ผมชอบมากที่พอย้ายมาที่นี่แล้วได้ไปร้านสะดวกซื้อกลางดึก ร้านขายของบนเกาะตอนหนึ่งทุ่มก็ปิดกันหมดแล้ว
ก็นะ วันนั้นผมรีบกลับบ้านเพราะว่าต้องไปจัดการข้าวของที่ขนมา ถึงอย่างไรบ้านก็มีแค่ผมคนเดียว จึงมีลังใส่ของที่ยังไม่เปิดอีกเป็กอง
ผมแวะซื้อหนังสือที่ลืมซื้อหลายเล่มจากร้านหนังสือขนาดใหญ่ในเมืองที่อยู่ติดกัน แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้าน
ผมเลี่ยงถนนใหญ่แล้วเดินในตรอกเล็กๆ เพราะนั่นเป็ทางที่สั้นกว่า อย่างน้อยแผนที่ในสมาร์ตโฟนก็แสดงเช่นนั้น
ระหว่างเส้นทางนั้น เมื่อกำลังจะเดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆ ผมก็ได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ชายสองคนที่ดูเหมือนชาวต่างชาติพุ่งออกมาจากรถตู้ขนาดเล็กที่จอดอยู่ข้างสวนสาธารณะ และพยายามจะลักพาตัวเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เดินอยู่บนถนน
เด็กหญิงตัวน้อยตื่นใ แต่ก็พยายามขัดขืนโดยการเกาะรั้วตาข่ายโลหะของสวนสาธารณะเอาไว้แน่น ทว่าเธอก็ไม่สามารถสู้แรงผู้ชายได้อยู่ดี ในตอนที่เด็กถูกกระชากออกมาและกำลังจะโดนจับตัวไปนั่นเอง ผมก็ขว้างกระเป๋าที่แบกอยู่ใส่ชายคนหนึ่งเต็มแรง กระเป๋าโดนหน้าของเขาเต็มๆ
“อั้ก!?”
ในกระเป๋ามีพจนานุกรมภาษาอังกฤษ พจนานุกรมภาษาญี่ปุ่น และพจนานุกรมคันจิที่เพิ่งซื้ออยู่ เมื่อเห็นเพื่อนเืไหลออกจมูกแล้วล้มลงไป ผู้ชายอีกคนคงใจึงปล่อยมือจากเด็กผู้หญิง
ชั่วพริบตานั้นเด็กผู้หญิงก็รีบวิ่งมาหาผมราวกับติดปีก และเกาะตัวผมเอาไว้แน่น
“คุณตำรวจ มานี่เร็ว! ตรงนี้มีโจรลักพาตัวครับ!”
ถ้าอีกฝ่ายมีมีดหรืออาวุธอื่นก็คงต้องแย่แน่ ผมจึงะโเสียงดังเพื่อเรียกตำรวจที่ไม่เห็นแม้แต่เงา และนั่นคงจะได้ผล ผู้ชายพวกนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปที่รถตู้และขับหนีไปอย่างรวดเร็ว
ผมจำป้ายทะเบียนของรถที่แล่นจากไปได้เป็อย่างดี
“เป็อะไรไหม”
ผมถามเด็กผู้หญิงที่เกาะตัวผมอยู่ เธอคงจะกลัวมาก จึงกำชุดนักเรียนของผมไม่ปล่อยเลย
พอดูดีๆ แล้วก็พบว่าเธอเป็เด็กชาวต่างชาติ มีผิวสีขาว ผมสีทอง และตาสีฟ้า สวมชุดสไตล์โกธิคดำซึ่งน่าจะแพงน่าดู คงจะอายุประมาณสิบขวบละมั้ง
“หนูชื่ออะไรน่ะ บ้านอยู่ที่ไหนเหรอ”
“...กัว...จังเยย...”
