งลงเผยให้เห็นตัวของมัน แม้จะขนาดเล็กกว่าเสี่ยวไป๋แต่ก็นับว่าเป็นกกระจอกขนาดใหญ่ รอบตัวของมันครอบคลุมไว้ด้วยพลังสีม่วง ตัวของมันมีขนสีม่วงอ่อนปกคลุม ดวงตาที่เดิมเป็สีม่วงนั้นยามนี้กลับถูกแทรกด้วยสีแดงประดุจโลหิต มิหนำซ้ำในดวงตายังดูว่างเปล่าปราศจากิญญา
วิหคสายฟ้าหลบหลีกคมมีดวายุนับไม่ถ้วนที่พุ่งใส่ได้อย่างง่ายดาย กระนั้นวิหคสองตัวที่คิดจะโจมตีอย่างลอบเร้นใส่ปักษาไร้เงากลับไม่ได้โชคดีเช่นนั้น พวกมันต้องหลบหลีกคมมีดสายลมอย่างทุลักทุเลจนน่าสมเพช วิหคสีเทาอาศัยความว่องไวพอจะฝืนหลบได้ แต่อินทรีสีทองกลับไม่สามารถหลบเลี่ยงได้พ้น ปีกและส่วนอกของมันถูกมีดสายลมซัดใส่ถนัดถนี่จนต้องล่าถอยออกไปหลายสิบวาค่อยยั้งตัวได้ แม้จะดูเหมือนไม่าเ็แต่เห็นได้ชัดว่าความเคลื่อนไหวของมันเชื่องช้าลงกว่าเดิม
ที่แท้วิหคทั้งสองตัวที่จู่โจมใส่ปักษาไร้เงาเมื่อครู่ก็คืออินทรีขนทองและวิหควายุเอง
การปรากฏตัวของอสูริญญาทั้งสองก็ย่อมหมายถึงการปรากฏตัวของผู้เป็นาย ฟางฮ่าวและไท่ผิง เบื้องล่างจากวิหคทั้งสี่ยืนไว้ด้วยคนทั้งสอง ทั้งคู่ผลัดเปลี่ยนมุ่งความสนใจต่อบนพื้นดินเบื้องหน้าและท้องฟ้าเบื้องบน ทั้งสองคนยังคงสงบนิ่งแต่ใบหน้าของพวกมันแสดงให้เห็นว่ากำลังทุ่มเทสมาธิจนไม่อาจวอกแวกได้
ห่างออกไปหลายร้อยวาด้านใต้ลมจากวิหคทั้งสี่ เงาร่างงดงามของสตรีในชุดสีขาวกำลังเหินร่างซ้ายขวา กระบี่อ่อนยาวสามเชียะทั้งสองเล่มในมือซ้ายขวาสะบัดผ่านอากาศทิ้งภาพติดตาขณะพยายามป้องกันตนเองจากค้างคาวั์ที่จู่โจมใส่ศีรษะขณะที่อสรพิษหลากสีขนาดเล็กพยายามลอบจู่โจมอยู่ตลอดเวลา
ที่แท้เป็ถังซินหยุนนั่นเอง
ถังซินหยุนดูเหนื่อยล้าสิ้นเรี่ยวแรงจากการต้องรับมือกับอสูริญญาทั้งสองตัว ชุดยาวสีขาวที่นางสวมเป็รอยขาดวิ่นหลายที่ ทั้งยังมีาแอันน่ากลัวสามแห่งบนข้อมือซ้าย แม้ว่าโลหิตจะหยุดไหลแล้ว แต่รอยโลหิตที่ทิ้งเอาไว้บนมือที่ขาวราวหิมะของนางกลับดูขัดตายิ่งนัก
ยามนี้ยังพอจะมองออกได้ว่าอสูริญญาทั้งสองหรือแม้แต่ผู้เป็นายดูจะมีข้อกริ่งเกรงไม่กล้าลงมือสังหารนาง จึงทำให้อสูริญญาทั้งสองตัวไม่ได้โจมตีโดยอำมหิต ดังนั้นถังซินหยุนจึงยังคงฝืนยืนหยัดต้านทานการโหมจู่โจมเอาไว้ได้แม้จะอ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายก็ตาม แต่กระนั้นหากยืดเวลาออกไปอีกระยะ นางคงต้องเหน็ดเหนื่อยจนพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