กัวจังเยย? อ้อ กลัวจังเลยนี่เอง เอ๊ะ เด็กคนนี้อาจจะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้รึเปล่านะ ผมย่อตัวลงให้ระดับสายตาอยู่พอๆ กับเด็กผู้หญิง เพื่อทำให้เธอที่กำลังตัวสั่นน้อยๆ สบายใจขึ้น
“ชื่อน่ะ เข้าใจไหม พี่ชื่ออินาบะ ฮาคุโตะ”
เอ๊ะ แล้วผมจะพูดด้วยสำเนียงเด็กไปทำไมล่ะเนี่ย
“ฮาคุโตะ...หนู...ชื่อ...เรนเซีย...ค่ะ”
เด็กคนนั้นเปล่งเสียงออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วบอกชื่อของตัวเอง ชื่อเรนเซียสินะ
เป็เด็กชาวต่างชาติจริงๆ ด้วย ผมสีทองของเธอถูกผูกไว้ด้วยริบบิ้นสีดำเป็ทรงทวินเทล เธอเงยหน้ามองผมด้วยดวงตาสีฟ้า
และนี่ก็คือการพบกันระหว่างผมกับเธอ เรนเซีย เรนฟิลด์
หลังจากนั้นผมก็แจ้งตำรวจ ผลลัพธ์คือสามารถจับคนร้ายได้ เรนเซียเป็ลูกสาวของนักธุรกิจรายใหญ่ เธอมาบ้านคนรู้จักที่อยู่ที่นี่ด้วยกันกับพ่อแม่ ระหว่างที่พ่อแม่ไม่ทันสังเกต เธอก็แอบออกมาจากบ้านหลังนั้น จึงทำให้เกิดเื่ดังกล่าวขึ้นมา
ผมได้รู้ในภายหลังว่าคนร้ายวางแผนลักพาตัวเรนเซียเพราะถูกไหว้วานจากคนอื่นอีกที
วันนั้นเรนเซียที่พวกมันเล็งไว้อยูคนเดียว พวกคนร้ายจึงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไป ตัดสินใจลงมือในทันที แต่แล้วภารกิจนั้นก็ถูกผมขัดขวางไว้นั่นแหละ
แน่นอนว่าพวกนั้นคงไม่ได้เตรียมตัวให้รอบคอบ จึงถูกจับตัวได้อย่างง่ายดายก่อนที่จะหนีไปต่างประเทศทัน

หลังจากนั้นคนที่อยู่เื้ัก็ถูกจับด้วย แต่มันเป็เื่ในต่างประเทศผมเลยไม่รู้อะไรมาก
ระหว่างที่อธิบายเื่ราวให้ตำรวจฟัง เรนเซียไม่อยู่ห่างจากผมเลย เธอคงเครียดที่เกิดเื่แบบนี้ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ผมจึงชวนคุยหลายเื่เพื่อให้คลายกังวล โชคดีที่ดูเหมือนเธอจะยอมเปิดใจ
ไม่นานพ่อแม่ของเธอก็มาถึง เรนเซียโผเข้าไปในอ้อมอกของทั้งคู่ทันที
ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกโล่งใจอยู่ พ่อของเรนเซียที่ฟังเื่ราวจากตำรวจแล้วก็เดินมากุมมือทั้งสองข้างของผมแน่น เขาพูดอะไรบางอย่างเป็ภาษาต่างประเทศซ้ำไปซ้ำมา แต่คิดว่าน่าจะเป็คำขอบคุณ คงใช่นั่นแหละ
ผมปฏิเสธไปแล้วรอบหนึ่ง (ตำรวจช่วยเป็ล่ามให้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็อยากตอบแทนผมอยู่ดี ผมจึงให้เบอร์โทรศัพท์กับที่อยู่ไปก่อน แล้วออกจากสถานีตำรวจ ตอนที่แยกกันเรนเซียวิ่งมาหอมแก้มผมด้วย เล่นเอาใเลยละ
หลังจากวันนั้นเรนเซียก็ติดต่อมาทางโทรศัพท์แล้วพูดขอบคุณอีกครั้ง เธอพูดภาษาญี่ปุ่นกระท่อนกระแท่น แต่ก็สื่อความรู้สึกได้อย่างชัดเจน
แล้วปลายสายก็เปลี่ยนเป็เลขาผู้ชาย บอกว่าส่งของขวัญแสดงความขอบคุณมาให้แล้ว ผมก็นึกว่าคงจะได้ประมาณคูปองแลกสินค้าหรือของขวัญแบบในวันปีใหม่...
“ไม่นึกเลยว่าจะได้ของแบบนี้มา...”