ถังซินหยุนกำลังเผชิญความลำบาก แต่ป้าจ้าวที่ติดตามข้างกายคอยคุ้มกันตลอดเวลากลับไม่อาจยื่นมือช่วยเหลือได้ สาเหตุก็เพราะจ้าวม่านฉาไม่อาจปลีกตัวมาจากคู่ต่อสู้ได้ บนพื้นที่เล็กๆห่างออกไปห้าสิบกว่าวาทางด้านขวาของถังซินหยุน จ้าวม่านฉากำลังต่อสู้อยู่กับวานริญญาสีดำ แม้จะมีสีหน้าเดือดดาลและลงมืออย่างดุดัน แต่วานริญญาที่ต่ำเตี้ยกว่านางหนึ่ง่ศีรษะกลับกระโจนไปมารอบกายพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู มันตรึงป้าจ้าวเอาไว้กับที่จนไม่อาจไปถึงข้างกายถังซินหยุนได้
เมื่อใดที่นางพยายามจะบีบให้วานริญญาล่าถอยและรีบพุ่งเข้าไปหาถังซินหยุน พื้นดินใต้ฝ่าเท้าจะพลันแยกออกเผยให้เห็นก้ามขนาดใหญ่คล้ายก้ามปูสีดินโคลนโผล่ขึ้นมาโจมตี จ้าวม่านฉาไม่มีทางเลือกได้แต่ะโขึ้นทุกครั้งที่ก้ามั์พยายามหนีบใส่สองเท้า แต่ด้วยวานริญญาที่จ้องกระโจนใส่จึงทำให้ป้าจ้าวหมดหนทางที่จะขยับเข้าใกล้ถังซินหยุน
เพราะนางไม่ได้ต่อสู้กับอสูรวิญาณเพียงตัวเดียว พวกมันมีถึงสองตัว
บนร่างป้าจ้าวปรากฏรอยแผลหลายแห่ง มีรอยแผลโชกเืสีแดงฉานอยู่บนน่องขวาจากที่ถูกอสูริญญาซึ่งซ่อนอยู่ใต้ดินจู่โจมใส่ แผลยาวอีกสามแห่งบนหลังล้วนมาจากวานริญญาที่ใช้กรงเล็บอันแหลมคมจู่โจมใส่ แต่แม้าแจะสาหัสจ้าวม่านฉากลับคล้ายจะไม่นำพาเพียงต่อสู้ไม่หยุดด้วยกำลังทั้งมวลเพื่อกลับไปหาถังซินหยุน
ชายวัยกลางคน ใบหน้ายาวสวมเสื้อผ้าสีดำ ยืนมองจากที่ห่างออกไปจากป้าจาวห้าวา มันใบหน้าอันดุร้ายจับจ้องมาที่นาง ท่าทีมันเป็เช่นเดียวกับฟางฮ่าวและไท่ผิง เห็นได้ชัดว่ากำลังตั้งสมาธิควบคุมอสูริญญาทั้งสองตัวที่กำลังต่อสู้กับป้าจ้าวอยู่
ห่างจากชายผู้นั้นไปไม่ไกล มีชายใบหน้าเหลืองแต่งกายในชุดดำ กำลังแหงนมองท้องฟ้าเบื้องบนด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะที่นิ้วมือบนมือขวาคล้ายชักกระตุกโดยไม่รู้ตัว แสงสีม่วงรอบกายมันลักษณะเช่นเดียวกับของวิหคสายฟ้าที่บินอยู่ในอากาศ คนผู้นี้ย่อมเป็ผู้เดียวกับอู๋เซินที่หลี่เฉินกล่าวถึง ภูติญญาระดับปลายที่ใช้พลังธาตุอัสนีทั้งยังวิหคสายฟ้า --- อสูริญญาที่ร้ายกาจที่สุดในการควบคุมของมัน