ผมวาง VR ไดรฟ์ที่ถูกส่งมาไว้กลางห้องว่าง และจ้องมองมันอีกครั้ง
เก้าอี้สีดำเงาที่ดูเป็ของชั้นเลิศทำจากหนังจริง หัวเก้าอี้มีชิ้นส่วนที่เป็จอภาพซึ่งโค้งเป็ทรงกระบอกครึ่งซีกติดตั้งอยู่ สิ่งนี้ไม่ได้ใช้แค่เป็ VR ไดรฟ์ แต่ใช้เป็คอมพิวเตอร์แบบตรวจจับสายตาได้ด้วย หรือก็คือเก้าอี้ปรับนอนนี้เป็คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงอีกประเภทหนึ่งนั่นเอง และแน่นอนว่าคงจะนอนสบายด้วยเช่นกัน
การที่เอาของแบบนี้มาโยนให้ผมง่ายๆ เช่นนี้ ชาวบ้านธรรมดาอย่างผมก็รู้สึกว่าเป็การใช้เงินที่ไม่สมเหตุผล ว่าแต่ทำไมถึงให้เกมมาด้วยล่ะ
แน่นอนว่าผมต้องอยากได้อยู่แล้ว...ช่างเถอะ คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
แม้จะเกรงใจอยู่บ้าง แต่ผมก็สนใจเื่เกม จึงขอรับไว้ด้วยความยินดี
นอกจาก VR ไดรฟ์กับ ‘เดมอนส์’ แล้วก็มีจดหมายจากเรนเซียแนบมาด้วย เขียนเป็ภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยแข็งแรงนักว่า ‘ถ้าสะดวก ให้เลือกแอเลียเริมต้นเปน [เกียดค้าน] นะคะ’
เกียดค้าน? ‘แอเลียเริมต้น’ คือ ‘แอเรียเริ่มต้น’ คงหมายถึงจุดสตาร์ตละมั้ง
พอค้นหาเื่ ‘เดมอนส์’ ในอินเทอร์เน็ต ก็พบว่า ‘เดมอนส์ เวิลด์’ มีดินแดนอยู่เจ็ดแดน ได้แก่ [อัตตา] [ริษยา] [ละโมบ] [ราคะ] [เกียจคร้าน] [โทสะ] และ [ตะกละ] ให้เลือกแดนใดแดนหนึ่งจากในนี้ และเริ่มเกมโดยเล่นเป็ผู้ที่ถูกอัญเชิญไปที่ดินแดนนั้น
ว่าแล้วเชียว เรนเซียก็เล่นเกมนี้สินะ ถ้าเลือกดินแดนเดียวกัน ก็น่าจะเจอกันในเกมได้เร็ว
ผมคุยกับเธอทางโทรศัพท์และเมลหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยั้แ่ตอนนั้น ถ้าได้เล่นเกมด้วยกันคงสนุกดี ถึงในเกมผมน่าจะเป็รุ่นน้องก็เถอะ
ผมเริ่มจากอ่านคู่มือ VR ไดรฟ์เล่มหนาและตั้งค่าเครื่อง สมแล้วที่เป็รุ่นล่าสุด มีฟังก์ชันมากมายเลย
ดูเหมือนว่าต้องยืนยันอายุด้วย ผมหยิบบัตรนักเรียนออกจากกระเป๋าสตางค์ และเอาให้เครื่องอ่าน เท่านี้การจดจำม่านตาและข้อมูลที่ถูกต้องของผมก็ได้รับการบันทึกเรียบร้อยแล้ว
ผมติดตั้ง ‘เดมอนส์’ เป็ขั้นตอนสุดท้าย เท่านี้ก็คงเริ่มเกมได้แล้ว...มั้งนะ
วันนี้เป็วันอาทิตย์ แม้จะยังเป็่เช้าอยู่ แต่ผมก็ไม่มีแผนอะไรเป็พิเศษ ลองเล่นดูหน่อยก็แล้วกัน
ผมปรับเก้าอี้ให้เอนลง มุดหัวเข้าไปในจอภาพทรงกระบอกครึ่งซีก และนอนใน VR ไดรฟ์
เมื่อเปิดสวิตช์ หน้าจอการตั้งค่า VR ไดรฟ์ก็ฉายขึ้นบนจอภาพตรงหน้า ไฟสีแดงกะพริบพร้อมเสียงตี๊ดเบาๆ
